---- โฆษณาตำแหน่งนี้ (หมุนวนไม่เกิน 10 อัน) เพียง 5,000/เดือน กดที่นี่เพื่อดูรายละเอียด ----
หน้าแรกมุมสมาชิกแนะนำถาม-ตอบ
ขณะนี้เป็นเวลา 17:25 ของวันที่ 24/02/2018
[ ดูกระทู้ทุกบอร์ดรวมกัน กดที่นี่ ]
*** 1 ก.พ 56 - มือถือ Truemove-H หรือ TOT (imobile3gx, iec3g) สามารถยืนยันตัวได้แล้ว โดยโทรไปหมายเลข *499297 แทน (ค่าบริการนาทีละ 9.63 บาท) ***
พบเห็น รูปไม่เหมาะสม, สิ่งผิดกฏหมาย ติดต่อผู้ดูแลเว็บ กดที่นี่เพื่อดูรายละเอียด
การ์ตูน (หน้าที่ 1/1)
เรื่องลึกลับของการกำเนิด "มนุษยชาติ"
0. HENร่างมาร (0)
Mail to HENร่างมาร


บริจาคเงินช่วยน้ำท่วม
ชื่อบัญชี : สภากาชาดไทยช่วยผู้ประสบอุทกภัย
เลขที่ : 045-3-04190-6
ประเภท : กระแสรายวัน
ธนาคาร : ไทยพาณิชย์
    04-05-2005, 17:27:55   [Edit message]   [ ระวังโจรหลอกขายโปร/สิ่งของ แลกกับเลขบัตรทรูมันนี่ ต้องขอเบอร์บ้านทุกครั้ง! ]

บทความนี้ไม่ใช่ของผมครับ เป็นของอาจารย์ผมเอง (คนที่ผมนับถือมากคนนึงในโลกอินเตอร์เนต) เขาเป็นเจ้าของเวปไซท์เกี่ยวกับเรื่องลึกลับนะครับ พอดีเวปมันหายไปไหนไม่รู้ ผมว่าบทความนี้มันมีประโยชน์และก็เนื้อหาเจ๋งมาผมเลยอยากจะเอามาแจกจ่ายให้กับท่านทั้งหล่ายใด้อ่านกัน

เนื้อหาของเรื่องที่ผมจะเล่านี้มันเป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่ระดับโลกเลยทีเดียว
พยายามอ่านให้จบนะครับ ผมเล่าแบบตัดตอนไม่ได้พราะมันมีเหตุผลอธิบายอยู่ในทุกบท อยากให้ทุกคนลองอ่านไปเรื่อยๆครับแล้วจะรู้ว่ามันน่าตื่นเต้นขนาดไหน

บทความนี้มีทั้งหมด12บท เจ้าของบทความเค้าแปลไว้ไม่ครบนะครับแต่ ที่มีอยู่ก็น่าตะพอเพียงต่อความเข้าใจ


เนื้อหาของบทความทั้งหมดนี้ จะเป็นการไขปริศนาเกี่ยวกับ การเกิดแพัฒนาการมนุษยชาติ และพระเจ้าของพวกเรานั้เป็นใครกันแน่ ?


คัดลอกแปลมาจากหนังสือTHE 12TH PLANET ของ Zecharia Sitchin


Chapter One: THE ENDLESS BEGINNING


วิวัฒนาการประเภทไหน?

ทุกคนคงเคยได้ยินกฏของมัวร์ที่ว่าด้วยการเพิ่มของความเร็ว CPU แม้ว่ากฏนี้จะถูกคิดขึ้นเป็นเวลาหลายสิบปีแล้ว ปัจจุบันกฏนี้ก็ยังกล้อมแกล้มไปได้อยู่ วิวัฒนาการของมนุษย์ก็เช่นกันครับ หากคำนวณจากระยะเวลานับตั้งแต่มนุษย์คนแรกอุบัติขึ้นบนพื้นพิภพ ปัจจุบันพวกเราน่าจะมีความก้าวหน้าพอๆกับเผ่าบุชเมน คนป่าเผ่าหนึ่งในอาฟริกา ไม่ใช่ยุคซิลิกอนชิปครองโลกอย่างทุกวันนี้

ตำราทางมานุษยวิทยาอนุมานเอาไว้ว่ามนุษย์ใช้เวลาประมาณ 2 ล้านปีในการก้าวสู่ยุคอุตสาหกรรมหิน รู้จักใช้เครื่องมือที่ทำมาจากหิน โดยเฉพาะอาวุธหินและกระดูก!ซึ่งใช้ประโยชน์สำหรับการล่า!เพื่อยังชีพ 2 ล้านปีกว่าที่มนุษย์จะเริ่มรู้จักใช้ความคมของแง่งหินมาหั่นเนื้อ เฉือนไม้ เซาะดิน หรืออะไรก็ตามแต่ที่พวกเขาต้องการจะทำ ดูจากสเกลนี้ ทำไมมนุษย์จึงไม่ใช้เวลาอีก 2 ล้านปีก้าวเข้าสู่ยุคสัมฤทธิ์และยุคโลหะ และอีก 10 ล้านปีเพื่อความชำนาญการด้านคณิตศาสตร์ เครื่องกล และดาราศาสตร์

เป็นวิวัฒนาการที่มหัศจรรย์เหลือจะกล่าว เราใช้เวลาน้อยกว่า 5 หมื่นปีด้วยซ้ำ จากยุคของมนุษย์ถ้ำนีแอนเดอร์ธัลแมนมาสู่ยุคของการส่งนักบินอวกาศขึ้นไปเดินเล่นบนดวงจันทร์

อารยธรรมแบบปุบปับ

ตอนที่นโปเลียนมาถึงอียิปต์ในปี 1799 ท่านจอมคนได้นำนักปราชญ์ราชบัณฑิตติดมาด้วยเข่งหนึ่ง เพื่อที่จะทำการศึกษาโบราณสถานของอียิปต์ อันได้แก่หมู่ปิระมิด เมืองโบราณซึ่งจมอยู่ใต้กองทราย !ผู้พิทักษ์รูปร่างประหลาดที่เรียกกันว่าสฟิงซ์ หนึ่งในทีมสำรวจค้นพบศิลาโบราณใกล้ๆเมืองโรเซตตา อายุของศิลาหลักนี้นับย้อนหลังไปถึง 200 ปีก่อนคริสตกาล เหล่านักปราชญ์รู้สึกประหลาดใจกับอักขระไฮโรกลิฟิกที่จากรึกอยู่บนนั้น และเมื่อสำรวจต่อไปพวกเขาก็พบศิลาโบราณเพิ่มเติมอีกสองหลักครับ

ความมหัศจรรย์ของภาษาโบราณแห่งอียิปต์ที่ไม่มีใครอ่านออก(ในตอนนั้น) ทำให้เริ่มมีการสำรวจพื้นที่อย่างเอาจริงเอาจัง เหล่าผู้พิชิตจากยุโรปเริ่มตระหนักว่าอารยธรรมบนแผ่นดินไอยคุปต์ มีอายุยาวนานกว่าอารยธรรมกรีกที่พวกเขาภูมิใจนักหนาเสียอีก บันทึกประวัติศาสตร์ของอียิปต์เองก็เริ่มต้นราชวงศ์แรกเมื่อ 3100 ปีก่อนคริสตกาล สองสหัสวรรษเต็มๆก่อนยุครุ่งเรืองของอารยธรรมเฮลเลนิคในยุโรป ซึ่งยังต้องใช้เวลาอีก 4-5 ศตวรรษกว่าจะมาถึงจุดที่เรียกได้ว่าเจริญสูงสุดอย่างแท้จริง

ด้วยความเก่าแก่นี้ หรืออียิปต์จะเป็นจุดกำเนิดแห่งอารยธรรมของมนุษยชาติ?


ตอนแรกใครๆก็คิดอย่างนั้น จนกระทั่งเวลาต่อมานักโบราณคดีได้รู้จักดินแดนในตะวันออกกลาง นับระยะทางแล้วก็ไม่ใกล้ไม่ไกลจากอียิปต์เลย ดินแดนแห่งนั้นรู้จักกันในนามของซูเมอร์ (Sumer)

ชื่ออื่นๆที่ใช้เรียกกันก็มี Sumer, Shumer, Sumeria, Southern Mesopotamia ครับ

ดินแดนนี้เป็นต้นกำเนิดของอารยธรรมมากมายต่อเนื่องกันมา ที่พวกเราคุ้นหูกันก็ได้แค่ อารยธรรมสุเมเรียน อัคเคเดียน บาบิโลเนียนเป็นต้น อารยธรรมเหล่านี้เจริญรุ่งเรืองไม่แพ้ที่อียิปต์เลยครับ พวกเขามีภาษาพูดภาษาเขียนเป็นของตนเอง โดยเฉพาะภาษาเขียนที่จารึกไว้บนแผ่นดินเหนียวหรือคิวนิฟอร์มของพวกเขานี่แหละครับ ที่ทำให้เราแกะรอยย้อนเวลาไปสู่ความรุ่งเรืองแต่ครั้งนั้นของพวกเขาได้

หนึ่งในการค้นพบจารึกโบราณที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในแวดวงโบราณคดีได้แก่ การค้นพบห้องสมุดที่นิเนเวห์(Nineveh) นักโบราณคดีพบจารึกดินเหนียวมากกว่า 25,000 ชิ้น ในบรรดาจารึกเหล่านั้นมีไม่น้อยเหมือนกันที่ระบุเอาไว้ว่า เนื้อหาทั้งหลายไม่ได้มาจากสมองของคนเชียนหรอก หากแต่คัดลอกจากเอกสารโบราณของบรรพบุรุษอีกต่อหนึ่ง ฮ่วย... อารยธรรม Sumer นี่ว่าเก่าพอดูอยู่แล้วยังมีอารยธรรมไหนที่เก่าไปกว่านี้อีกเรอะ?

มีแผ่นจารึกอยู่ราว 20 แผ่นที่มีหมายเหตุกำกับเอาไว้เป็นภาษาโบราณแปลออกมาได้ทำนองนี้ครับ

23rd tablet: language of Shumer not changed..... Except for mispronouncing the name

ถูกต้องแล้วครับ ชื่อที่แท้จริงของดินแดนนี้ควรอ่านว่าชูเมอร์ไม่ใช่ซูเมอร์ มีเรื่องติดตลกจะเล่าให้ฟังนิดหน่อยคือ เมื่อก่อนนี้นักโบราณคดีสับสนมากครับ ว่าอารยธรรมที่พวกเขาค้นพบในดินแดนเมโสโปเตเมียโบราณนั้น ชนชาติที่เป็นเจ้าของอารยธรรมคือใคร พวกเขาสืบสายพันธุ์มาจากมนุษย์วงศ์ไหน เหตุใดจึงรุ่งเรืองขึ้นมาอย่างกระทันหันและล่มสลายไปอย่างปุบปับเช่นนั้นเล่า ช่วงแรกๆของการศึกษาอารยธรรม Sumer นั้น นักโบราณคดีตีอกชกหัวไปตามๆกัน เนื่องจากรื้อก็แล้ว ขุดก็แล้ว สอบถามคนเก่าคนแก่ก็แล้ว พวกเขาไม่เจอเอกสารที่กล่าวถึงที่มาชนชาติสุเมเรียนเลยครับ (อันนี้เป็นเหตุการณ์ในยุโรปช่วงนั้นเน้อ ^^)


::

Modified on: 03-05-2006, 04:02:10

1. HENร่างมาร (0)
Mail to HENร่างมาร


    03-05-2006, 00:34:50   [Edit message]   [ ระวังโจรหลอกขายโปร/สิ่งของ แลกกับเลขบัตรทรูมันนี่ ต้องขอเบอร์บ้านทุกครั้ง! ]
ขุดขึ้นมาใครใครบางคนอ่าน
2. Doramichan (0)
Mail to Doramichan


    03-05-2006, 01:46:04   [Edit message]   [ ระวังโจรหลอกขายโปร/สิ่งของ แลกกับเลขบัตรทรูมันนี่ ต้องขอเบอร์บ้านทุกครั้ง! ]
เข้ามาขุดสิ่งที่เปนสาระ ๆ แท้งกิ้วๆ
3. HomeMadnessมีต่อมั้ยอ่ะ (0)
Mail to HomeMadnessมีต่อมั้ยอ่ะ


    03-05-2006, 03:22:56   [Edit message]   [ ระวังโจรหลอกขายโปร/สิ่งของ แลกกับเลขบัตรทรูมันนี่ ต้องขอเบอร์บ้านทุกครั้ง! ]
มีต่อป่าวอ่า
กะลังมัน
ขุด
ขุด
ขุด

4. HENร่างมาร (0)
Mail to HENร่างมาร


    03-05-2006, 03:33:48   [Edit message]   [ ระวังโจรหลอกขายโปร/สิ่งของ แลกกับเลขบัตรทรูมันนี่ ต้องขอเบอร์บ้านทุกครั้ง! ]

โทษใครไม่ได้หรอกงานนี้ ก็เล่นค้นไม่ถูกจุดเองนี่ ความจริง Sumer ไม่ใช่ดินแดนปริศนาอะไรเลย ในเอกสารเก่าแก่อย่างไบเบิลได้ระบุถึงดินแดนนี้อย่างชัดเจนในฐานะที่ตั้งเมืองหลวงของชาวบาบิโลน, อัคเคด และอีเรช ไบเบิลระบุชื่อของดินแดนเอาไว้ว่า The Land of Shi'ar หรือ Shinar ครับ



การขุดค้นโบราณสถานครั้งสำคัญของอารยธรรมสุเมเรียนเริ่มขึ้นในปี 1877 โดยนักโบราณคดีชาวฝรั่งเศส ผลจากการขุดค้นทำให้ต้องมีการสำรวจเพิ่มเติมอย่างมโหฬาร อะโห! พื้นที่ของอาณาจักรนี้ไม่ใช่เล็กๆเลยครับ จากไซต์สู่ไซต์ จากเมืองแรกสู่เมืองที่สอง สร้างความพิศวงงงงวยแก่ทีมสำรวจเป็นล้นเหลือ โปรเจ็คนี้ยุติลงในปี 1933 ทั้งที่ยังเหลืองานที่ต้องสำรวจอยู่อีกเยอะ แต่แน่ล่ะ ทีมสำรวจไม่ได้มีทีมเดียวนี่ครับ นักโบราณคดีในสังกัดอื่นยังคงทำงานของพวกเขาอย่างไม่ย่อท้อ พวกเขาไม่กลัวความเหน็ดเหนื่อยใดๆนอกจากกลัวตาย ก็จะไม่ให้กลัวได้ไงล่ะครับ อาณาบริเวณของ Sumer กินดินแดนครอบคลุมทั้ง อิหร่าน อิรัก จอร์แดน ตุรกี ซึ่งระอุด้วยไฟสงครามมาแต่ไหนแต่ไร ถ้าคุณเชื่ออย่างที่ผมเชื่อ เราอาจสรุปได้ว่า ดินแดนแห่งนี้มีอาถรรพ์ เพราะรบพุ่งกันตลอดไม่เคยหยุดนับจากปัจจุบันย้อนไปจนถึงยุคสมัยแห่งพระเจ้ากันเลยทีเดียว

Zecharia Sitchin เป็นหนึ่งในผู้กล้าไม่กี่คนที่ยอมเสี่ยงชีวิตในการสำรวจดินแดนนั้น ตะแกเป็นเก่งครับ เรียกว่าปราชญ์ด้านภาษาโบราณคนหนึ่งเลยทีเดียว Sitchin ทำการศึกษาโบราณสถาน, แผ่นจารึกที่เรียกว่า Seals, เอกสารที่เขียนด้วยอักษรลิ่ม(Cuneiform)จนแตกฉาน Sitchin เริ่มต้นงานอย่างนักโบราณคดีสมัครเล่นจนก้าวสู่มืออาชีพ Sitchin อดพิศวงกับนิสัยช่างจดบันทึกของชาวสุเมเรียนไม่ได้ เพราะชนชาตินี้บันทึกอะไรเอาไว้แบบจิปาถะเสียจริงๆเมื่อเทียบกับอารยธรรมอื่นๆ ซึ่งส่วนใหญ่จะมีภาษาเขียนไว้เพื่อจดจารงานสำคัญเช่น คำสอนทางศาสนา หรือตัวบทกฏหมายเท่านั้น

แต่ชาว Sumer เล่นบันทึกเอาไว้แทบทุกอย่างแม้กระทั่งตำราทำกับข้าว และนี่คือตัวอย่างครับ


::

Modified on: 03-05-2006, 04:02:27

5. HENร่างมาร (0)
Mail to HENร่างมาร


    03-05-2006, 03:35:19   [Edit message]   [ ระวังโจรหลอกขายโปร/สิ่งของ แลกกับเลขบัตรทรูมันนี่ ต้องขอเบอร์บ้านทุกครั้ง! ]
In the wine of drinking,
In the scented water,
In the oil of unction -
This bird have I cooked,
and have eaten.

File attach: coqauvin.jpg (10 KB) ใช้ GetRight หรือโปรแกรมช่วยดาวน์โหลดไม่ได้ครับ) File desc: ไม่น่าเชื่อว่าอาหารขึ้นชื่อในปัจจุบัน ชาวสุเมเรียน
6. HENร่างมาร (0)
Mail to HENร่างมาร


    03-05-2006, 03:36:27   [Edit message]   [ ระวังโจรหลอกขายโปร/สิ่งของ แลกกับเลขบัตรทรูมันนี่ ต้องขอเบอร์บ้านทุกครั้ง! ]
ชาวสุเมเรียนยังเป็นชนชาติแรกที่เริ่มทำการค้าขาย พวกเขารู้จักการเดินทะเล การประมง ปกติคนโบราณจะแสยงกับทะเลมากครับ เพราะเชื่อว่าโลกแบนขืนแล่นเรือไปไกลจะพาลตกขอบทะเลเอาเสียเปล่า แต่ชาวสุเมเรียนไม่อย่างนั้นครับ พวกเขาไปกันไกลที่สุดเท่าที่เรือจะพาพวกเขาไปได้ มีการดำน้ำเพื่อลงไปค้นหาทรัพยากรแปลกๆ สำรวจเกาะแก่งที่ยังไปไม่ถึง เพื่อค้นหาแร่ธาตุ โลหะ หิน หรือแม้กระทั่งพันธุ์ไม้ที่หาไม่ได้ในดินแดนของพวกเขา



Samuel N. Kramer หนึ่งในนักสุเมเรียนวิทยา(Sumerologist)ได้แจงรายละเอียดของความเป็นผู้ริเริ่มในกิจกรรมต่างๆ ซึ่งตกทอดมาสู่สังคมของเราในยุคปัจจุบันไว้มากมาย ลองดูตัวอย่างเล็กๆน้อยๆเหล่านี้ แล้วคิดให้ดีๆนะครับว่า คนโบราณที่ดำรงชีวิตอยู่เมื่อเกือบหมื่นปีที่แล้วพวกนี้ เค้าเจริญก้าวหน้ากันผิดยุคขนาดไหน ความเป็นเจ้าแรกหรือผู้ริเริ่มของชาวสุเมเรียนเท่าที่เราค้นพบกันนั้นได้แก่

มีโรงเรียนหรือสถานศึกษาเป็นเจ้าแรก(ของโลก เท่าที่เรามีหลักฐานกันน่ะนะครับ)
มีสภานิติบัญญัติอันประกอบด้วยฝ่ายบริหารและฝ่ายค้านเป็นเจ้าแรก
มีนักประวัติศาสตร์และการเขียนประวัติศาสตร์เป็นเจ้าแรก
มีตำราเภสัชกรรมเป็นเจ้าแรก
มีตารางกิจกรรมทางการเกษตรตลอดปีเป็นเจ้าแรก
ศึกษาเรื่องจักรวาลวิทยาและโหราศาสตร์ที่เกี่ยวพันกับดวงดาวเป็นเจ้าแรก
มีการจ้างงานและค่าตอบแทนแรงงานในสังคมเป็นครั้งแรกของโลก
มีการบันทึกสุภาษิตและสุนทรพจน์
มีการถกประเด็นต่างๆในห้องสมุดหลวงเป็นเจ้าแรก (โปรดนึกถึงรายการถึงลูกถึงคนเมื่อหลายพันปีก่อน)
เรื่องราวของน้ำท่วมโลกและวีรบุรุษสไตล์โนอาห์มีเล่าอยู่ทั่วทุกมุมโลก แต่ที่เก่าแก่ที่สุดอยู่ที่นี่ครับ
มีบัญญัติกฏหมายและการจัดระเบียบทางสังคมเป็นเจ้าแรก (ต้นฉบับเค้าใช้คำว่า Social Reform หรอก ^^)
และอื่นๆอีกมากมาย
สิ่งเหล่านี้ยังคงตกทอดมาถึงพวกเราในยุคปัจจุบัน เราแบ่งโลกออกเป็น 360 องศาตามแบบสุเมเรียน, นับเวลาด้วยชั่วโมงและนาทีตามแบบของพวกเขา ยกเว้นระยะเวลาของการดำรงอยู่บนโลกซึ่งแตกต่างกันแล้ว อาจกล่าวได้ว่า เราและเขาไม่มีอะไรที่แตกต่างกันเลย


File attach: sumercity2_by_mark.jpg (19 KB) ใช้ GetRight หรือโปรแกรมช่วยดาวน์โหลดไม่ได้ครับ) File desc: ภาพจำลองเทวสถานในยามเย็นของชาวสุเมเรียน งดงามและคง
7. HENร่างมาร (0)
Mail to HENร่างมาร


    03-05-2006, 03:41:14   [Edit message]   [ ระวังโจรหลอกขายโปร/สิ่งของ แลกกับเลขบัตรทรูมันนี่ ต้องขอเบอร์บ้านทุกครั้ง! ]
Chapter Two: The Almighty God Enki

ในปี 1919 กระทาชายนาม H. R. Hall เดินทางมาถึงซากปรักหักพังของโบราณสถานใกล้หมู่บ้านที่เรียกกันว่า เอล-ยูเบด ชื่อของไซต์นี้ถูกตั้งขึ้นตามนักปราชญ์โบราณซึ่งกล่าวอ้างถึงอารยธรรมสุเมเรียนเป็นคนแรก นครของสุเมเรียนสมัยนั้นกินอาณาบริเวณจากเมโสโปเตเมียตอนเหนือจรดตีนเขาซากรอนในตอนใต้ เป็นผู้ริเริ่มการทำอิบเผา กำแพงฉาบปูน ภาพประดับแบบโมเสค สุสานหลวงที่ประดับประดาอย่างสวยงาม มีการใช้กระจกเงาที่ทำจากทองแดงขัด ผลิตภัณฑ์จากอัญมณีนานาชนิด มีการผลิตเครื่องทอ เครื่องเรือน และเหนืออื่นใด มีการสร้างอนุสรณ์สถานที่ยิ่งใหญ่จนยากจะเชื่อว่าเป็นสิ่งก่อสร้างที่มาจากฝีมือของคนโบราณเมื่อครั้งกระโน้น

ไกลออกไปทางตอนใต้ นักโบราณคดีค้นพบเอริดู นครแห่งแรกของชาวสุเมเรียน(ตามที่เคยมีอ้างอิงไว้ในเอกสารโบราณ) ขุดกันอย่างบ้าเลือดพักหนึ่งพวกเขาได้พบกับวิหารโบราณ ซึ่งจารึกเอาไว้ว่าสร้างเพื่ออุทิศแด่เทพเอนกิ (Enki) เทพเจ้าแห่งความรู้ของซูเมอร์ วิหารแห่งนี้มีลักษณะคล้ายกรุงทรอยอยู่ประการหนึ่งครับ คือมันถูกสร้างถูกบูรณะทับของเดิมซ้ำแล้วซ้ำอีก ผลจากการศึกษาทำให้นักโบราณคดีย้อนอายุของอารยธรรมสุเมเรียนจากร่องรอยของการบูรณะวิหารแห่งนี้ไปจนถึง 2500, 2800, 3000 และ 3500 B.C. ตามลำดับ

พวกเขาขุดจนกระดั่งถึงดินชั้นล่างสุด ซึ่งเป็นดินบริสุทธิ์ไม่มีร่องรอยสิ่งก่อสร้างใดๆ อายุของดินชั้นนั้นอยู่ที่ประมาณ 3800 ปีก่อนคริสตกาล ซึ่งเราอาจสรุปผลจากการสำรวจนี้ว่าอารยธรรมสุเมเรียนน่าจะรุ่งเรืองขึ้นในช่วงนั้น

นี่ไม่เป็นเพียงอารยธรรมแรกที่พวกเราตัดสินได้จากสามัญสำนึกเท่านั้น หากแต่ยังมีผลแตกแขนงให้กับอารยธรรมอื่นทั่วทุกมุมโลก มันน่ามหัศจรรย์ตรงที่ว่า ชาวซูเมอร์ไม่เพียงแต่มีความเจริญรุ่งเรืองในท้องถิ่นของตนเท่านั้น พวกเขายังคงทิ้งร่องรอยความรุ่งเรืองเหล่านี้ไว้ตามอารยธรรมอื่นๆแม้กระทั่งอารยธรรมของมนุษย์ยุคใหม่ในศตวรรษที่ 20

เริ่มต้นจากการรู้จักใช้เครื่องมือจากหินเมื่อ 2 ล้านปีก่อน และธำรงชีวิตอย่างลุ่มๆดอนๆมาจนกระทั่งอารยธรรมสุเมเรียนผุดขึ้นมาเมื่อประมาณ 3800 ปีก่อนคริสตกาล มันเรืองโรจน์เสียจนนักโบราณคดีประหลาดใจไปตามๆกัน ไม่มีร่องรอยของการวิวัฒน์ให้สืบสาว ไม่มีใครรู้ว่ามนุษย์พวกนี้ไปเอาความรู้ที่ไม่มีร่องรอยของการสั่งสมเหล่านี้มาจากที่ใด จากใคร และเมื่อใด

...เหมือนกับจู่ๆอารยธรรมนี้ก็ผุดขึ้นบนโลกมนุษย์ของเราเสียอย่างนั้นแหละครับ


::

Modified on: 03-05-2006, 03:43:07

8. เกรียนแบบหน้าด้าน
(Non member)
    03-05-2006, 03:44:34   [Edit message]   [ ระวังโจรหลอกขายโปร/สิ่งของ แลกกับเลขบัตรทรูมันนี่ ต้องขอเบอร์บ้านทุกครั้ง! ]
อ่า ท่านนักปราชญ์ผู้หยั่งรู้คนนี้ อยากทราบว่าท่านไปเผยแพร่ผลงานอะไรไว้บ้าง ^_^ ช่างหยั่งรูจริงๆ

old อยากให้ปรับ item อาวุธ war lvl50 ให้ drop ซะที (gam_ms) hen 6 (8) 07/10 05:31
old เล่นเกมจนได้แฟนจริง (ชอบ เลยเอามาให้ชาวTSอ่านกัน) (gam_ts) Hen 1 (29) 29/07 12:31
old ..เล่นแล้วรู้สึกไงกันบ้าง ยังเห่อข่องใหม่อยู่มะ... (gam_lh) Hen 12 (108) 27/09 16:06
old เปิดโปงคนเลว (gam_hl) HEN 5 (18) 30/04 20:59
old winrar?? (gam_db) HEN 4 (18) 26/08 08:55
old Resident Evil : The First Operation (Side Story) [1] ... [18] (ani) Hen 545 (623) 04/12 13:50
old Gundam SEED 0072 : CLAWS OF THE JUNGLE (ani) Hen 4 (118) 07/05 21:55
old เวปThaigaming เกิดอันหยังดอก ? เข้าไม่ได้มาหลายวัน (ani) Hen 0 (18) 11/10 17:01
old The Anu สงครามและความรัก รับสมัครนักรบจำนวนมาก [1] ... [5] (ani) Hen 134 (659) 06/06 10:06
old เรื่องลึกลับของการกำเนิด "มนุษยชาติ" (ani) Hen 7 (9) 03/05 03:41
old นิยายแนว incest อะ...อยากแต่งมีไรอ๊ะป่าว...? =='' (ani) Hen

9. godome (0)
Mail to godome


    03-05-2006, 03:52:23   [Edit message]   [ ระวังโจรหลอกขายโปร/สิ่งของ แลกกับเลขบัตรทรูมันนี่ ต้องขอเบอร์บ้านทุกครั้ง! ]
นับถือๆ
10. HENร่างมาร (0)
Mail to HENร่างมาร


    03-05-2006, 03:57:31   [Edit message]   [ ระวังโจรหลอกขายโปร/สิ่งของ แลกกับเลขบัตรทรูมันนี่ ต้องขอเบอร์บ้านทุกครั้ง! ]
บทความนี้ไม่ใช่ของผมครับ เป็นของอาจารย์ผมเอง (คนที่ผมนับถือมากคนนึงในโลกอินเตอร์เนต) เขาเป็นเจ้าของเวปไซท์เกี่ยวกับเรื่องลึกลับนะครับ พอดีเวปมันหายไปไหนไม่รู้ ผมว่าบทความนี้มันมีประโยชน์และก็เนื้อหาเจ๋งมาผมเลยอยากจะเอามาแจกจ่ายให้กับท่านทั้งหล่ายใด้อ่านกัน

เนื้อหาของเรื่องที่ผมจะเล่านี้มันเป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่ระดับโลกเลยทีเดียว
พยายามอ่านให้จบนะครับ ผมเล่าแบบตัดตอนไม่ได้พราะมันมีเหตุผลอธิบายอยู่ในทุกบท อยากให้ทุกคนลองอ่านไปเรื่อยๆครับแล้วจะรู้ว่ามันน่าตื่นเต้นขนาดไหน

บทความนี้มีทั้งหมด12บท เจ้าของบทความเค้าแปลไว้ไม่ครบนะครับแต่ ที่มีอยู่ก็น่าตะพอเพียงต่อความเข้าใจ
::

Modified on: 03-05-2006, 03:58:13

11. HENร่างมาร (0)
Mail to HENร่างมาร


    03-05-2006, 04:04:56   [Edit message]   [ ระวังโจรหลอกขายโปร/สิ่งของ แลกกับเลขบัตรทรูมันนี่ ต้องขอเบอร์บ้านทุกครั้ง! ]
Chapter Three: The Importance of Number 12

พูดถึงเลข 12 แล้วคุณคงอดคิดถึงเหล่าเทพแห่งราชวงศ์โอลิมปัสของกรีกไม่ได้ ผมว่าเป็นไอเดียที่ดีหากคุณจะคิดถึงเรื่องดังกล่าวนี้เมื่อเราพูดถึงเลข 12 ว่าแต่เทพราชวงศ์โอลิมปัสมีความสำคัญอย่างไร ทำไมผมต้องเอามากล่าวอ้างทั้งที่ตอนนี้เรากำลังพูดถึงเรื่องของชาวสุเรียนกันอยู่


จะว่าไม่สำคัญก็ไม่เชิงนะ สังเกตไหมครับว่าเทพเจ้าของชาวกรีกมีอารมณ์ โทสะ และราคะไม่แตกต่างไปจากมนุษย์เลย มิหนำซ้ำจากประวัติศาสตร์อันยาวนานของอารยธรรมกรีก ชาวกรีกไม่เคยกล่าวอ้างเลยว่า เทพราชวงศ์โอลิมปัสของพวกเขาเสด็จลงมาจากสรวงสวรรค์

เอ้า อย่าเพิ่งทำหน้าเบ้สิครับนี่เรื่องจริง

เทพเจ้าของชาวกรีกล้วนเดินทางมาจากดินแดนอื่น ซึ่งเป็นผลพวงจากการค้าขายระหว่างประเทศในสมัยนั้น เทพเซอุสมาจากเมดิเตอร์เรเนียน-แถบเกาะครีต, อโฟรไดต์มาจากแถบตะวันออกไกล-แถวไซปรัส, โปเซดอนมาพร้อมกับวัฒนธรรมแบบทหารม้าจากเอเชียไมเนอร์, อาธีนาแบกกิ่งโอลิฟ ความอุดมสมบูรณ์และอารมณ์ร้ายจากดินดนในพระคัมภีร์ ว่ากันว่าหากจะมีหลักฐานเชื่อมโยงถึงความสัมพันธ์ระหว่างเทพราชวงศ์โอลิมปัสกับเลข 12 แล้วไซร้ หลักฐานดังกล่าวก็คงอยู่ในโบราณสถานแถบหมู่เกาะในทะเลเมดิเตอร์เรเนียนนั่นแหละ

เลข 12 อย่างพอดิบพอดีไม่มากหรือน้อยไปกว่านั้น อ้อ... ชาวฮิตไทต์ในพระคัมภีร์ฉบับพันธสัญญาเก่า ก็เชื่อในเรื่องของเทพเจ้า 12 องค์เช่นเดียวกับชาวกรีกครับ มีหลักฐานว่าด้วยความสัมพันธ์ทำนองเดียวกันในศาสนาพราหม์อีกด้วย แต่ไม่สู้จะชัดเจนนัก

สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่า เลข 12 กับคนโบราณคงมีอะไรสัมพันธ์กันอยู่ อย่างน้อยหน่วยนับที่เป็นโหล หรือ dozen ที่ใช้กันในปัจจุบันก็ได้มาจากคนโบราณที่เรากำลังพูดถึงกันอยู่ ชาวสุเมเรียน...

ย้อนกลับกันมาที่เรื่องเดิมของเรา

อะไรคือสาเหตุของการพัฒนาอย่างปุบปับในด้านอารยธรรม? ในเมื่อหลายหมื่นหรืออาจจะเก่าไปจนถึงล้านปีก่อนนั้นพัฒนาของมนุษย์เป็นไปอย่างเชื่องช้า ความเป็นอยู่ของพวกเขาล้าหลัง ป่าเถื่อน และเจริญพอๆกับลิง อะไรที่ทำให้ทุกสิ่งเปลี่ยนไปอย่างปุบปับ

เปลี่ยนอย่างกระทันหันและเป็น step เหมือนหมัดสามจังหวะในการ์ตูน 1-2-โพล๊ะ!


::

Modified on: 03-05-2006, 04:06:13
File attach: slide_027.jpg (18 KB) ใช้ GetRight หรือโปรแกรมช่วยดาวน์โหลดไม่ได้ครับ) File desc: ซ้าย: ภาพน่าสนใจจากหนังสือ DevineEncouters

12. HENร่างมาร (0)
Mail to HENร่างมาร


    03-05-2006, 04:08:43   [Edit message]   [ ระวังโจรหลอกขายโปร/สิ่งของ แลกกับเลขบัตรทรูมันนี่ ต้องขอเบอร์บ้านทุกครั้ง! ]
จากมนุษย์ถ้ามาเป็นมนุษย์ยุคพริมิทิฟที่ยังชีพด้วยการล่า! หาของป่า จากนั้นพวกเขารู้จักทำเกษตรกรรมและเครื่องปันดินเผา และหมัดเด็ดของการพัฒนาจากชุมชนขึ้นมาเป็นเมืองซึ่งเจริญล้นเหลือทั้งในด้านวิศวกรรม คณิตศาสตร์ ดาราศาสตร์ การผลิตโลหะ การพาณิชย์ ดนตรี กฏหมาย การแพทย์ ศาสนา และมาถึงขั้นสำคัญที่สร้างหลักฐานให้พวกเราได้สืบสาวราวเรื่องกัน ความเจริญสูงสุดในแง่ของศิลปะและวรรณคดีครับ

ทั้งหมดทั้งเพนี้นักโบราณคดีมึนหัวตึบเพราะตอบไม่ได้ว่าชาวสุเมเรียนเอาความเจริญพวกนี้มาจากไหน ทั้งที่ชาวสุเมเรียนระบุเอาไว้อย่างชัดเจนถึงที่มาของอารยธรรมอันรุ่งเรืองนี้ว่า

...เอามาจากพระเจ้า

เห็นท่าจะจริง พิศจากหลักฐานที่เรามีอยู่ ทุกอย่างของชาวสุเมเรียนดูมหัศจรรย์ไปเสียหมด ราวกับว่าจู่ๆพระเจ้าก็ทรงประทานทุกอย่างมาให้พวกเขาเสียอย่างนั้น ข้อเท็จจริงอีกประการก็คือ บันทึกของชาวสุเมเรียนที่เราขุดค้นกันได้นั้น ส่วนใหญ่เน้นแล้วเน้นอีกว่าผลผลิตแห่งความรู้เหล่านี้คือสิ่งที่พระเจ้าประทานให้ พระเจ้าซึ่งครั้งหนึ่งเคยอาศัยอยู่ในดินแดนเมโสโปเตเมีย ปกครองชนพื้นเมืองเยี่ยงราชาของมนุษย์ปุถุชน

มาถึงตรงนี้แล้วสงสัยไหมครับว่า พระเจ้าของชาวสุเมเรียนเป็นใครและมาจากไหน?


13. Biology_dota (0)
Mail to Biology_dota


    03-05-2006, 04:19:22   [Edit message]   [ ระวังโจรหลอกขายโปร/สิ่งของ แลกกับเลขบัตรทรูมันนี่ ต้องขอเบอร์บ้านทุกครั้ง! ]
มึนตึ้บอารัยกันความเจริญมาจากการประดิษฐ์อักษรไง
พวกพวกสุเมเรียนเป็นพวกแรกที่มีอักษรใช้

14. xiiiblackcat (0)
Mail to xiiiblackcat


    03-05-2006, 04:23:18   [Edit message]   [ ระวังโจรหลอกขายโปร/สิ่งของ แลกกับเลขบัตรทรูมันนี่ ต้องขอเบอร์บ้านทุกครั้ง! ]
มีอาไรใหม่ๆก่านี่อีกเป่า พวกๆนี้พอรุหมดแล้วอะ อยากได้ไคลแม๊ก

มืงโพสข้ามปีเลยเหรอ!!!

15. part (0)
Mail to part


    03-05-2006, 04:25:05   [Edit message]   [ ระวังโจรหลอกขายโปร/สิ่งของ แลกกับเลขบัตรทรูมันนี่ ต้องขอเบอร์บ้านทุกครั้ง! ]
= = ไรหว่า
16. HENร่างมาร (0)
Mail to HENร่างมาร


    03-05-2006, 04:25:28   [Edit message]   [ ระวังโจรหลอกขายโปร/สิ่งของ แลกกับเลขบัตรทรูมันนี่ ต้องขอเบอร์บ้านทุกครั้ง! ]
วัวกับไม้กางเขน

ปัจจุบันแวดวงโบราณคดียอมรับกันอย่างกว้างขวางแล้วครับว่า รากเหง้าของอารยธรรมกรีกน่าจะมีที่มาจากบริเวณเกาะครีตที่ซึ่งมีอารยธรรมที่ชื่อมิโนอันเจริญรุ่งเรืองอยู่ในช่วง 2700 ถึง 1400 ปีก่อนคริสตกาล ในเทพตำนานของมิโนอันนั้นมีเรื่องเล่าของสิ่งมีชีวิตครึ่งคนครึ่งวัวที่ชื่อไมโนทอร์อยู่ด้วย ชาติกำเนิดของเจ้าอมนุษย์ตัวนี้ก็พิศดารอยู่ คือเกิดจากชายาของกษัตริย์ไมนอสและวัวตัวผู้ครับ (ตำนานวีรบุรุษ Theseus )

นักโบราณคดีลงความเห็นว่าอารยธรรมมิโนอันมีความเกี่ยวพันกับวัวอย่างลึกซึ้ง จารึกโบราณบางชิ้นที่พบที่นั่นมีรูปวัวซึ่งเป็นตัวแทนแห่งเทพอยู่ด้วย ที่น่าประหลาดใจก็คือรูปนั้นมีสัญลักษณ์ของกางเขนอยู่ซึ่งจากตำแหน่งของมันชวนให้คิดเหลือเกินว่า น่าจะเป็นสัญลักษณ์แทนรูปดาวอะไรซักอย่างหนึ่ง

มาถึงตรงนี้นักโบราณคดีที่ค้นพบก็ชักจะเอะใจขึ้นมานิด ถ้ารูปกางเขนเป็นสัญลักษณ์แสดงถึงกลุ่มดาวแล้วไซร้ รูปวัวอันเป็นสมมติเทพของไมโนอันก็น่าจะแทนกลุ่มดาวอะไรซักอย่างด้วยเช่นกัน ชาวกรีกก็เช่นเดียวกับชาวสุเมเรียนครับ พวกเขาแบ่งท้องฟ้าออกเป็น 12 ราศี กลุ่มดาวในจักรราศีหรือ Zodiac ที่พวกเราคุ้นเคยกันในทุกวันนี้ล้วนได้รับอิทธิพลมาจากกรีกทั้งนั้นแหละ

เป็นไปได้ไหมครับว่า ภาพนั้นแสดงปรากฏการณ์บนท้องฟ้าเมื่อประมาณ 4000 ปีก่อนคริสตกาลหรือ 6 พันปีที่ผ่านมา โดยเป็นปรากฏการณ์ของดาวบางดวงที่ปรากฏขึ้นให้สังเกตได้ใกล้กับกลุ่มดาววัวหรือ Taurus ในช่วงอธิกมาสกลางฤดูร้อน



The Goggles

นักโบราณคดีค้นพบว่าชาวฮิตไทต์โบราณนั้นมีสัญลักษณ์ของพระเจ้าเป็นรูปของสวรรค์และโลก โครงสร้างนี้มีความสัมพันธ์และถูกจัดเรียงอย่างเป็นลำดับขั้น เทพบางองค์ในจำนวนเทพอันมากมายของชาวฮิตไทต์ถูกจัดให้เป็นพระเจ้าโบราณซึ่งเดินทางมาจากสรวงสวรรค์ น่าแปลกตรงที่ว่าสัญลักษณ์อันวาดแทนพระเจ้าของคนโบราณกลุ่มนี้มองดูคล้ายกับแว่นคู่หนึ่ง และบ่อยครั้งที่วาดคู่กันไปกับสัญลักษณ์ทางศาสนาซึ่งรูปพรรณคล้ายคลึงกับจรวดในยุคปัจจุบันอย่างเหลือเกิน

มีเรื่องเล่าเก่าแก่ของชาวฮิตไทต์เรื่องหนึ่งกล่าวถึงอาณาจักรแห่งสวรรค์ ซึ่งถูกปกครองโดยเทพโบราณผู้มีอายุขัยเกือบอมตะกลุ่มหนึ่ง ทายสิครับว่าเทพกลุ่มนั้นมีจำนวนกี่องค์

สิบสององค์... ถูกต้องเลยครับ

ใครคือพระเจ้าโบราณของชาวฮิตไทต์เหล่านั้น? คงจะเซอร์ไพรส์คนที่มีความรู้ทางอารยธรรมโลกอยู่บ้างถ้าผมจะไล่ชื่อให้ฟังว่า หนึ่งในจำนวนนั้นประกอบไปด้วย Anu, Antu, Ninlil, Ea, Ishkur ,etc. ซึ่งเป็นชื่อเทพเจ้าของชาวสุเมเรียน! ไม่เพียงเท่านั้นนะครับ สถานที่ในเรื่องเล่านี้มีอยู่หลายแห่งปรากฏอยู่จริงในดินแดนซูเมอร์โบราณ ซึ่งก็แปลกดีที่เรื่องราวของสองอารยธรรมนี้มีส่วนคล้ายคลึงกันได้อย่างน่าประหลาด

ถ้าสองอารยธรรมนี้มีการถ่ายทอดเรื่องราวระหว่างกัน มันจะต้องมีจุดเชื่อมโยงให้นักโบราณคดีสืบสาวได้ซักจุดสิน่า คิดได้ดังนี้แล้ว Zecharia Sitchin จึงเริ่มศึกษาอย่างระมัดระวังว่าชาวฮิตไทต์สืบทอดความรู้จากชาวสุเมเรียนโบราณมาได้อย่างไร โดยเริ่มจากการศึกษาไวยากรณ์ของภาษาโบราณทั้งสองเป็นอันดับแรก

ห่วงโซ่ของความสัมพันธ์นี้อยู่ที่กลุ่มชนที่ชื่อเฮอไรอัน(Hurrians) คัมภีร์พันธสัญญาเก่าเรียกพวกเขาว่าฮอไรต์(Horites)อันมีความหมายว่าชนชาติอิสระ ในขณะที่เอกสารโบราณของอียปต์กล่าวถึงอาณาจักรของพวกเขาในนามของ Mitanni ปัจจุบันเรารู้จักชนชาติชื่อประหลาดนี้ในนามของชาวอริยกะหรืออารยัน

ชาว Hurrian สร้างวัฒนธรรมของตนโดยสืบสานมาจากสุเมเรียนเดิมแทบทั้งหมด ซึ่งก็ไม่แปลกอะไรเพราะมีหลักฐานที่เชื่อถือได้ว่าคนกลุ่มนี้เคยอาศัยอยู่ในอาณาจักรสุเมเรียนเมื่อ 3 พันปีก่อนคริสตกาล มีผู้นำหลายคนดำรงตำแหน่งสำคัญในรัฐบาลสุเมเรียนอีกด้วย และทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในช่วงราชวงศ์ที่สามแห่งเออร์(Ur)นครหลวงของชาวซูเมอร์


17. HENร่างมาร (0)
Mail to HENร่างมาร


    03-05-2006, 04:35:12   [Edit message]   [ ระวังโจรหลอกขายโปร/สิ่งของ แลกกับเลขบัตรทรูมันนี่ ต้องขอเบอร์บ้านทุกครั้ง! ]
ใจเย็นๆพี่น้อง อ่านไปเรื่อยๆใกล้ไคแม็ซแล้ว.....


Sumerian Father of the Gods

ประมาณ 1300 ปีก่อนคริสตกาล ภายใต้ยุคสมัยแห่งการอพยพและการรุกราน (ยุคเดียวกับที่ชาวอิสราเอลอพยพออกจากอียิปต์สู่ดินแดนคานาอันนั่นแหละครับ) ชาว Hurrians ถอนตัวไปยังหลักแหล่งใหม่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของอาณาจักร ทำการสร้างเมืองหลวงแห่งใหม่ใกล้ทะเลสาบ Van (Lake Van) ชาว Hurrians ขนานนามเมืองหลวงแห่งใหม่นี้ว่า Uraty หรือ Ararat ชื่อเดียวกับยอดเขาที่เรือของโนอาห์ไปค้างเติ่งอยู่เสียด้วย พวกเขามีรูปเคารพแทนองกษัตริย์เป็นเทพผู้น่าเกรงขาม เทพองค์นั้นทรงสวมหมวกมีเขายืนตะหง่านอยู่บนหลัง!ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ประจำตัว ให้ทายครับว่า!อะไร

ถูกต้องครับ วัว...

ชาว Hurrians เรียกวิหารหลักของพวกเขาว่า Bitanu ที่แปลว่า House of Anu พวกเขาอุทิศตนเพื่อสร้างอาณาจักรอันเรียกว่าวิหารแห่งหุบเขาของ Anu เทพที่พวกเรารู้จักกันในนามของบิดรเทพแห่งสุเมเรียน



ณ ดินแดนที่เป็นที่ตั้งของอิสราเอล เลบานอน และซีเรียใต้ในปัจจุบัน ดูจากแผนที่แล้วดินแดนนี้จะแวดล้อมด้วยทิวเขาเป็นรูปพระจันทร์เสี้ยว ค่อนข้างอุดมสมบูรณ์กว่าพื้นที่ใกล้เคียง จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์พบว่า บริเวณนี้แหละครับที่เป็นถิ่นฐานของชนกลุ่มหนึ่งซึ่งเรียกกันว่าชาวคานาอันหรือ Canaanites น่าประหลาดที่คำอธิบายเกี่ยวกับวิหารของชาวคานาอันคล้ายคลึงกับของชาวกรีกมากแม้กระทั่งส่วนยอดของวิหาร ชาวคานาอันมีคำที่หมายถึงพระเจ้าอันเป็นที่สักการะสูงสุดคือ El ซึ่งในเวลาต่อมากลายเป็นชื่อแสดงบุคลิกลักษณะของพระเจ้าและมีความหมายในเชิงทั่วไปว่าพระเจ้าผู้สูงส่ง

ศิลาจารึกที่พบในปาเลสไตน์กล่าวถึงเทพเจ้าอาวุโสผู้นั่งอยู่บนบัลลังก์ แวดล้อมไปด้วยเทพวัยเยาว์คอยสักการะและสนองโองการ เทพอาวุโสนั้นทรงหมวกโคนสูงประดับประดาด้วยเขา!-สัญลักษณ์แห่งพระเจ้า อย่างที่เราเคยเห็นคนยุคก่อนประวัติศาสตร์บูชากัน ภาพทั้งหมดอยู่ภายใตดวงตรารูปดาวมีปีก(Winged Star) สัญลักษณ์ที่คุณและผมจะพูดถึงกันบ่อยขึ้นในบทต่อๆไป เป็นที่ยอมรับกันในปัจจุบันแล้วครับว่ารูปนี้ถูกสร้างขึ้นเพื่ออุทิศแด่ El เทพอาวุโสของชาวคานาอัน

Winged Satr มีลักษณะเป็นวงกลมล้อมดาวแปดจุดและวงกลมนั้นมีปีกสยายออกซ้ายขวา ปัจจุบันสัญลักษณนี้ถูกใช้กันอย่างแพร่หลายโดยเฉพาะกับกองทัพอากาศ เพียงแต่เปลี่ยนตรงกลางให้เป็นรูปดาวห้าแฉกเท่านั้น

คำถามจึงมีอยู่ว่า ชาว Canaanites รับวัฒนธรรมทางศาสนาเหล่านี้มาจากไหน?

ก่อนตอบคำถามนี้ผมจะพาคุณไปทัวร์อียิปต์กันบ้าง ชาวอียิปต์โบราณมีความเชื่อในเรื่องเทพเจ้าผู้ปกครองสวรรค์และโลกอย่างลึกซึ้ง G. A. Wainwright ผู้เขียน The Sky Religion in Egypt สรุปผลการศึกษาของเขาเพื่อแสดงให้เห็นว่า ความเชื่อในเรื่องเทพเจ้าผู้ลงมาจากท้องฟ้าเพื่อปกครองโลกมนุษย์ของขาวอียิปต์นั้นเป็นความเชื่อที่โบราณสุดๆ ไม่ได้หมายถึงหัวโบราณนะครับ^^ หมายถึงอายุของความเชื่อนี้ต่างหาก เราไม่มีหลักฐานแน่ชัดว่าพวกเขามีเริ่มความเชื่อนี้ตั้งแต่สมัยใด รู้เพียงแต่ว่าสมญาที่ใช้ขนานนามเทพสูงสุดมันฟังแล้วคุ้นหูเหลือเกิน เช่น เทพผู้ยิ่งใหญ่, โค(หมายถึงวัว)เทพแห่งสวรรค์, เทพเจ้าแห่งขุนเขาและภูผา โดยเฉพาะชื่อสุดท้ายนี่ชัดเหลือเกิน

อ้าว อย่าเพ่งตีหน้ายุ่งว่า "ตูไม่คุ้นซักชื่อเลยว๊อย" สิครับ ลองถามพวกนักศึกษาที่ลงเรียนวิชาอารยธรรมหรือศาสนาเปรียบเทียบดู เค้าจะอมยิ้มให้คุณเห็นเลยล่ะ

ชาวอียิปต์โบราณใช้เลขฐานเดียวกับพวกเราในปัจจุบันคือฐานสิบ แต่ในทางศาสนาแล้วพวกเขาใช้ตัวเลขชนิดเดียวกับชาวสุเมเรียนโบราณคือเลขที่สัมพันธ์กับฐาน 60 และทุกอย่างเกี่ยวกับสรวงสวรรค์จะหารด้วยเลข 12 ลงตัวเสมอ เช่นการแบ่งท้องฟ้าออกเป็นส่วนด้วยจักราศีทั้ง 12 การแบ่งวันละคืนออกเป็น 12 ส่วนเท่าๆกัน และอื่นๆอีกมากมายที่เกี่ยวพันกับเลข 12

กระทั่งเทพราบิดรเทพแห่งไอยคุปต์ยังทรงแบ่งเทพในการปกครองออกเป็นกลุ่มๆ กลุ่มละ 12 องค์

ราเป็นเทพเจ้าที่ทรงปรากฏกายให้โลกได้ประจักษ์เฉพาะยุค ในบางครั้งพระองค์ปรากฏกายในอีกลักษณะ คอเทพตำนานของอียิปต์อาจคุ้นชื่อนี้ครับอาเตน(ATEN) เทพลักษณ์ที่มีรูปร่างคล้ายจานซึ่งบางครั้งถูกแทนด้วยทรงกลมมีปีก

::

Modified on: 03-05-2006, 04:37:48

18. HENร่างมาร (0)
Mail to HENร่างมาร


    03-05-2006, 04:36:37   [Edit message]   [ ระวังโจรหลอกขายโปร/สิ่งของ แลกกับเลขบัตรทรูมันนี่ ต้องขอเบอร์บ้านทุกครั้ง! ]
รามีโอรสสององค์คือโอสิริสกับเซธ สงครามระหว่างเทพสององค์นี้ผมไม่เล่าซ้ำเพราะรู้กันดีอยู่ว่าโอสิริสถูกเซธผู้อนุชาทำร้ายชิงอำนาจไป จนกระทั่งโฮรัสบุตรของโอสิริสเติบโตขึ้นและกลับมาทวงความเป็นธรรมแทนบิดา สัญลักษณ์ของโฮรัสในบางครั้งถูกเขียนด้วยรูปปีกและเขา บางคนตีความว่ามันคือสัญลักษณ์แทนอำนาจที่ได้รับจากเทพรา

นักประวัติศาสตร์สมัยก่อนเชื่อว่าอารยธรรมแรกของโลกเริ่มต้นที่อียิปต์ ถึงปัจจุบันเองก็เถอะครับ ลองถามใครดูก็ได้ที่เคราะห์ร้ายมาคุยกับคุณเข้าว่า เขาคิดว่าอารยธรรมของชาติไหนที่เก่าแก่ที่สุด ร้อยทั้งร้อยหนีไม่พ้นอียิปต์ ทั้งที่ในความเป็นจริงเรามีหลักฐานที่แน่ชัดแล้วว่าชาวอียิปต์มีนครรัฐและวัฒนธรรมตามหลังสุเมเรียนอยู่นับพันๆปี ซึมซับเอาวัฒนธรรม สถาปัตยกรรม เทคโนโลยี ศิลปะและวรรณคดีมาจากดินแดน Sumer อยู่ไม่ขาด แม้กระทั่งด้านศาสนาเอง มีเทพเจ้าของอียิปต์อยู่ไม่น้อยที่ถือกำเนิดในดินแดน Sumer

ชาวคานาอันไม่ได้สั่งสมอารยธรรมที่เป็น Original ของตัวเองฉันใดชาวอียิปต์ก็ฉันนั้น แม้สภาพทางภูมิศาสตร์ของสองอาณาจักรจะห่างไกลกันไม่ใช่เล่น แต่การถ่ายทอดทางวัฒนธรรมระหว่างสองชาติโบราณนี้กลับไม่เป็นอุปสรรคเลย ชาวอียิปต์เข้าถึงแหล่งความรู้ของชาวสุมเรียนผ่านชนเผ่าโบราณกลุ่มหนึ่งที่ชื่ออามอไรต์ (Amorite)

ช่วงทศวรรษ 1980's นักโบราณคดีค้นพบอาณาจักรและเมืองหลวงของชาวอามอไรต์ที่ชื่อ Mari เมืองดังกล่าวตั้งถูกแถบชายแดนของประเทศซีเรียในปัจจุบัน มีแม่น้ำยูเฟรติสไหลผ่านเป็นพรมแดน นักโบราณคดีพบว่าเมืองนี้ถูกสร้างและบูรณทับชั้นเดิมสองครั้งในช่วง 3,000 และ 2,000 ปีก่อนคริสตกาลตามลำดับ โบราณสถานแห่งนี้มีเอกสารโบราณบางชิ้นและร่องรอยของการสร้างทับเมืองเก่าของเผ่าที่อาศัยอยู่แต่เดิม ในบรรดาร่องรอยเหล่านี้มีส่วนหนึ่งที่เป็นปิระมิดแบบขั้นบันได และวิหารของเทพเจ้าองค์สำคัญของสุเมเรียน เช่น Inana, Ninhursag และ Enlil อีกด้วย

เทพเจ้าเหล่านี้เป็นใครกันแน่ พวกเขาลงมาจากท้องฟ้าเพื่อปกครองโลกมนุษย์ มีความเกี่ยวพันกับเลข 12 อย่างลึกซึ้ง ในเนื้อที่ประมาณ 2 หน้ากระดาษ ผมได้พาคุณท่องไปตามวิหารของชาวกรีก อารยัน ฮิตไทต์และ Hurrians ชาวคานาอัน ชาวอียิปต์ รวมไปถึงชาวอามอไรต์ เป็นการเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลลัดเลาะตามบริเวณสำคัญๆของสองทวีป เพื่อหาจุดกำเนิดแห่งอารยธรรมเมื่อหลายพันปีมาแล้ว

แหละร่องรอยทั้งหมดพร้อมใจกันชี้ไปยังต้นตอเพียงที่เดียวคือดินแดนที่มีชื่อว่า Sumer !!!

Chapter Four: Sumer... Land of The Gods

Anu ผู้นำแห่งตระผมลเทพ

ผู้นำทวยเทพแห่งสวรรค์และโลกของชาวสุเมเรียนมีนามว่า An (หรือ Anu ในวรรณคดีของบาบิโลเนียนกับอัสสิเรียน) ทรงได้ชื่อว่าเป็นบิดาแห่งเทพทั้งปวง มีอาณาจักรอันไพศาลอยู่บนสรวงสวรรค์และมีรูปดวงดาวเป็นสัญลักษ์ประจำองค์ เรื่องน่าปวดหัวสำหรับนักโบราณคดีคือสัญลักษณ์ของ An ในงานเขียนของชาวสุเมเรียนเป็นตัวแทนของทั้งสวรรค์ สิ่งมีชีวิตที่อยู่บนนั้น หรือแม้กระทั่งเหล่าเทพเล็กเทพน้อยที่เป็นทายาทของ An เองก็ตาม สัญลักษ์ที่แสดงความหมายสี่ประการนี้ถูกใช้โดยคนโบราณในยุคต่อมาด้วยเช่นกันครับ กล่าวคือจากตำนานที่เล่ากันแบบปากเปล่าไปสู่อักษรภาพ สู่อักขระคิวนิฟอร์ม สู่ภาษาบาบิโลเนียนและอัสสิเรียนตามลำดับ



สำหรับชาวตะวันออกโดยเฉพาะชาวไทยอย่างพวกเรา สวรรค์หรือนรกเป็นสถานที่ที่มนุษย์สามัญมิอาจเดินทางถึงนอกเสียจากดวงจิตละสังขารไปแล้ว มนุษย์ธรรมดาจะไปที่นั่นได้ก็ต่อเมื่อตายไปแล้ว แต่พระอริยบุคคลหรือผู้มีฌาณสมาบัติสูงสามารถแวะเวียนไปเป็นครั้งคราวได้ด้วยการถอดจิต

สำหรับชาวสุเมเรียนไม่เป็นเช่นนั้นครับ พวกเขาเชื่อว่าหากได้รับความกรุณาจากเทพเจ้า พวกเขาก็สามารถขึ้นสวรรค์ทั้งเป็นได้เช่นกัน ความเชื่อนี้ยืนยันกับเราได้ประการหนึ่งคือ สวรรค์ในความหมายของชาวสุเมเรียนไม่ใช่เรื่องของภพหน้าหรือโลกหลังความตาย แต่เป็นสถานที่บางแห่งซึ่งอยู่เหนือท้องฟ้าขึ้นไป ในพระคัมภีร์ไบเบิลฉบับพันธสัญญาเก่ามีเรื่องทำนองนี้อยู่เหมือนกันครับ ว่าด้วยการส่งยานพาหนะลงมารับผู้มีคุณสมบัติขึ้นไปบนสวรรค์ เรื่องใน The Book of Enoch กับศาสดาพยากรณ์ Elijah ดูจะเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุด (และเป็นของหวานชิ้นโตที่สุดสำหรับนักล่าเอเลี่ยนในพระคัมภีร์อย่างผมเสียด้วยสิ ^^)



File attach: angel1.jpg (11 KB) ใช้ GetRight หรือโปรแกรมช่วยดาวน์โหลดไม่ได้ครับ)
19. HENร่างมาร (0)
Mail to HENร่างมาร


    03-05-2006, 04:49:30   [Edit message]   [ ระวังโจรหลอกขายโปร/สิ่งของ แลกกับเลขบัตรทรูมันนี่ ต้องขอเบอร์บ้านทุกครั้ง! ]
Anu ทรงมีชายานามว่า ANTU

จารึกที่ค้นพบที่ Uruk ให้ความกระจ่างแก่นักโบราณคดีที่สุดเกี่ยวกับเรื่องการมาเยือนโลกของ Anu และพระชายา น่าเสียดายที่กาลเวลาทำเอาแผ่นจารึกเจ้ากรรมชำรุดไปเยอะมาก เราจึงอ่านรายละเอียดของมันได้จากช่วงกลางแผ่นเป็นต้นไปเท่านั้น แต่นักโบราณคดีก็ได้อะไรเยอะครับจากจารึกนี้ อย่างน้อยก็ได้รู้แหละว่าพิธีสมรสในปัจจุบันและการสวมมงกุฏเพื่อขึ้นครองราชย์มาจากความเชื่อของชาวสุเมเรียนนี่เอง

ตามธรรมเนียมสุเมเรียน ผู้ครองบัลลังก์จะได้รับโองการจากบิดรเทพ Anu พวกเขามีคำที่มีความหมายเดียวกับราชบัลลังก์คือคำว่า Anutu สัญลักษณ์สามอย่างของ Anu หรืออีกนัยหนึ่งองค์ราชาประกอบไปด้วย มงกุฏศักดิ์สิทธิ์, คฑาสำหรับแสดงราชฐานะ และไม้เท้าพระธรรม

เห็นไหมครับว่าสัญลักษณ์เหล่านี้ถูกสืบทอดมายังอารยธรรมของชนรุ่นหลังอย่างไม่ตกหล่น ที่เพี้ยนไปบ้างคือไม้เท้า เพราะตั้งแต่คริสตศาสนารุ่งเรือง ไม้เท้าพระธรรมนี้ดูจะเป็นสัญลักษณ์แทนตัวของบิชอปมากกว่าพระราชา แต่มงกุฏนี่คงไม่มีใครเถียง ว่ามันคือสัญลักษณ์ประจำตนของบุรุษหมายเลขหนึ่งแห่งแผ่นดินทุกแผ่นดินที่มีราชบัลลังก์

EN.LIL.... Second most Powerful God

โอรสองค์โตของ Anu ชื่อของ Enlil มีความหมายเป็นภาษาอังกฤษว่า Lorad of the Airspace เทพองค์นี้เกิดในวังของบิดาซึ่งอยู่บนสวรรค์ และเดินทางมายังโลกมนุษย์ด้วยเหตุผลบางประการ Enlil ทำหน้าที่ทุกอย่างแทนบิดาในเวลาต่อมาโดยเฉพาะเมื่อเทพทั้งหลายมีอันต้องหารือกัน เหล่าเทพเจ้าจะมาประชุมกันที่สภาของ Enlil ซึ่งอยู่ที่เมือง Nippur เมืองโบราณของสุเมเรียนที่สร้างขึ้นเพื่ออุทิศแด่เทพเจ้าองค์นี้ เมื่อเทพเจ้ามากันครบองค์ประชุม พวกเขาจะเริ่มปรึกษาภารกิจในวิหารที่ชื่อว่า E.KUR อันมีความหมายว่า house which like a moutain หรือเคหาสน์คล้ายภูผา

ฉายา The God of airspace หรือ God of Rocket ไม่ได้แปลมาอย่างลอยๆ ลองเปรียบเทียบจรวดยุคปัจจุบันกับจรวดของชาวสุเมเรียนดูสิครับ

File attach: rockethead.jpg (4 KB) ใช้ GetRight หรือโปรแกรมช่วยดาวน์โหลดไม่ได้ครับ)
20. HENร่างมาร (0)
Mail to HENร่างมาร


    03-05-2006, 04:51:19   [Edit message]   [ ระวังโจรหลอกขายโปร/สิ่งของ แลกกับเลขบัตรทรูมันนี่ ต้องขอเบอร์บ้านทุกครั้ง! ]
Enlil เป็นที่นับถือของทั้งมนุษย์และเทพเจ้า ทรงมีอำนาจอย่างล้นเหลือทั้งบนสวรรค์และในโลกมนุษย์ บนสวรรค์ Enlil มีฐานะเป็นเจ้าชายองค์หนึ่ง แต่บนโลกมนุษย์ชาวสุเมเรียนถือว่า Enlil คือผู้นำในทุกสรรพสิ่งเลยทีเดียว ตำนานกล่าวว่า Enlil เสด็จมายังโลกตั้งแต่โลกยังว่างเปล่าไร้ซึ่งอารยธรรมใดๆ

จารึกสุเมเรียนตอนหนึ่งกล่าวว่า Enlil ทรงมายังโลกก่อนหน้าที่ Black-Headed-People (เป็นคำที่ใช้เรียกเผ่าพันธุ์มนุษย์ของชาวสุเมเรียน)คนใดถูกสร้างจะขึ้น ในช่วงเวลานั้น Enlil สถาปนานคร Nippur เป็นกองบัญชาการส่วนพระองค์ จุดมุ่งหมายของการสร้างนครนี้คือใช้เพื่อเชื่อมสวรรค์และโลกเข้าด้วยกันด้วยพันธะบางอย่าง พวกเขาเรียกมันว่า DUR.AN.KI (bound heaven-earth) แหม... ฟังแล้วเหมือนทวารข้ามดวงดาวในเรื่อง Star Gate จังเลยนะครับ

เหล่าเทพในสังกัดของ Enlil ทำงานกันอย่างขันแข็งรวมถึงตัวขององค์ Enlil เอง พระองค์พบรักกับกับเทวนารีนาม SUD(แปลว่า the nurse) และมีธิดานาม NIN.LIL(lady of the airspace) ในเวลาต่อมา


21. HENร่างมาร (0)
Mail to HENร่างมาร


    03-05-2006, 04:52:28   [Edit message]   [ ระวังโจรหลอกขายโปร/สิ่งของ แลกกับเลขบัตรทรูมันนี่ ต้องขอเบอร์บ้านทุกครั้ง! ]
Enlil ทรงกลายเป็นผู้นำของเหล่าเทพ สร้างความรุ่งเรืองให้กับดินแดน Sumer ทรงสร้างและปกครอง Black-headed-people จนได้รับสมญาว่า Lord of the Land ตำนานสุเมเรียนกล่าวถึงภาระกิจของเทพองค์นี้ไว้มากมาย จุดที่น่าสนใจคืออภินิหารแปลกๆที่กล่าวถึงในจารึกโบราณนั้นครับ อ่านแล้วแทนที่จะนึกว่าอ่านตำนานโบราณกลับนึกถึงนิยายวิทยาศาสตร์ไปเสียนี่ ลองมาดูตัวอย่างกัน

Enlil เป็นทายาทโดยชอบธรรมของ Anu เทพโบราณผู้ยิ่งใหญ่
เป็นผู้นำและบริหารสภาเทพแห่งสวรรค์ มีองค์ประชุมมีการบบริหารการตัดสินใจ ไม่ใช่เผด็จการ
ถึงกระนั้น Enlil ก็ยังมีฤทธานุภาพอันน่าครั่นคร้ามไม่ว่ากับเทพหรือมนุษย์
ทรงถ่ายทอดคำสั่งแก่ผู้ใต้บังคับบัญชาได้จากระยะไกลโพ้น ข้ามน้ำ ข้ามทะเล ข้ามอากาศ
ทรงสร้างพันธะเชื่อมโยงสวรรค์กับโลกเข้าด้วยกันที่เมือง Nippur
มีดวงตาแห่งแสงที่สามารถแลเห็นการเคลื่อนไหวได้ทั้งแผ่นดิน
อ่านแล้วนึกถึงอะไรกันบ้างครับ อ้อ... ยังไม่ต้องตอบผมตอนนี้ก็ได้

Enlil รับบทคล้ายยะโฮวาในบทเยเนซิสของคัมภีร์ไบเบิล กล่าวคือเป็นเทพอมตะผู้ปกครองสวรรค์และโลก ทรงจัดระเบียบสังคมได้ดีเสียจนรัฐมนตรีบางกระทรวงของบ้านเราควรไปขอคำปรึกษา ทว่าระเบียบดังกล่าวกลับธำรงอยู่ได้ไม่นานนัก เพราะในกาลต่อมาเกิดสงครามชิงอำนาจระหว่างบุตรของ Enlil ขึ้น เป็นสงครามเทพเจ้าที่สนุกสนานมากๆครับ สมรภูมิของทั้งสองฝ่ายไม่ได้จำกัดอยู่แต่ในดินแดน Sumer เท่านั้น แต่ลามไปถึงทวีปแอฟริกา เอเชีย ไปจนกระทั่งถึงดาวอังคาร!

ยังผลให้อารยธรรมแห่งเทพถึงกาลเสื่อมลงนับตั้งแต่บัดนั้น


File attach: psc2.jpg (17 KB) ใช้ GetRight หรือโปรแกรมช่วยดาวน์โหลดไม่ได้ครับ)
22. HENร่างมาร (0)
Mail to HENร่างมาร


    03-05-2006, 04:57:26   [Edit message]   [ ระวังโจรหลอกขายโปร/สิ่งของ แลกกับเลขบัตรทรูมันนี่ ต้องขอเบอร์บ้านทุกครั้ง! ]
EN.KI เทพผู้มีดวงเนตรอันเจิดจ้า

Enki เป็นบุตรอีกคนของ Anu ทรงถูกเรียกขานด้วยสองนามอันได้แก่ E.A และ EN.KI ทรงเป็นเทพที่เสด็จลงมาจากท้องฟ้าเช่นเดียวกับ Enlil ผู้เชษฐา

E.A (แปลว่าผู้อาศัยอยู่ในน้ำ ) มีความสามารถด้านวิศวกรรมที่ยิ่งใหญ่ เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงสำคัญในการวางผังขุดคลอง การทำชลประทานจากแม่น้ำหรือการระบายน้ำออกจากพิ้นที่ที่เป็นบึง โปรดการสัญจรทางน้ำเป็นที่สุด Ea สร้างเมืองขึ้นบริเวณบึงใหญ่โดยตั้งชื่อว่า HA.A.KI (ถิ่นฐานแห่งมัจฉา) แต่คนรุ่นหลังรู้จักเมืองแห่งนั้นในนามของ E.RI.DU (home of going afar) มากกว่าครับ

จารึกสุเมเรียนรุ่นแรกๆเขียนถึง Ea ด้วยสัญลักษณ์ของปลากับท้องทะเล บางครั้งมีดวงจันทร์พ่วงเข้ามาด้วย ซึ่งก็ไม่แปลกอะไรเพราะคนโบราณทราบกันดีถึงอิทธิพลของดวงจันทร์ที่มีต่อระดับน้ำทะเล ส่วนฉายาเทพผู้มีดวงเนตรเจิดจ้านั้นได้มาจากคำว่า NIN.IGI.KU ในภาษาสุเมเรียน

แผนพัฒนาดินแดนเป็นไปอย่างรุดหน้า เทพเจ้าร่วมกันแปรสภาพภูมิประเทศที่เป็นทะเลและแม่น้ำให้เป็นพื้นที่ที่เหมาะต่อการอยู่อาศัย Ea ได้ชื่อว่าเป็นผู้นำในแผนพัฒนาที่พาเหล่าประชากร "...จับคราดและคันไถ ขุดร่องดินอันศักดิ์สิทธิ์ ทำกสิกรรม ริเริ่มการค้าขาย พัฒนาด้านการปศุ!..." ข้อความเหล่านี้เอามาจากส่วนหนึ่งของเอกสารโบราณชื่อ Enki and the World Order นอกจากนี้ยังมีการพัฒนาศิลปกรรมบนแผ่นอิฐเผา การก่อร่างสร้างเมืองและการแปรโลหะอีกด้วย

เรื่องการสร้างโลกของเทพมีอยู่ในทุกอารยธรรมโบราณ แต่ของชาวสุเมเรียนนี่น่าประทับใจเป็นพิเศษครับ เพราะบทบาทของเทพที่กล่าวถึงในจารึกโบราณนั้นกล่าวถึงการอยู่ร่วมกันระหว่างเทพและมนุษย์ ทรงเป็นผู้นำของสังคม เป็นตัวแทนของเทพบนสวรรค์ลงมาชี้นำชาวโลก เรียกว่าเล่นบทเหมือนมิชชันนารีในสมัยศตวรรษที่ 18-20 เลยทีเดียว บทบาทของเทพเจ้าสุเมเรียนนี้ยังถ่ายทอดมาสู่คัมภีร์ไบเบิลในภายหลัง ตอนนี้นักโบราณคดีส่วนใหญ่เริ่มยอมรับแล้วครับว่าเนื้อหาของไบเบิลส่วนหนึ่งมาจากตำนานของชาวสุเมเรียน ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือเรื่องของโนอาห์กับน้ำท่วมโลกนี่แหละ

ชาวสุเมเรียนกับอัคเคเดียนมีความเชื่อแบบเดียวกับคัมภีร์พันธสัญญาเก่าว่า พระเจ้าสร้างมนุษย์ให้มีลักษณะเหมือนพระเจ้าทั้งด้านกายภาพและอุปนิสัย จารึกของชาวสุเมเรียนกล่าวถึงหลักและกระบวนการสร้างมนุษย์ไว้อย่างละเอียด โดยมี Ea ผู้ทรงความรู้คอยชี้นำให้กับ Adapa(หมายถึงมนุษย์) ผลผลิตของความรู้จากเทพ Ea สิ่งเดียวที่ทำให้มนุษย์ต่างไปจากพระเจ้าคือชีวิตอันอมตะ ซึ่งสภาเทพแห่งสวรรค์เป็นผู้ลงมติว่ามนุษย์ไม่ควรได้รับสิทธิ์นี้

Ea หรือ Enki ถึงกับขัดแย้งกับสภาเทพด้วยเรื่องของมนุษย์ เทพองค์นี้เข้าข้างมนุษย์อยู่ตลอดเวลา เหตุผลแรกมองเห็นค่อนข้างชัดเจนครับ เพราะมนุษย์คือผลผลิตที่ Ea มีส่วนร่วมในการสร้างขึ้น ส่วนเหตุผลแฝงเร้นนั้นอยู่ที่เรื่องของอำนาจในหมู่เทพ ว่ากันว่า Ea ทำเช่นนี้เพื่อถ่วงดุลอำนาจกับพี่น้องร่วมบิดาของตน Enlil

ตามบันทึกกล่าวไว้ว่า Enlil มีสิทธิ์ในการสืบทอดอำนาจจาก Anu อย่างชอบธรรม ถ้าพูดอย่างไบเบิลก็ต้องกล่าวว่ามีสิทธิ์ในการเป็นลูกหัวปี ทว่า Enki เองก็เคยรำพันเอาไว้ในทำนองว่า "เราคือเมล็ดพันธุ์อันสมบูรณ์กว่า เราคือบุตรหัวปีของ Anu" คำพูดประโยคนี้น่าคิดนะครับ เป็นไปได้ไหมว่า Enki เกิดก่อน Enlil แต่ว่าเป็นบุตรที่เกิดจาก Anu กับเทพธิดาองค์อื่นซึ่งไม่ใช่ชายาตามกฏหมาย Enki จึงพลาดสิทธิ์ของการเป็นรัชทายาทของเทพบิดร Anu ไป


อย่างรู้ฐานะ Enki ยอมรับ Enlil ในเรื่องสิทธิ์แห่งรัชทายาท ยอมทำงานร่วมในสภาเทพอย่างไม่มีข้อขัดแย้ง ด้วยความที่เทพทั้งสองเป็นเทพที่ปราดเปรื่อง มีฤิทธานุภาพทัดเทียมกัน เทพหลายองค์ในสภาได้แต่หวั่นอยู่ในใจว่าภัยซ่อนเร้นของสภาเทพสุเมเรียนอาจกำลังเกิดขึ้น แล้วก็จริงเสียด้วยครับ เพราะสงครามอันเนื่องมาจากกองทัพโคลนจู่โจมได้เกิดขึ้นบนโลกในเวลาต่อมายังกะ Star Wars เด๊ะเลย เดี๋ยวผมค่อยเล่าในบทต่อๆไปนะครับ

::

Modified on: 03-05-2006, 04:58:47

23. HENร่างมาร (0)
Mail to HENร่างมาร


    03-05-2006, 04:58:05   [Edit message]   [ ระวังโจรหลอกขายโปร/สิ่งของ แลกกับเลขบัตรทรูมันนี่ ต้องขอเบอร์บ้านทุกครั้ง! ]
Enki เก็บความเจ็บช้ำใจเอาไว้เงียบๆ เขามีความอดทนพอๆกับความรอบรู้ Enki ตัดสินใจไม่งัดข้อกับสภาเทพเพราะรู้ดีว่าฐานอำนาจของตนยังไม่พร้อม Enki ตั้งความหวังว่าบุตรชายของตนต้องเป็นเทพที่ยิ่งใหญ่กว่าบุตรของ Enlil และประสบชัยชนะในการชิงอำนาจของผู้นำสภาพเทพรุ่นที่สาม Enki ตัดสินใจแต่งงานกับน้องสาวต่างมารดาของตนนาม NIN.HUR.SAG (lady of the mountainhead) ซึ่งนางเองก็เป็นธิดาของ Anu เช่นเดียวกัน แต่มิได้ถือกำเนิดจากเทวี Antu ชายาตามกฏหมายขององค์บิดรเทพ (หัวอกเดียวกันว่างั้นเถอะครับ ว่าแต่อ่านแล้วนึกถึงความสัมพันธ์ของโอสิริส - ไอซิส - เซธ และเนฟธิสแห่งอียิปต์ไหมครับ?)

แต่เหมือนฟ้าแกล้ง Enki กับ Ninhursag มีทายาทเป็นธิดาแทนที่จะเป็นโอรส...

จารึกสุเมเรียนกล่าวไว้ว่า มนุษย์ถูกสร้างขึ้นด้วยมือของเทวี Ninhursag โดยมีเทพ Enki คอยให้คำปรึกษาและออกแบบ หน้าที่ของ Ninhursag ตอนอยู่บนโลกมนุษย์คือเป็นหัวหน้าเหล่าพยาบาลคอยเยียวยาเทพที่ได้รับบาดเจ็บ ไม่เพียงเท่านั้นนะครับ นางได้รับการยกย่องจากหมู่เทพจำนวนมากให้เป็นเจ้าแห่งการคิดค้นโอสถสมุนไพร นักโบราณคดีลงความเห็นว่าบทบาทของนางในตำนานคล้ายคลึงกันมากกับเทพธิดาที่ชื่อ NIN.TI (lady life)

เนื่องจากได้ชื่อว่าเป็นผู้ให้กำเนิดมนุษย์นี้เอง ในบางครั้งคนโบราณเรียกชื่อเล่นของนางว่าเทวี Mammu (ต้นแบบของคำว่า Mom หรือ Mamma ที่เก่าแก่ที่สุด ^^!) นางมีสัญลักษณ์เป็นมีดเล่มบางอันเป็นอุปกรณ์ที่หมอตำแยเอาไว้ตัดสายสะดือเด็กในตอนทำคลอดครับ

Enlil พี่น้องและคู่แค้นของ Enki กลับโชคดีกว่าที่มีโอกาสได้โอรสกับน้องสาวของตน Ninhursag เทพผู้อายุเยาว์ที่สุดในสภาเทพได้ถือกำเนิดขึ้น นามของเขาคือ NIN.UR.TA (lord who completes the foundation)

ภาพวาดโบราณของ Ninurta สร้างความประหลาดใจให้นักโบราณคดีตามสมควร เพราะเทพองค์นี้ทรงอาวุธประหลาดไม่เหมือนใคร เพราะอาวุธนี้สามารถยิงสายฟ้าได้ด้วย Ninurta ใช้อาวุธนี้ต่อสู้กับ ZU(wise) ผู้บังอาจแข็งข้อหมายประทุษ Enlil ผู้นำแห่งสภาเทพ เจ้า Zu ก็มีของดีเช่นเดียวกันครับ เป็นพาหนะบินได้ที่เรียกว่า MU(แปลว่าชื่อหรือ name) ลักษณะของ Mu ที่กล่าวถึงในจารึกโบราณนั้นเทียบชั้นได้กับเครื่อง Air Force One ในปัจจุบันได้เลยแหละ ^^

เทพ Ninurta และจารึกว่าด้วยวีรกรรมแห่งเทพเจ้าของชาวสุเมเรียน

File attach: ninurta.jpg (16 KB) ใช้ GetRight หรือโปรแกรมช่วยดาวน์โหลดไม่ได้ครับ)

ขอความร่วมมือสมาชิกทุกท่าน งดเว้นการโพสกระทู้ หรือข้อความที่ เกี่ยวข้อง กับการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์
ไม่ว่าจะเป็นการขอเพลง MP3, การ์ตูน หรือผลงานอันมีลิขสิทธิ์อื่นๆ เนื่องจากการกระทำดังกล่าวผิดต่อกฏหมายลิขสิทธิ์ และมีบทลงโทษทางกฏหมายขั้นรุนแรง

[ Post new topic ]
--= รับสอนพิเศษ ป.5-ม.6 ทุกวิชาโดยนิสิตวิศวฯ และเศรษฐศาสตร์จุฬาฯ 087-598-2828 ปรึกษาได้ไม่แพงจ๊ะ (Keaw) =--
รับวาดรูป, รูปเหมือน, รูปล้อเลียน, กรอบรูป, ภาพวาด, ภาพเหมือน, ของขวัญ
จำหน่าย เป้เดินทาง กระเป๋ากล้อง เสื้อ Jacket ทริปท่องเที่ยวต่างประเทศ
กรุณาอย่านำข้อความหมิ่นประมาทผู้อื่นมาโพสต์กระทู้นะครับ เพราะคนโพสต์สามารถถูกฟ้องรองเอาได้นะครับ (ข้อมูลจากทางตำรวจครับ) !

[ ลงทะเบียน ] [ ดูผลการประมูล ] [ เปลี่ยนรหัสผ่าน ] [ ลืมรหัสผ่าน ] [ ดู feedback ] [ ตรวจสอบรายการประมูล ] [ เงื่อนไขในการให้บริการ ]


Jump to: