---- โฆษณาตำแหน่งนี้ (หมุนวนไม่เกิน 10 อัน) เพียง 5,000/เดือน กดที่นี่เพื่อดูรายละเอียด ----
หน้าแรกมุมสมาชิกแนะนำถาม-ตอบ
ขณะนี้เป็นเวลา 21:14 ของวันที่ 22/11/2014
[ ดูกระทู้ทุกบอร์ดรวมกัน กดที่นี่ ]
*** 1 ก.พ 56 - มือถือ Truemove-H หรือ TOT (imobile3gx, iec3g) สามารถยืนยันตัวได้แล้ว โดยโทรไปหมายเลข *499297 แทน (ค่าบริการนาทีละ 9.63 บาท) ***
พบเห็น รูปไม่เหมาะสม, สิ่งผิดกฏหมาย ติดต่อผู้ดูแลเว็บ กดที่นี่เพื่อดูรายละเอียด
นิยาย (หน้าที่ 1/2)
[1] [2] หน้าถัดไป >
++++ตำนานกรีก โบราณ และ ตำนานต่างๆ++++
0. stepwhite (0)
Mail to stepwhite


บริจาคเงินช่วยน้ำท่วม
ชื่อบัญชี : สภากาชาดไทยช่วยผู้ประสบอุทกภัย
เลขที่ : 045-3-04190-6
ประเภท : กระแสรายวัน
ธนาคาร : ไทยพาณิชย์
    14-06-2008, 12:49:18   [Edit message]   [ ระวังโจรหลอกขายโปร/สิ่งของ แลกกับเลขบัตรทรูมันนี่ ต้องขอเบอร์บ้านทุกครั้ง! ]

ก็ขอสวัสดีคนที่หลงเข้ามานะครับ^^ กระทู้นี้ผมขอเก็บเนื้อเรื่องเกี่ยวกับตำนานต่างๆ หรือใครอยากจะรู้ตำนานอะไรก็ขอที่กระทู้นี้ได้ครับ หรือใครอยากจะเอาไปดัดแปลงในนิยายของท่านก็แล้วแต่ เพราะผมก็ใช้เก็บข้อมูลตำนานต่างๆเหมือนกัน^^ สำหรับผู้ที่ติดตามนิยายผมอยู่ อยากจะบอกว่า มิได้อู้แต่อย่างใด เพราะนี่ ก็เป็นส่วนหนึ่งของโปรเจ็คนิยายเรื่องใหม่ของผม*-* ว่าแล้วผมก็ขอประเดิมเรื่องแรกเลยละกัน*-*(ขออภัยที่ให้เครดิตมิได้ เพราะผมลืมไปแล้วว่าเอามาจากไหน เพียงแต่ก๊อบไว้ที่ไมโครซอล์ฟเวิร์ด และโพสต์ที่กระทู้นี้เพื่อความสะดวกและรวดเร็วในการหาข้อมูลคับ^^[ก็ก๊อบไว้ตั้ง1-2ปีมาแล้วนี่เนอะ- -])

สามเทพสุภา (Three Judges of Hades World) คือ 3 ผู้พิพากษาความดีชั่วของผู้ที่เสียชีวิตลงตามเทพปกรณัมของกรีก ประกอบไปด้วย ราดาแมนทีส (Radamanthys) ไมนอส (Minos, ภาษากรีก Μίνως และไออาคอส (Aiacos, Aeacus ภาษากรีกแปลว่า ค้ำจุนโลก)

ราดาแมนทีสกับไมนอส เป็นพี่น้องกัน ทั้งคู่เป็นบุตรของซุสและยูโรป้า ทั้งคู่เมื่อยังมีชีวิตอยู่เป็นกษัตริย์ เมื่อตายลงจึงได้เป็นผู้พิพากษาในยมโลก ส่วน ไออาคอส เป็นบุตรของซุสกับอีคิดน่า แต่เดิมก็เป็นกษัตริย์เช่นกัน เป็นกษัตริย์ที่ทรงความยุติธรรม เมื่อตายลงจึงได้เป็นผู้พิพากษาเช่นเดียวกับราดาแมนทีสและไมนอส โดยจะทำหน้าที่แตกต่างออกไป ราดาแมนทีส จะพิพากษาวิญญาณผู้ที่ตายจากภาคตะวันออก ไออาคอสจะพิพากษาวิญญาณชาวกรีกและเฝ้าประตูนรก ส่วนไมนอส จะเป็นผู้พิจารณาความดีชั่วเป็นเบื้องต้น

ที่เหลือจะทยอยเอามาลงนะครับ ใครอยากได้ตำนานอะไรโพสต์ทิ้งไว้เลย^^

[พันตะติ๊ดกั๊บ]

http://bbs.pramool.com/webboard/view.php3?katoo=FT04320


[สารบัญกั้บ]

ตำนานลึกลับ

เนสซี (Nessie)แห่งทะเลสาบล๊อกเนสส์-http://bbs.pramool.com/webboard/view.php3?katoo=FT04560#6
ครอปเซอร์เคิล(crop circle)ข้าวโพดล้มปริศนา-http://bbs.pramool.com/webboard/view.php3?katoo=FT04560#8
บิ๊กฟุต(Bigfoot)มนุษย์หิมะแห่งทวีปอเมริกาเหนือ-http://bbs.pramool.com/webboard/view.php3?katoo=FT04560&page=1#28

ตำนานภูดผีปิศาจ

แพนดอร่า(Pandora)กล่องแห่งความชั่วร้าย-http://bbs.pramool.com/webboard/view.php3?katoo=FT04560#1
เมดูซ่า(Medusa)หญิงงามผู้ถูกสาป-http://bbs.pramool.com/webboard/view.php3?katoo=FT04560#4
ซัคคิวบัส(Succubus)ปิศาจแฝงฝัน-http://bbs.pramool.com/webboard/view.php3?katoo=FT04560#5
ทานูกิ(狸 • たぬきปิศาจผู้ชอบกลั่นแกล้ง-http://bbs.pramool.com/webboard/view.php3?katoo=FT04560#9
บาซิลิสก์(Basilisk)งูยักษ์แห่งตำนานกรีกhttp://bbs.pramool.com/webboard/view.php3?katoo=FT04560#15
ไคเมร่า(Chimera)!ร้ายรูปร่างประหลาด-http://bbs.pramool.com/webboard/view.php3?katoo=FT04560#16
เพกาซัส(Pegasus)ม้าขาวผู้มีปีกอันสง่า-
http://bbs.pramool.com/webboard/view.php3?katoo=FT04560#17
ไฮดร้า(Hydra)แห่งหนองน้ำเลอเน่ย์-http://bbs.pramool.com/webboard/view.php3?katoo=FT04560#18
สฟิงซ์(sphinx)แห่งกรีก-http://bbs.pramool.com/webboard/view.php3?katoo=FT04560#19
กริฟฟอน หรือ กริฟฟิน (griffin,griffon)ผู้มีร่างกายเป็นครึ่งนกอินทรีย์ครึ่งสิงโต-http://bbs.pramool.com/webboard/view.php3?katoo=FT04560#20
ซาตาน(Zatan)ปิศาจผู้เกิดจากความหยิ่งผยอง-http://bbs.pramool.com/webboard/view.php3?katoo=FT04560&page=1#21
ฮาปี้ร์(Harpy)หญิงสาวผู้มีกายเป็นนก-http://bbs.pramool.com/webboard/view.php3?katoo=FT04560&page=1#22
มิโนทอร์(Minotaur)ปิศาจผู้มีกายเป็นมนุษย์หัวเป็นวัว-http://bbs.pramool.com/webboard/view.php3?katoo=FT04560&page=1#23
เซอร์เบอรัสหรือเคอร์เบอรอส(Crberus,Kerberos)-สุนัข3หัวผู้เฝ้าประตูนรกhttp://bbs.pramool.com/webboard/view.php3?katoo=FT04560&page=1#25



ตำนานเทพเจ้า

โพเซดอน(Poseidon)เทพเจ้าแห่งท้องทะเลและมหาสมุทร-http://bbs.pramool.com/webboard/view.php3?katoo=FT04560#3
ทานาทอส(Thanatos)เทพแห่งความตาย-http://bbs.pramool.com/webboard/view.php3?katoo=FT04560#10
สามเทพสุภา (Three Judges of Hades World)-http://bbs.pramool.com/webboard/view.php3?katoo=FT04560#0
ฮาเดสหรือเฮดีส(Hades)เทพเจ้าผู้ปกครองนรก-http://bbs.pramool.com/webboard/view.php3?katoo=FT04560#11
สภาเทพแห่งโอลิมปัส (Gods of Olympus)แห่งเขาโอลิมปัส-http://bbs.pramool.com/webboard/view.php3?katoo=FT04560#12
อาเรสหรือเอรีส(Ares)เทพเจ้าแห่งสงคราม-http://bbs.pramool.com/webboard/view.php3?katoo=FT04560#13
เทพีอะธีน่าหรืออาเธน่า(Athena)เทพีแห่งปัญญาและสงคราม-http://bbs.pramool.com/webboard/view.php3?katoo=FT04560#14
คิวปิดหรืออิรอส(Cupid,Eros)เทพเจ้าแห่งความรักhttp://bbs.pramool.com/webboard/view.php3?katoo=FT04560&page=1#27
โอดิน(Odin)เทพเจ้าแห่งสายฟ้าผู้สูงสุดแห่งยุโรปเหนือ-http://bbs.pramool.com/webboard/view.php3?katoo=FT04560&page=1#30
โลกิ(Loki Laufeyjarson)เทพแห่งความเกเร-http://bbs.pramool.com/webboard/view.php3?katoo=FT04560&page=1#31

ตำนานอื่นๆ

สงครามเมืองทรอย-http://bbs.pramool.com/webboard/view.php3?katoo=FT04560#2
แร็คนาร๊อค(Ragnarök)สงครามอวสานโลก-http://bbs.pramool.com/webboard/view.php3?katoo=FT04560&page=1#29
::

Modified on: 15-06-2008, 17:48:40

1. stepwhite (0)
Mail to stepwhite


    14-06-2008, 12:51:13   [Edit message]   [ ระวังโจรหลอกขายโปร/สิ่งของ แลกกับเลขบัตรทรูมันนี่ ต้องขอเบอร์บ้านทุกครั้ง! ]
แพนโดร่า หรือ แพนดอร่า (Pandora) เป็นสตรีนางแรกบนโลกมนุษย์ผู้ซึ่งเปิดกล่องที่บรรจุความชั่วร้ายนานาซึ่งทำให้จิตใจของมนุษย์ไม่บริสุทธิ์ ตำนานได้กล่าวว่าแพนโดร่าถูกสรรค์สร้างขึ้นมาจากฝีมือที่ประณีตของเทพและเทพีหลายองค์โดยมีจุดประสงค์เพื่อจะลงโทษมนุษย์ เหตุเพราะก่อนหน้านี้ เทพโปรมีทีอุส ได้ขโมยไฟจากเตาของเทวีเฮสเทียบนเขาโอลิมปัสเพื่อนำมาให้มนุษย์ ส่งผลให้มนุษย์เริ่มแข็งข้อต่อเทพเจ้า เทพซุสได้ใส่ความอยากรู้อยากเห็นลงในตัวของแพนดอร่า พร้อมกับมอบกล่องแพนดอร่าซึ่งกำชับไม่ให้นางเปิดดู แล้วส่งนางลงไปยังโลกมนุษย์ แพนดอร่าได้แต่งงานกับเทพเทพฮีฟาเอสตุส (Hephaestus) และมีลูกหลานหญิงชายสืบต่อกันมาเป็นเผ่าพันธุ์ของมนุษย์

นับวันความสงสัยของนางแพนดอร่าก็มีมากขึ้น จนนางตัดสินใจเปิดกล่องแพนดอร่าออก ทันใดนั้นเอง ความชั่วร้ายต่างๆนาๆก็พวยพุ่งออกมาจากกล่องตรงเข้าไปกัดกินหัวใจมนุษย์ให้ฆ่าฟันกันเองจนกลายเป็นยุคมือ นางแพนดอร่าตกใจรีบปิดกล่องโดยทำให้กักขัง ความหวัง ซึ่งเป็นสิ่งที่จะทำลายความชั่วร้ายต่างๆนั้นเข้าไว้ในกล่อง มนุษย์เริ่มมีจิตใจชั่วร้ายโสมมมากขึ้น จนสุดท้ายเทพเจ้าจึงบันดาลให้เกิดน้ำท่วมโลกจนมนุษย์ผู้ชั่วร้ายตายกันหมด มนุษย์ผู้มีจิตใจดีที่ยังเหลือรอดจึงได้สืบเชื้อสายเผ่าพันธุ์ต่อมาโดยที่ยังมีความชั่วร้ายเกาะติดอยู่ในหัวใจ ทว่าหากมีความหวัง อดกลั้นข่มใจไม่ทำความผิด ความชั่วร้ายต่างๆก็มิอาจทำอันตรายใดได้อีก

2. stepwhite (0)
Mail to stepwhite


    14-06-2008, 12:53:50   [Edit message]   [ ระวังโจรหลอกขายโปร/สิ่งของ แลกกับเลขบัตรทรูมันนี่ ต้องขอเบอร์บ้านทุกครั้ง! ]
สงครามเมืองทรอย (อังกฤษ: Trojan War) เป็นสงครามที่สำคัญตำนานของกรีก โดยเกิดขึ้นที่เมืองทรอย ซึ่งตั้งอยู่ในเอเชียน้อย หรือบริเวณประเทศตุรกีในปัจจุบัน และเป็นสงครามระหว่างกองทัพของชาวกรีกและเมืองทรอย หลังจากที่ปารีสแห่งทรอยได้ลักพาตัวเฮเลนซึ่งเป็นภรรยาของเมนนิลิอัส กษัตริย์ของสปาร์ตาในขณะนั้น สงครามเมืองทรอยถูกเล่าผ่านงานเขียนที่สำคัญสองเรื่องของกรีก คืออีเลียดและโอดิสซีย์ โดยอีเลียดเล่าเรื่องราวตั้งแต่ปีที่สิบ จนถึงสิ้นสุดสงคราม ส่วนโอดิสซีย์เล่าเรื่องราวหลังจากสงครามจบสิ้น

หลังจากสู้รบกันเป็นเวลาสิบปี กองทัพกรีกก็ได้คิดแผนการที่จะตีกรุงทรอย โดยการสร้างม้าไม้จำลองขนาดยักษ์ ที่เรียกว่าม้าโทรจัน โดยทหารกรีกได้เข้าไปซ่อนตัวอยู่ในม้าโทรจัน แล้วก็ทำการเข็นไปไว้หน้ากรุงทรอย เหมือนเป็นของขวัญและสัญลักษณ์ว่าชาวกรีกยอมแพ้สงคราม และได้ถอยทัพออกห่างจากเมืองทรอย ชาวทรอยเมื่อเห็นม้าโทรจัน ก็ต่างยินดีว่ากองทัพกรีกได้ถอยทัพไปแล้ว ก็ทำการเข็นม้าโทรจันเข้ามาในเมือง แล้วทำการเฉลิมฉลองเป็นการใหญ่ เมื่อชาวทรอยนอนหลับกันหมด ทหารกรีกที่ซ่อนตัวอยู่ ก็ออกมาจากม้าโทรจัน แล้วทำการเปิดประตูเมืองให้กองทัพกรีกเข้ามาในเมือง แล้วก็สามารถยึดเมืองทรอยได้ ก่อนที่จะทำการเผาเมืองทรอยทิ้ง ซึ่งเป็นสาเหตุให้เหล่าเทพไม่พอใจ และทำการกลั่นแกล้งไม่ให้ชาวกรีกได้กลับบ้านเมืองอย่างปลอดภัย ซึ่งเป็นเรื่องราวที่เล่าอยู่ในโอดิสซีย์

3. stepwhite (0)
Mail to stepwhite


    14-06-2008, 12:56:56   [Edit message]   [ ระวังโจรหลอกขายโปร/สิ่งของ แลกกับเลขบัตรทรูมันนี่ ต้องขอเบอร์บ้านทุกครั้ง! ]
โพไซดอน หรือ โพเซดอน หรือ โปเซดอน (อังกฤษ: Poseidon; กรีก: Ποσειδών; ละติน: Neptūnus เนปจูน) เทพเจ้าแห่งท้องทะเลและมหาสมุทร ผู้ปกครองดินแดนแห่งท้องน้ำ ตั้งแต่แหล่งน้ำจืด เช่น แม่น้ำ ลำคลอง จนถึงใต้บาดาล มีสามง่ามเป็นอาวุธ บางตำนานกล่าวว่ามีท่อนล่างเป็นปลา นอกจากนี้แล้วยังถือว่าเป็นเทพแห่งแผ่นดินไหว และเป็นเทพแห่งม้าด้วย

ตามตำนานเล่าว่า โพเซดอนเป็นบุตรของโครโนสกับเร มีพี่น้องร่วมบิดามารดาอีก 4 องค์ ซึ่งล้วนแต่เป็นเทพแห่งโอลิมปัสทั้งสิ้น ได้แก่

1.ซูส ผู้เป็นใหญ่ในสภาเทพแห่งโอลิมปัส
2.ฮาเดส ผู้ครอบครองยมโลก
3.เฮรา ชายาแห่งเทพซูส
4.เฮสเตีย เทพีแห่งเตาผิง
รูปลักษณ์ของโพเซดอน ส่วนมากจะปรากฏเป็นชายวัยกลางคน รูปร่างกำยำล่ำสัน มีหนวดเครา ถือสามง่ามเป็นอาวุธ ซึ่งสามง่ามนี้มีอิทธิฤทธิ์มาก สามารถดลบันดาลให้เกิดทะเลคลั่งหรือแผ่นดินไหวได้ ครั้งหนึ่งโพเซดอนเคยคิดที่จะโค่นอำนาจของซุส โดยร่วมมือกับเฮราและอะธีนา แต่ไม่สำเร็จ จึงถูกซุสลงโทษ โดยการให้ไปสร้างกำแพงเมืองทรอยร่วมกับอพอลโลด้วยเช่นกัน

โพเซดอนมีมเหสีองค์หนึ่ง ที่เป็นหญิงรับใช้ของอะธีนา คือ เมดูซ่า ก่อนที่จะถูกสาบให้มีผมเป็นงู เพราะหลงใหลในความงามของเมดูซ่า เมื่ออะธีนาทราบเรื่องจึงสาบเมดูซ่าให้เป็นปีศาจที่มีผมเป็นงู และเมื่อมองใครก็จะกลายเป็นหินไปหมด เมื่อเปอร์ซิอุสตัดศีรษะของเมดูซ่าแล้ว เลือดของเมดูซ่าที่กระเซ็นออกมา กลายเป็นม้าบินสองตัว คือ เพกาซัส (Pegasus) และ คริสซาออร์ (Chrysaor) ดังนั้นจึงถือว่า ทั้งเพกาซัสและคริสซาออร์เป็นลูกของโพเซดอนด้วย

โพเซดอน มีพาหนะเป็นม้าน้ำเทียมรถ ที่มีส่วนบนเป็นม้าและท่อนล่างเป็นปลา ซึ่งบางครั้งจะพบรูปโพเซดอนอยู่บนรถเทียมม้าน้ำนี้ขึ้นมาจากทะเล

ในวัฒนธรรมร่วมสมัยมีการอ้างอิงถึงโพเซดอนมากมาย เช่น การ์ตูนญี่ปุ่นเรื่อง เซนต์เซย่า ได้ให้โพเซดอนเป็นตัวละครตัวเอกใน ภาคศึกเจ้าสมุทรโปเซดอน ซึ่งเป็นภาคที่ 2 ของการ์ตูนชุดนี้ หรือแม้แต่กระทั่งตั้งเป็นชื่อของอาบอบนวดขนาดใหญ่แห่งหนึ่งที่ถนนรัชดาภิเษก เป็นต้น

ในสมัยโบราณ ที่แหลมสุนิอ้อน ห่างจากกรุงเอเธนส์ เมืองหลวงของกรีซไม่มาก มีวิหารที่สร้างถวายแด่โพเซดอนอยู่

4. stepwhite (0)
Mail to stepwhite


    14-06-2008, 12:58:08   [Edit message]   [ ระวังโจรหลอกขายโปร/สิ่งของ แลกกับเลขบัตรทรูมันนี่ ต้องขอเบอร์บ้านทุกครั้ง! ]
เมดูซ่า (Medusa)

ในตำนานของกรีกนั้น เมดูซ่า (Medusa) เป็นผู้หญิงที่มีผมเป็นงู และเมื่อมีคนมองมาที่ใบหน้าเธอ (จ้องตา) คนผุ้นั้นจะกลายเป็นหิน ที่จริงแล้วก่อนที่เมดูซ่าจะมีความร้ายกาจดังที่เป็นที่เล่าขานกันมานั้น เมดูซ่านั้นเป็นหญิงสาวที่มีหน้าตาสวยงามมาก

เมดูซ่า เป็นหนึ่งในลูกสาวทั้งสามของ เมทิสซึ่งเมทิสเป็นเจ้าแห่งสติปัญญาและสามารถแปลงร่างเป็นสิ่งต่างๆได้มากมาย แต่เดิมลูกทั้ง 3 ของเมทิสเป็นคนที่สวยงามมาก แต่แล้ววันหนึ่งเมทิสแม่ของเมดูซ่าถูกเทพ เซอุส(Zeus) ข่มขืนและกลืนกินลงท้องไป และเซอุสจึงได้ใช้สติปัญญาและความสามารถทางการแปลงร่างของเมทิสเพิ่มอำนาจให้กับตนเอง พลังอำนาจนั้นทำให้เทพเซอุสยิ่งใหญ่เหนือเทพทั้งปวง และต่อมาเทพธิดา อาเธน่า(Athena) ได้ถือกำเนิดขึ้นมาจากการที่พลังของเมทิสทะลักออกมาทางหน้าผากของเซอุส

เมื่อเอเทน่าได้กำเนิดขึ้นพร้อมกับความสามารถทางสติปัญญาของเมทิสผู้เป็นแม่ และเอเทน่าก็ถือเมดูซ่าพี่น้องร่วมสายเลือดแม่ เป็นศัตรูคนสำคัญ อยู่มาวันหนึ่งเมดูซ่าที่เป็นสาวงาม มีชายหลายคนหมายปองเป็นเจ้าของ ก็ได้ไปบูชาเทพเอเทน่ายังวิหารของเอเทน่า แล้วเทพโพไซดอน(Poseidon) ก็เห็นเมดูซ่าที่มีหน้าตาสวยงามมาก จึงต้องการครอบครองเมดูซ่าเป็นของตน จึงใช้กำลังขืนใจเมดูซ่า เอเทน่าเห็นดังนั้นจึงใส่ความเมดูซ่าว่า ลบหลู่เอเทน่าในวิหารศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ และสาบเมดูซ่าให้กลายเป็นมารร้ายหน้าตาน่าเกลียด และสาบให้ผมสวยงามของเมดูซ่าเป็นงูเต็มหัวเมดูซ่า เมื่อเป็นเช่นนี้เมดูซ่าต้องได้รับความอับอาย โกรธแค้นจึงได้ใช้ความเกลียดชังนั้นมาเป็นพลังในการสาบคนที่มองหน้าเธอให้กลายเป็นหินไป เพื่อตอบแทนสิ่งที่ทำให้เธอกลายเป็นเช่นนี้ เมดูซ่าจึงกลายเป็นมารร้ายที่สุดตนนึงในตำนานกรีก

สุดท้ายเมดูซ่าก็ถูกเพอร์เซอุสฆ่าตายจากการถูกเพอร์เซอุสใช้ดาบฟันคอขาด ซึ่งเอเทน่าเป็นคนอยู่เบื้องหลังในการตายของเมดูซ่า ที่เอเทน่าให้เพอร์เซอุสไปฆ่าเมดูซ่าแทนนั้นเพราะเอเทน่าเป็นเทพแล้วจึงใช้อำนาจในทางที่ผิดได้ไม่มาก จึงใช้มือของเพอร์เซอุสในการทำการเรื่องนี้

5. stepwhite (0)
Mail to stepwhite


    14-06-2008, 13:01:05   [Edit message]   [ ระวังโจรหลอกขายโปร/สิ่งของ แลกกับเลขบัตรทรูมันนี่ ต้องขอเบอร์บ้านทุกครั้ง! ]
ปีศาจแฝงฝัน ซัคคิวบัส (Succubus)

ปีศาจแฝงฝัน หรือ ซัคคิวบัส (Succubus) ตามความเชื่อแล้ว ลักษณะของซัคคิวบัส จะเป็นปีศาจที่อยู่ในรูปของผู้หญิงที่มีเสน่ห์เย้ายวน ที่แฝงด้วยอาคมจนยากที่ชายใดจะปฏิเสธได้ เชี่ยวชาญด้านการหลอกล่อผู้ชาย ร่างจริงจะมีปีก ตาคล้ายงู แต่สามารถแปลงกายให้คล้ายมนุษย์ได้ จะล่าเหยื่อในฝัน โดยจะหลอกล่อเหยื่อ แล้วมอบความฝันสุดปรารถนาให้กับชายที่โดนสิง แลกกับไอชีวิตของเหยื่อ เหยื่อจะสูญเสียพลังงานอย่างมากบางทีอาจถึงชีวิต ปีศาจประเภทนี้ในขณะที่ยังไม่โตเต็มที่ จะเป็นได้ทั้งชายและหญิง เมื่อโตเต็มที่จึงจะเลือกเพศ โดยปีศาจประเภทนี้ที่เป็นชาย จะมีชื่อเรียกอีกอย่างว่า อินคิวบัส (incubus) ซึ่งต่างก็มีพฤติกรรมการล่าคล้ายกัน หากแต่จะเลือกเหยื่อที่เป็นเพศตรงข้ามกับตนเอง พฤติกรรมของซัคคิวบัสนั้นเชื่อได้ว่ามีเค้าโครงมาจากลิลิมซึ่งเป็นลูกสาวของลิลิธในตำนานของชาวยิว


6. stepwhite (0)
Mail to stepwhite


    14-06-2008, 13:10:28   [Edit message]   [ ระวังโจรหลอกขายโปร/สิ่งของ แลกกับเลขบัตรทรูมันนี่ ต้องขอเบอร์บ้านทุกครั้ง! ]
เอาไปแค่นี้ก่อนนะคับ อิอิ แล้วจะทยอยลงมาให้ จะขอได้ทั้ง
พระเจ้า/เทพ ตำนาน/สิ่งมีชีวิตลึกลับ/!ประหลาด/ผี/ปีศาจแถบตะวันตกและแถบตะวันออก อีกตำนานหุหุ

เนสซี (Nessie) คือสิ่งมีชีวิตลึกลับชนิดหนึ่งที่เชื่อว่าอาศัยอยู่ในทะเลสาบล็อกเนสส์ แคว้นสกอตแลนด์ เชื่อว่ามีรูปร่างคล้ายเพลสิโอซอรัส (Plesiosaur) หรือ อีลาสโมซอรัส (Elasmosaurus) !เลื้อยคลานที่อาศัยในทะเลยุคเดียวกับไดโนเสาร์ มีผู้อ้างว่าเคยพบเห็นถึงปัจจุบันกว่า 4,000 ครั้ง และมีรูปถ่ายทั้งภาพนิ่งและภาพยนตร์มากมาย โดยเอกสารแรกสุดที่กล่าวถึงเนสซี คือ บันทึกของบาทหลวงเซนต์โคลัมบา เมื่อราว 1,400 ปี ที่แล้ว กล่าวถึงมังกรที่อาศัยอยู่ในทะเลสาบแห่งนี้ และท่านเองก็เคยทำพิธีขับไล่มังกรตัวนี้ด้วย

ใน พ.ศ. 2476 (ค.ศ. 1933) ได้มีการตัดถนนผ่านทะเลสาบล็อกเนสส์ จึงมีผู้พบเห็นเนสซีมากขึ้น โดยมีผู้อ้างว่า ขณะเขาขับขี่มอเตอร์ไซค์นั้น เห็นเนสซีขึ้นมาบนบก ไฟจากหน้ารถที่ส่องไปถูกตัวทำให้เห็นว่าเนสซีมีรูปร่างคล้ายเพลสิโอซอรัส และต่อมาก็ได้มีผู้ถ่ายรูปไว้ได้มากมายทั้งภาพนิ่งและภาพเคลื่อนไหว แต่ทั้งหมดนี้ก็เป็นเพียงเงาตะคุ่ม ๆ หรือคลื่นน้ำที่เคลื่อนไหวบนผิวน้ำเท่านั้น ต่อมา ทางมหาวิทยาลัยเบอร์มิงแฮมได้ทำการค้นคว้าเรื่องนี้อย่างจริงจัง โดยใช้เรือติดสัญญาณโซนาร์หลายลำแล่นไปบนพื้นผิวน้ำ เรียกว่า "ปฏิบัติการดีปสแกน" (Deepscan Operation) ปรากฏว่า โซนาร์ได้สะท้อนถึงเงาของวัตถุบางอย่างขนาดใหญ่ที่กำลังเคลื่อนตัวใต้น้ำ แต่บางคนคิดว่าอาจเป็นเพียงฝูงปลาธรรมดา ๆ


เรื่องราวเกี่ยวกับเนสซีมีทั้งผู้ที่เชื่อและผู้ที่ไม่เชื่อ โดยผู้ที่เชื่อนั้นเชื่อว่า เนสซีอาจเป็นไดโนเสาร์ที่ยังหลงเหลืออยู่ โดยสภาพทางภูมิศาสตร์ของทะเลสาบล็อกเนสส์ในยุคโบราณนั้นเคยเป็นทะเลมาก่อน ไดโนเสาร์ในสมัยนั้นอาจเข้ามาอยู่อาศัยจนสภาพของพื้นที่เปลี่ยนไป กลายเป็นพื้นที่ปิดและปราศจากสิ่งรบกวน !ที่อาศัยอยู่ในนี้จึงยังหลงเหลืออยู่และมีสภาพไม่เปลี่ยนแปลงจากครั้งแรกที่เข้ามาอาศัย ไม่เพียงเท่านั้นแหล่งน้ำหรือทะเลสาบที่มีลักษณะใกล้เคียงกับล็อกเนสส์ที่อื่น ๆ และบริเวณใกล้เคียงกันก็มีรายงานของสิ่งประหลาดที่คล้ายกับเนสซีด้วย ขณะที่ฝ่ายที่ไม่เชื่อนั้นเชื่อว่า รูปถ่ายหรือภาพเคลื่อนไหวที่ได้นั้น อาจไม่ใช่เป็นสิ่งที่เกี่ยวกับเนสซีเลย และทั้งหมดทำขึ้นก็เพื่อสร้างชื่อเสียงให้ทะเลสาบแห่งนี้โด่งดังขึ้น โดยบางรูปเชื่อว่าเป็นเพียงหางของตัวนากที่กำลังดำน้ำหรือเป็นขอนไม้หรือวัสดุต่าง ๆ ที่กำลังลอยน้ำอยู่ ซึ่งในเวลาต่อมาก็ได้มีผู้ที่อ้างว่าถ่ายรูปเนสซีได้รายหนึ่งเปิดเผยว่า แท้ที่จริงแล้วรูปถ่ายเนสซีนั้นเป็นเพียงเรื่องแหกตาที่ตนกับพ่อเลี้ยงสร้างขึ้นนั่นเอง

ทุกวันนี้ เรื่องราวของเนสซีก็ยังเป็นเรื่องลึกลับที่เป็นที่สนใจของคนทั้งโลก มีผู้ไปสำรวจและศึกษามากมาย แต่ก็ยังไม่เคยมีผู้ใดได้หลักฐานของเนสซีที่หนักแน่นสักราย อย่างไรก็ตาม ชื่อเสียงของเนสซีก็สร้างรายได้ให้แก่รัฐบาลสกอตแลนด์และชุมนุมใกล้เคียงเนื่องจากมีนักท่องเที่ยวจำนวนมาก


ภาพนิ่งที่มีชื่อเสียงอีกภาพหนึ่งของเนสซี ซึ่งเป็นภาพนิ่งที่ชัดเจนที่สุด ถ่ายในปี พ.ศ. 2520 (ค.ศ. 1977) ปัจจุบันทางบริษัทวิลเลียมฮิลล์ บริษัทพนันอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ได้ประกาศออกมาว่าจะให้เงินรางวัลจำนวน 1 ล้านปอนด์หรือประมาณ 70 ล้านบาทแก่ผู้ที่สามารถหาหลักฐานได้ว่าเนสซีมีอยู่จริง ในวันที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2550 (ค.ศ. 2007) นายกอร์ดอน โฮล์มส เจ้าหน้าที่เทคนิคห้องแล็บได้อ้างว่า สามารถบันทึกภาพเคลื่อนไหวของสิ่งที่เชื่อว่าเป็นเนสซีได้ด้วยความยาวถึง 2 นาทีครึ่งขณะนั่งชมทิวทัศน์อยู่ริมทะเลสาบล็อกเนสส์ ซึ่งภาพของนายโฮล์มสครั้งนี้ได้รับการกล่าวขานว่าเป็นของเนสซีที่สมบูรณ์ที่สุดเท่าที่เคยมีมา นายเอเดียน ไชน์ นักชีววิทยา!น้ำ ได้ตรวจสอบภาพของนายโฮล์มสแล้วมีความเห็นว่า เป็นการยากที่จะเป็นการตกแต่งหรือทำปลอมขึ้น เพราะภาพไม่ได้จับเฉพาะแต่!ประหลาด แต่ยังถ่ายไปถึงภูเขารอบทะเลสาบด้วย จึงสามารถเปรียบเทียบความเร็วและขนาดของสิ่งที่เคลื่อนไหวในน้ำได้ด้วย โดยเชื่อว่าเป็นสิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่งที่มีความยาวประมาณ 15 เมตร เคลื่อนที่ด้วยการว่ายน้ำด้วยความเร็วถึง 10 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และภาพบางส่วนยังจับให้เห็นสิ่งที่คล้ายครีบด้วย ซึ่งวีดีโอภาพชุดนี้เป็นที่ฮือฮาและกล่าวขานอย่างมากในสหราชอาณาจักร เมื่อได้ถูกเผยแพร่ออกสู่สาธารณะโดยสำนักข่าวบีบีซีในอีก 3 วันถัดมา มีผู้คนมากมายที่ทั้งเชื่อและไม่เชื่อ และต่อมาไม่นานได้มีการเปิดเผยว่ารัฐบาลสหราชอาณาจักรเพิ่งจะเปิดเผยข้อมูลลับว่า ทางรัฐบาลเชื่อว่า เนสซีมีอยู่จริง ตั้งแต่สมัยนางมาร์กาเรต แทตเชอร์เป็นนายกรัฐมนตรี และอยู่ภายใต้กฎหมายคุ้มครองและอนุรักษ์!ป่าของอังกฤษที่ครอบคลุมทั้ง!ที่รู้จักและไม่รู้จักหลายชนิด

7. ~RacCoon_Man~ (0)
Mail to ~RacCoon_Man~


    14-06-2008, 13:20:26   [Edit message]   [ ระวังโจรหลอกขายโปร/สิ่งของ แลกกับเลขบัตรทรูมันนี่ ต้องขอเบอร์บ้านทุกครั้ง! ]
อยากได้ตำนานแรคคูน 9 หางเจ้าคะ ~

./me วิ่งหนีไปก่อนจะโดนถีบ ~

ปล. รหัสพ่องคุณเหรอครับพี่หยง สนุกไหม โพสยากเนี้ย

8. stepwhite (0)
Mail to stepwhite


    14-06-2008, 13:25:13   [Edit message]   [ ระวังโจรหลอกขายโปร/สิ่งของ แลกกับเลขบัตรทรูมันนี่ ต้องขอเบอร์บ้านทุกครั้ง! ]
ข้าวโพดล้ม หรือ ครอปเซอร์เคิล (crop circle) เป็นคำที่ใช้อธิบายถึงรูปแบบพืชที่ล้มลง ซึ่งเริ่มต้นจาก ข้าวโพด โดยคำนี้รวมถึง ข้าวสาลี ข้าวบาร์เลย์ ถั่วเหลือง โดย ซึ่งครอปเซอร์เคิลนี้มีการพบเจอกันทั่วโลก


[แก้] ประวัติ
คืนหนึ่งในปี 1972 ณ ประเทศอังกฤษ อาเทอร์ ชัตเติลวูด(Arthur Shuttlewood) กับ บริซ บอนด์(Bryce Bond) ซุ่มซ่อนตัวบริเวณเนินเขาสตาร์ฮิล ใกล้เวสมินเตอร์ เพื่อเฝ้าดูปรากฏการณ์แสงประหลาด ซึ่งเกิดขึ้นในแถบนั้นมานานเกือบทศวรรษ เชื่อกันว่ามันคือยูเอฟโอ คืนนั้นทั้งสองผิดหวังเมื่อไม่พบแสงประหลาด แต่ได้รับการชดเชยด้วยร่องรอยบางอย่างที่อาจเกี่ยวข้องกัน นั่นคือ พืชที่ล้มเป็นวงกลม ซึ่งต่อมาเรียกกันว่า Crop Circles

สี่ปีต่อมาในเดือนกันยายน 1976 เอดวิน เฟอร์(Edwin Fuhr) ชาวนาแห่งแลงเกนเบิร์ก(Langenburg) อ้างว่า เห็นยานรูปโดมสีเงินหลายลำ บินอยู่เหนือทุ่งนาหลังจากที่ยานเหล่านี้จากไปแล้ว เขาก็พบครอปเซอร์เคิลหลายแห่งในบริเวณนั้น นี่คือเรื่องราวแรกเริ่มของปรากฏการณ์วงกลมพืชบนท้องทุ่งของอังกฤษ ที่ผู้คนมากมายเชื่อว่าเป็นหนึ่งในปริศนาลึกลับของโลกอยู่ทุกวันนี้

ครอปเซอร์เคิล ถูกค้นพบครั้งแรกในปี 1678 ที่เฮิร์ทฟอร์ดเชียร์ อังกฤษ ไม่มีใครอธิบายได้ว่าใครหรืออะไรทำให้มันเกิดขึ้น แต่หลังจากการค้นพบของชัตเติลวูดกับบอนด์และเฟอร์แล้ว มันนำไปสู่ทฤษฎีแรกคือร่องรอยการลงจอดของยานจากต่างดาว ตามมาด้วยทฤษฎีอุกกาบาตและทฤษฎีพายุทอร์นาโดขนาดเล็ก ในทศวรรษที่ 1980 ได้มีการค้นพบครอปเซอร์เคิลมากขึ้น โดยเฉพาะรอบๆเมืองวอร์มินสเตอร์(Warminster) ในช่วงต้นของทศวรรษนี้รูปทรงของมันก็ยังคงเหมือนเดิม คือเป็นวงกลมหยาบๆ แต่ในกลางทศวรรษรูปทรงของมันซับซ้อนขึ้น คือมีวงแหวนแตกออกไป และมันเริ่มดึงดูดใจคนอังกฤษมากขึ้น ในทศวรรษนี้เอง ด๊อกเตอร์ เทอร์เรนซ์ มีเดน(Terrence Meaden) ศาสตราจารย์ทางฟิสิกส์และนักอุตุนิยมวิทยาได้พยายามไขปริศนานี้ โดยทำการวิจัยครอปเซอร์เคิลมากกว่า 1,000 แห่ง มีเดนเสนอทฤษฎีว่า ครอปเซอร์เคิลเกิดจากความผิดปกติของอากาศที่เขาเรียกว่า Plasma Vortex ทำให้เกิดลมหมุนวนในระดับสูงแล้วเคลื่อนตัวลงสู่พื้นทำให้พืชแบนราบ

ทฤษฎีนี้ได้รับการสนับสนุนจากผลการทดลองของนักวิทยาศาสตร์ญี่ปุ่นคือ ศาสตราจารยโอซึกิ (Ohtsuki) เขาใส่พลาสมา (plasma Fireballs) ลงในถาดแป้ง ผลปรากฏว่ามันทำให้เกิดวงแหวนสองชั้นรอบศูนย์กลาง ปี 1991 ได้มีการค้นพบครอปเซอร์เคิลหลายร้อยแห่งในอังกฤษ มันยังแพร่ระบาดไปในเยอรมัน สหรัฐอเมริกา บราซิล โรมาเนีย ฮังการีและญี่ปุ่น ยิ่งไปกว่านั้นมันได้เปลี่ยนแปลงรูปทรงใหม่เป็น Pictrogram เสมือนการสื่อความหมายบางอย่างด้วยภาพ รูปแบบใหม่ของมันทำให้ทฤษฎีผู้มาจากต่างมิติที่พยายามสื่อสารกับมนุษย์เริ่มก่อตัวขึ้น ความซับซ้อนของรูปทรงครอปเซอร์เคิล ทำให้ทฤษฎีพลาสมาไม่สามารถอธิบายรูปทรงนี้ได้ ในขณะที่คำกล่าวอ้างเรื่องแสงไฟประหลาดเหนือท้องทุ่งยามดึก แล้วทำให้เกิดครอปเซอร์เคิลในรุ่งอรุณของทฤษฎียูเอฟโอ ก็ยังใช้เป็นหลักฐานไม่ได้ แต่มันก็ยังเป็นทฤษฎีที่ได้รับความสนใจมากที่สุด ในปีเดียวกันนี้เอง ชายชาวอังกฤษสองคนได้ออกมาเปิดเผยกับหนังสือพิมพ์ว่า ครอปเซอร์เคิลเป็นเรื่องหลอกลวงมันเกิดจากฝีมือของมนุษย์ เดฟ คอร์ลีและโดฟ โบเวอร์ (Dave Chorley and Doug Bower) อ้างว่าพวกเขาเป็นผู้สร้างมันขึ้นมารวมแล้วกว่า 1,000 แห่ง ตั้งแต่ปี 1978 โดยใช้ไม้กระดานขนาด 4 ฟุต และเชือกเป็นเครื่องมือ ในขณะเดียวกันก็มีนักหลอกลวงกลุ่มอื่นๆออกปฏิบัติการในยามค่ำคืนอย่างเดียวกับพวกเขาด้วย นิตรสารไทม์ฉบับวันที่ 23 กันยายน 1991 พูดถึงเรื่องนี้ว่า นี่คือการนำไปสู่จุดจบของเรื่องซึ่งเป็นหนึ่งในความลึกลับที่สุดของอังกฤษและของโลกแล้ว อย่างไรก็ตามปรากฏการณ์ครอปเซอร์เคิลก็ไม่ได้หายไปพร้อมกับการเผยตัวของนักหลอกลวงคู่นี้ แต่กลับพุ่งสูงขึ้นในปีต่อมาคือปี 1992 มันเป็นคลื่นลูกใหม่ที่มาพร้อมกับความสลับซับซ้อนของรูปทรงเรขาคณิต และขนาดอันมหึมาหลายร้อยฟุตในทุ่งบาร์เลย์ และ ทุ่งข้าวโพด พร้อมๆกับการแพร่ระบาดไปกว่า 10 ประเทศ และยังทำให้ตัวเลขนักวิจัยเพิ่มสูงขึ้น อีกด้านหนึ่งมันคือศิลปอันวิจิตรพิสดารบนท้องทุ่ง ซึ่งผลิตช่างภาพมืออาชีพมากมาย และเป็นจุดเริ่มต้นของธุรกิจสิ่งพิมพ์เกี่ยวกับครอปเซอร์เคิลที่เฟื่องฟูอยู่ทุกวันนี้

จนถึงปัจจุบัน มีครอปเซอร์เคิลเกิดขึ้นในช่วงฤดูร้อนที่อังกฤษรวมแล้วประมาณ 10,000 แห่ง ส่วนใหญ่เกิดทางภาคใต้ และ 90 เปอร์เซนต์อยู่ในรัศมี 50 ไมล์จากสโตนเฮน(Stonehenge) ครอปเซอร์เคิลบางแห่ง สื่อความหมายเกี่ยวกับจักรวาล แกแล็คซี่ บางแห่งสื่อความหมายเกี่ยวกับหายนะของโลกจากอาวุธนิวเคลียร์ และบางแห่งสื่อความหมายเกี่ยวกับผลร้ายของการทำลายสภาพแวดล้อม ในวันที่ 17 สิงหาคม 2001 นักวิจัยครอปเซอร์เคิลต้องตะลึงกับครอปเซอร์เคิลรูปแบบใหม่สองแห่งในทุ่งข้าวโพดใกล้กล้องโทรทรรศน์วิทยุ Chilbolton ที่ Hampshire อังกฤษ มันเป็นภาพกราฟิกของสัญญาณวิทยุที่ส่งจากโลกไปยังกลุ่มดาว M13 อีกแห่งหนึ่งเป็นภาพหน้าคนที่คล้ายภูเขาหน้าคนบนดาวอังคาร ยิ่งไปกว่านั้นเมื่อครบรอบปี ได้เกิดครอปเซอร์เคิลแบบนี้ขึ้นอีก มันคือครอปเซอร์เคิลที่แสดงภาพของ E.T. ห่างจากที่ตั้งกล้องโทรทรรศน์ Chilbolton ราว 9 ไมล์ในวันที่ 15 สิงหาคม 2002 สำหรับนักวิจัยแล้ว ความพยายามของพวกเขาไม่ไร้ผล นักวิจัยได้พบเบาะแสบางอย่างที่อาจคลี่คลายปริศนานี้ได ้นั่นคือการพบความผิดปกติในลำต้นของพืชในครอปเซอร์เคิล ที่พวกเขาอ้างว่าสามารถแยกแยะความแตกต่างระหว่างของจริงกับที่มนุษย์สร้างขึ้นได้ ครอปเซอร์เคิลของจริงนั้นลำต้นของพืชที่ล้มซึ่งอยู่เหนือพื้นดินประมาณ 1 นิ้ว มีลักษณะโค้งงอไม่แตกหัก นอกจากนั้นโครงสร้างของเซลล์(cell Pit) ยังเปลี่ยนแปลง คือเซลล์ขยายตัวเหมือนได้รับความร้อน ด๊อกเตอร์ วิลเลียม เลเวนผมด (William C. Levengood) เชื่อว่าไม่ว่าอะไรก็ตามที่ทำให้เกิดครอปเซอร์เคิล มันต้องใช้พลังงานที่เร็วและหนาแน่นจนทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในเซลล์ นักวิจัยเชื่อว่าพลังงานที่ว่านั้นน่าจะเป็นไมโครเวฟ ทฤษฎีนี้เรียกว่า Microwave Transient Heating นักวิจัยยังอ้างการศึกษาผลกระทบของพืชในครอปเซอร์เคิล เปรียบเทียบกับพืชที่อยู่ใกล้เคียงซึ่งพบว่า เมล็ดพืชในครอปเซอร์เคิลมีอัตราการเจริญเติบโตเร็วกว่าเมล็ดพืชบริเวณใกล้เคียงถึง 45 เปอร์เซ็นต์

คอลลิน แอนดริวส์ (Colin Andrews) ภาพจาก BBC มีอีกทฤษฎีหนึ่งที่น่าสนใจไม่แพ้กัน เป็นของด๊อกเตอร์ คอลลิน แอนดริวส์ (Colin Andrews) นักวิทยาศาสตร์อังกฤษซึ่งศึกษาครอปเซอร์เคิลมาเป็นเวลา 17 ปี ในปี 2000 แอนดริวเปิดเผยผลวิจัยซึ่งได้รับทุนสนับสนุนจากมูลนิธิร็อกกี้เฟลเลอร์ว่า ราวๆ ร้อยละ 80 ของครอปเซอร์เคิลเป็นฝีมือของมนุษย์ ครอปเซอร์เคิลเหล่านี้ จะมีรูปทรงซับซ้อนและวิจิตรพิสดารส่วนที่เหลือซึ่งมีรูปทรงง่ายๆนั้น เขาเชื่อว่ามันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของสนามแม่เหล็กในบริเวณนั้น ซึ่งทำให้เกิดกระแสไฟฟ้าและกระแสไฟนี้เองเป็นตัวการทำให้พืชล้มลง งานวิจัยที่พบว่าครอปเซอร์เคิลบางแห่งทำให้เครื่องใช้ไฟฟ้าเช่นไมโครโฟน หรือเครื่องบันทึกเสียงถูกรบกวนจนใช้การไม่ได้ รวมทั้งผู้ที่อยู่ในบริเวณนั้นจะรู้สึกปวดศีรษะหรือมีอาการคลื่นไส้ สนับสนุนทฤษฎีนี้ นักวิจัยบางคนเชื่อว่ามันเกิดจากพลังงานที่ตกค้าง

แต่ในปี 2000 ชายชาวอังกฤษกลุ่มหนึ่งได้ออกมาเปิดเผยตนเองว่าเป็นผู้สร้างครอปเซอร์เคิลที่วิจิตรพิสดารหลายสิบแห่งในภาคใต้ของอังกฤษมากว่า 11 ปี พวกเขาเรียกตนเองว่า Circlemakers โดยใช้คอมพิวเตอร์ร่างรูปแบบก่อน พวกเขาได้รับเชิญจากสื่อมวลชนให้สาธิตการสร้างครอปเซอร์เคิลที่มีความซับซ้อนหลายครั้ง ซึ่งพวกเขาทำได้จริงๆ และก็ไม่ได้ใช้ไมโครเวฟ ปัจจุบันพวกเขามีเว็บไซต์ที่แสดงผลงานและเสนอข่าวสารเกี่ยวกับครอปเซอร์เคิล ทุกวันนี้นักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่เชื่อว่ามีทฤษฎีเดียวเท่านั้นที่จะอธิบายครอปเซอร์เคิลได้ นั่นคือ ทฤษฎีมนุษย์เป็นผู้สร้างแต่อย่างไรก็ตาม นักวิจัยครอปเซอร์เคิล ก็ยังเชื่อเหมือนกับแอนดริวว่ามันไม่ทั้งหมดที่เกิดจากฝีมือมนุษย์ งานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ของนักวิจัยหลายกลุ่มจึงยังดำเนินอยู่ต่อไป Circlemaker คนหนึ่งพูดถึงเรื่องนี้ว่า ไม่มีใครอยากเชื่อคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์หรอก เพราะผู้คนต้องการเชื่อสิ่งที่เป็นความลึกลับมากกว่า “ สาธารณชนไม่ต้องการคำอธิบาย “เขากล่าว

::

Modified on: 14-06-2008, 13:25:56

9. stepwhite (0)
Mail to stepwhite


    14-06-2008, 13:27:40   [Edit message]   [ ระวังโจรหลอกขายโปร/สิ่งของ แลกกับเลขบัตรทรูมันนี่ ต้องขอเบอร์บ้านทุกครั้ง! ]
อืม....ตำนานแร็คคูน9หาง....โอเคครับ! รอให้มันมีตำนานก่อนละกันคร้าบ~^^

เอาตำนานแรคคูน(ทานูกิ)ไปก่อน ฟิ้ว~

ทานูกิ(狸 • たぬきมักจะเสกใบไม้ให้กลายเป็นเงิน เพื่อหลอกตาคนเสมอๆ เนื่องจากว่าของที่ทานูกิโปรดปรานก็คือ เหล้าสาเก ทั้งยังชอบเรื่องตลกขำขัน และธรรมชาติที่สงบ ทานูกิเชี่ยวชาญการแปลงกายเป็นสิ่งของมาก แต่กลับอ่อนเชิงเมื่อมันพยายามแปลงกายเป็นมนุษย์ เพราะจะเหลือหลักฐานมากมายให้จับได้ ::

Modified on: 14-06-2008, 13:31:28

10. stepwhite (0)
Mail to stepwhite


    14-06-2008, 13:42:48   [Edit message]   [ ระวังโจรหลอกขายโปร/สิ่งของ แลกกับเลขบัตรทรูมันนี่ ต้องขอเบอร์บ้านทุกครั้ง! ]
ทานาทอส (Thanatos ภาษากรีกโบราณ: θάνατος แปลว่า ความตาย) หรือ ออร์คัส (Orcus) ในภาษาลาตินที่ชาวโรมันเรียก เป็นเทพองค์หนึ่งในตำนานเทพของกรีก เป็นเทพแห่งความความตาย เป็นผู้ที่สามารถควบคุมความตายของสิ่งมีชีวิตทุกชีวิตบนโลก เป็นบุตรชายของ นิกซ์ (Nyx) เทพีแห่งราตรี และ อีราบอส (Erabos) เทพแห่งความมืด เป็นน้องชายฝาแฝดของฮิปนอส (Hypnos) เทพแห่งนิทรา โดยทั้งคู่อาศัยอยู่ยังขุมนรก เป็นเทพผู้ช่วยของฮาเดส (Hades) จ้าวแห่งนรก

รูปลักษณ์ของทั้งฮิปนอสและทานาทอส มักเป็นรูปชายหนุ่มเปลือยกาย หน้าตาเหมือนกัน ทั้งคู่จะมีปีกอยู่ที่ศีรษะคนละข้างสลับกัน มือหนึ่งของทานาทอสมักถือผีเสื้อหรือมาลัยดอกไม้ โดยบทบาทของทานาทอสในเทพนิยาย ทานาทอสจะเป็นผู้รับวิญญาณมนุษย์ไปยังยมโลก แต่ในบางตำนานจะยกบทบาทนี้ให้เฮอร์เมส (Hermes) เทพแห่งการสื่อสาร ปรากฏตอนนึงความว่า ได้ถูกกษัตริย์ซีซิสฟัส (Sisyphus) หลอกล่อจนหลงกลแล้วถูกจับขัง ทำให้ไม่มีคนตาย จนกระทั่งเอรีส (Ares) เทพแห่งสงครามหงุดหงิดที่ไม่มีคนตายในการสู้รบ จึงได้บังคับให้ซีซิสฟัสปล่อยทานาทอส

เนื่องจากเป็นเทพแห่งความตาย ซึ่งเป็นสิ่งที่มนุษย์ทุกคนหวาดกลัว และแม้แต่เหล่าเทพก็ยังรังเกียจทานาทอส จึงนับว่า ทานาทอสเป็นปีศาจตนหนึ่งก็ว่าได้ โดยทานาทอสเองก็เกลียดชังมนุษย์และเทพเจ้าอื่น ๆ เช่นเดียวกัน


11. stepwhite (0)
Mail to stepwhite


    14-06-2008, 13:47:50   [Edit message]   [ ระวังโจรหลอกขายโปร/สิ่งของ แลกกับเลขบัตรทรูมันนี่ ต้องขอเบอร์บ้านทุกครั้ง! ]
ฮาเดส หรือ เฮดีส (Hades) ในที่ชาวโรมันเรียกว่า พลูโต (Pluto) เทพเจ้าผู้ปกครองนรกและโลกหลังความตาย ในตำนานถือว่ามีศักดิ์เป็นพระเชษฐาของ ซุส ราชาแห่งเหล่าเทพ และยังถือได้ว่าเป็นเจ้าแห่งทรัพย์เพราะเทพฮาเดสมีสิทธิ์ในทรัพย์สินทุกอย่างภายใต้พื้นพิภพ จึงมีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า ดีส (Dis) ซึ่งแปลตรงตัวว่า ทรัพย์สิน

ฮาเดส แท้ที่จริงแล้วเป็นเทพที่มีความยิ่งใหญ่อีกองค์หนึ่งเช่นเดียวกับซุส หรือ โพไซดอน เนื่องจากเป็นพี่น้องกัน แต่ทว่าความที่ฮาเดสเป็นผู้ปกครองนรกซึ่งเป็นโลกใต้ดินซึ่งมีแต่ความมืดมิดและน่ากลัว จึงไม่ใคร่ขึ้นไปยังเขาโอลิมปัส อีกทั้งเทพองค์อื่น ๆ ก็ไม่ใคร่ที่จะต้อนรับฮาเดสด้วย ดังนั้น ฮาเดสจึงไม่มีชื่อเป็นหนึ่งในเทพโอลิมปัสเฉกเช่นองค์อื่น ๆ

ฮาเดส ได้ชื่อว่าเป็นเทพที่มีความเที่ยงธรรมอย่างมาก ตัดสินความดีชอบของคนตายโดยปราศจากอคติใด ๆ ทั้งสิ้น กล่าวกันว่า พระองค์มีหมวกวิเศษอยู่ใบหนึ่งที่สามารถทำให้ผู้สวมหายตัวได้ และพระองค์มีเทพผู้ช่วยในการตัดสินความดีชั่วในยมโลกอีก 3 องค์คือ ราดาแมนทีส, ไมนอส, ไออาคอส ที่เรียกว่า สามเทพสุภา และยังมีฮิปนอส เทพแห่งการหลับไหล และ ทานาทอส เทพแห่งความตายคอยช่วยอีก

ฮาเดส มีชายาองค์หนึ่งชื่อ เพอร์ซิโฟเน (Persephone) ซึ่งเป็นพระธิดาองค์เดียวของ ดีมิเทอร์ (Demeter) เทพีแห่งความอุดมสมบูรณ์และการเกษตร จากความงดงามของนางเพอร์ซิโฟเน ทำให้ฮาเดสลืมเลือนไปหมดสิ้นว่า นางที่แท้จริงคือหลานสาวแท้ ๆ ของตน เพราะว่า ดีมิเทอร์มีศักดิ์เป็นพระขนิษฐาของพระองค์เอง เมื่ฮาเดสได้ฉุดนางไปเป็นเทพีแห่งนรกคู่กัน ทำให้เกิดเป็นกรณีพิพาทขึ้นระหว่างทวยเทพแห่งโอลิมปัส ซุสซึ่งเป็นองค์ประธานได้ตัดสินให้ฮาเดสต้องคืนเพอร์ซิโฟเนแก่ดิมิเทอร์ ฮาเดสก็ใช้อุบายลวงให้นางต้องมาหาตนปีละ 3 เดือนทุกปีไป ดังนั้นในปึหนึ่ง ๆ ฮาเดสจึงต้องประทับอยู่อย่างเดียวดายนานอยู่ถึง 9 เดือน แต่ทั้งที่ต้องประทับอยู่อย่างเดียวดายนานถึงปีละ 9 เดือน ฮาเดสก็พิสูจน์องค์เองว่าเป็นพระสวามีที่ซื่อสัตย์

ชาวกรีกโบราณจะถวายการสักการะแด่ฮาเดสด้วยแกะดำ และเป็นพิธีกรรมที่เร้นลับสืบมาที่ได้ค่อนข้างยาก แต่ก็สืบทอดกันมาว่า หากจะบูชาเทพแห่งความตายหรือเทพอันใดที่เป็นสัญลักษณ์ของความน่ากลัวหรือชั่วร้าย ต้องบูชายัญด้วยแพะหรือแกะดำ

12. stepwhite (0)
Mail to stepwhite


    14-06-2008, 13:52:20   [Edit message]   [ ระวังโจรหลอกขายโปร/สิ่งของ แลกกับเลขบัตรทรูมันนี่ ต้องขอเบอร์บ้านทุกครั้ง! ]
สภาเทพแห่งโอลิมปัส (Gods of Olympus) เป็นเหล่าทวยเทพสูงสุดตามความเชื่อของชาวกรีกโบราณ มีทั้งหมด 12 องค์ สถิตย์อยู่ ณ เขาโอลิมปัส ซึ่งเป็นเขาที่มีอยู่จริงในประเทศกรีซ โดยเป็นเขาที่สูงสุดในกรีซ

เทพทั้ง 12 ประกอบด้วย

ซูส (Zeus) เป็นเทพที่ใหญ่ที่สุด ปกครองสวรรค์และทวยเทพทั้งมวล เทพแห่งท้องนภา
โพไซดอน (Poseidon) เทพแห่งท้องทะเลและแม่น้ำ น้ำท่วมและแผ่นดินไหว
เฮร่า (Hera) ชายาของซูส องค์ราชินีแห่งสรวงสรรค์และดวงดาว เทพีแห่งการสมรสและความจงรักภักดี
ดิมิเทอร์ (Demeter) เทพีแห่งความอุดมสมบูรณ์ และเกษตรกรรม
อาเทมีส (Artemis) ฝาแฝดหญิงกับอพอลโล่ เทพีแห่งดวงจันทร์ เทพีแห่งการล่า! เหล่า!ป่า และเทพีผู้ดูแลปกป้องหญิงสาว
อพอลโล (Apollo) โอรสของซูส เทพแห่งดวงอาทิตย์(แสง) เทพแห่งศิลปวิทยาการ การรักษา การพยากรณ์ทำนาย การแพทย์ และการธนู
อาเธน่า (Athena) ธิดาอีกองค์หนึ่งของซูส เทพีแห่งสงคราม เทพีแห่งปัญญา งานหัตถกรรม (โดยเฉพาะงานทอผ้า ปั้นหม้อ และงานไม้)
เฮฟเฟสตุส (Hephaestus) เทพแห่งการตีเหล็ก เทพแห่งไฟ
อาเรส (Ares) เทพแห่งสงคราม
อโฟรไดท์ (Aphordite) เทพีแห่งความรัก เทพีแห่งความงาม
เฮอร์มีส (Hermes) เทพแห่งการค้า เทพแห่งการโจรกรรม และผู้ส่งสารของเหล่าทวยเทพ
เฮสเทีย (Hestia) เทพแห่งการครองเรือน เทพแห่งครอบครัว

13. stepwhite (0)
Mail to stepwhite


    14-06-2008, 13:55:07   [Edit message]   [ ระวังโจรหลอกขายโปร/สิ่งของ แลกกับเลขบัตรทรูมันนี่ ต้องขอเบอร์บ้านทุกครั้ง! ]
อาเรส หรือ เอรีส (Ares) หรือที่ชาวโรมันเรียกว่า มาร์ส (Mars) เป็นเทพเจ้าแห่งสงครามและอาวุธและชุดเกราะ และเป็นหนึ่งในสิบสองเทพแห่งโอลิมปัสด้วย

อาเรส เป็นเทพแห่งการสงครามเช่นเดียวกับ อธีน่า แต่ทว่าอธีน่าจะได้รับการยกย่องและบูชามากกว่า เนื่องจากอธีน่าเป็นเทพีที่ใช้สติปัญญาวางแผนในการสู้รบมากกว่า ซึ่งได้รับการบูชาในฐานะเทพีแห่งสติปัญญาด้วย ผิดกับอาเรสซึ่งมักจะใช้ความดุดันและโหดร้ายในการสงครามมากกว่า ซึ่งโฮเมอร์ กวีเอกคนสำคัญของกรีกโบราณ ยังเคยเขียนถึงพระองค์ว่า เป็นเทพที่โหดร้ายและหยาบช้า

อาเรสเป็นบุตรของซุทมหาเทพและพระนางเฮร่า มเหสีของซุท อาเรสเป็นเทพที่ชาวกรีกไม่นับถือบูชา เพราะถือว่าเป็นเทพที่โหดร้ายและมีเรื่องราวที่น่าอับอายเกี่ยวกับพระองค์เยอะ และถึงแม้จะเป็นเทพแห่งสงคราม อาเรสก็รบแพ้ในการสงครามหลายต่อหลายครั้ง ทั้งแก่มนุษย์กึ่งเทพเองอย่าง เฮอร์คิวลิส และกับอธีน่า เทพีแห่งสงคราม พี่น้องของพระองค์เอง

แต่อาเรสเป็นที่นับถืออย่างมากของชาวโรมัน ซึ่งเป็นชนเผ่าที่โปรดปรานการสู้รบ ถึงกับแต่งให้อาเรสเป็นบิดาของโรมูลัส (Romulus) ผู้สร้างกรุงโรมเลยทีเดียว

ในทางด้านชู้สาว พระองค์ลักลอบมีชู้กับเทพีอโฟรไดท์จนเป็นเรื่องราวใหญ่โตให้อับอายไปทั้งสวรรค์ และเป็นอพอลโล เทพแห่งดวงอาทิตย์ที่จับผิดและแก้ไขพฤติกรรมของทั้งคู่

อาเรส เมื่อเสด็จไปไหน จะใช้รถศึกเทียมม้าฝีเท้าจัดมากมาย แสงเกราะและแสงศาตราวุธส่องแสงเจิดจ้าบาดตาผู้พบเห็น มีบริวารที่ติดสอยห้อยตามอยู่ 2 คนคือ ดีมอส (Deimos) ซึ่งแปลว่าความกลัว กับ โฟบอส (Phobos) แปลว่าความน่าสยองขวัญ บางตำนานก็กล่าวว่า ทั้งดีมอสและโฟบอสเป็นบุตรชายฝาแฝดของอาเรส และชื่อของทั้งคู่ก็เป็นรากศัพท์ของคำว่า ความตื่นตระหนก (Panic) และ ความกลัว (Phobia) และในทางดาราศาสตร์ อาเรสหรือมาร์ส คือดาวอังคาร ดีมอส และ โฟบอส ก็ถูกตั้งเป็นชื่อของดวงจันทร์บริวารของดางอังคารด้วย

ในวัฒนธรรมสมัยนิยม เช่น การ์ตูนญี่ปุ่นเรื่อง เซนต์เซย่า อาเรสถูกสร้างเป็นละครในเรื่องด้วย แต่ภาคของอาเรส มีแต่เพียงอะนิเมะฉบับฉายในโรงภาพยนตร์เท่านั้น โดยใช้ชื่อตอนว่า ภาคสงครามเทพีเอริส ปริศนาแอปเปิ้ลทองคำ และได้ถูกเปลี่ยนจากชายเป็นหญิง และกลายเป็นเทพแห่งความหายนะ

::

Modified on: 14-06-2008, 13:57:09

14. stepwhite (0)
Mail to stepwhite


    14-06-2008, 14:02:08   [Edit message]   [ ระวังโจรหลอกขายโปร/สิ่งของ แลกกับเลขบัตรทรูมันนี่ ต้องขอเบอร์บ้านทุกครั้ง! ]
เทพีอะธีนา หรือ อาเธน่า (Athena) หนึ่งในสิบสองเทพแห่งโอลิมปัส เป็นเทพีแห่งปัญญา เนื่องจากเกิดมาจากส่วนหัวของ ซุส ประมุขแห่งเหล่าทวยเทพ ในขณะที่กำลังประชุมเหล่าเทพที่เทือกเขาโอลิมปัส เมื่อจู่ ๆ ซุสเกิดปวดศีรษะอย่างรุนแรง จึงได้ให้เฮฟเฟสตุส เทพแห่งการตีเหล็กใช้ขวานผ่าศีรษะออก ปรากฏเป็นอะธีนาที่สวมชุดเกราะพร้อมหอกกระโดดออกมา

และเชื่อว่าพระนางเป็นเทพีแห่งสงครามด้วย เนื่องจากเทวรูปของพระนางมักปรากฏเป็นรูปผู้หญิงสวมชุดเกราะ ถือโล่ห์และหอกที่มือซ้าย และถือไนกี้ เทพีแห่งชัยชนะที่มือขวา โดยที่ชื่อกรุงเอเธนส์ เมืองหลวงของกรีซ ก็มีที่มาจากพระนามของนาง ชื่อเต็มของอะธีนาคือ พัลลัส อะธีนา (Pallas Athena) ซึ่งชื่อพัลลัส มาจากเพื่อนมนุษย์ของอะธีนาซึ่งเธอพลั้งมือสังหารไปขณะเล่นด้วยกัน จึงได้นำชื่อของพัลลัสมาใส่นำหน้าเพื่อเป็นที่ระลึก อะธีนาเป็นตัวแทนของสงครามที่เอาชนะด้วยกลยุทธหรือความถูกต้อง ซึ่งต่างจากอาเรสที่เป็นเทพสงครามที่ใช้กำลังมากกว่า

นอกจากนี้ อะธีนา ยังเป็นหนึ่งในสามเทพีพรหมจรรย์ด้วย ซึ่งประกอบด้วย พระนาง, อาร์เทมิส เทพีแห่งดวงจันทร์ และเฮสเทีย เทพีแห่งครัวเรือน


ชื่อเมืองเอเธนส์
ตามตำนานกรีกเล่าว่า ที่มาของชื่อเมืองเอเธนส์ (Athens) นั้น มาจากการที่ชาวกรีกจะตั้งชื่อเมืองแต่ไม่รู้จะใช้ชื่ออะไร โพไซดอน เทพแห่งมหาสมุทร ผู้มีศักดิ์เป็นลุงของอะธีนา ใช้ตรีศูลอาวุธของตนสร้างคลื่นยักษ์และทำให้ทะเลปั่นป่วน เป็นที่ตื่นตาตื่นใจอย่างมาก แต่ไม่มีประโยชน์อะไรนอกจากความตื่นเต้น แต่เทพีอะธีนาได้เนรมิตรมะกอกขึ้นมา ซึ่งสามารถใช้ผลเป็นประโยชน์ได้ และมะกอกจึงเป็นผลไม้เศรษฐกิจสำคัญอันดับหนึ่งของกรีซมาจนปัจจุบัน ชาวเมืองจึงตกลงใช้ชื่อเมืองว่า เอเธนส์ ตามชื่อของพระนาง

อาจกล่าวได้ว่า อะธีนา เป็นเทพที่ชาวกรีกให้ความนับถือมากที่สุดก็ว่าได้ ในสมัยโบราณมีการสร้างมหาวิหารเพื่อถวายแด่พระนาง คือ วิหารเพเธนอน ซึ่งตั้งอยู่ที่เนินอะโครโปลิส ที่กรุงเอเธนส์ในปัจจุบัน ในการท่องเที่ยวของกรีซ จะพบรูปปั้นขนาดเล็กของอะธีนาขายเป็นที่ระลึกอยู่ทั่วไป ในวัฒนธรรมสมัยนิยมก็ถูกอ้างถึงในการ์ตูนญี่ปุ่นเป็นต้น เช่น เรื่อง เซนต์เซย่า เมื่ออะธีนาได้จุติลงมาเป็นเด็กผู้หญิงที่ชื่อ คิโด ซาโอริ ทำหน้าปกป้องโลกจากเทพองค์อื่น ๆ ที่มีความปรารถนาจะครองโลก ซึ่งเป็นตัวเอกฝ่ายหญิงของการ์ตูนเรื่องนี้ทีเดียว
::

Modified on: 14-06-2008, 14:02:34

15. stepwhite (0)
Mail to stepwhite


    14-06-2008, 14:05:25   [Edit message]   [ ระวังโจรหลอกขายโปร/สิ่งของ แลกกับเลขบัตรทรูมันนี่ ต้องขอเบอร์บ้านทุกครั้ง! ]
ช่วยขุดด้วยก็ดีครับ- -



บาซิลิสก์ (Basilisk) เป็นงูใหญ่ที่น่ากลัวและน่าสยดสยองในตำนานกรีกและยุโรป ซึ่งแค่มองผ่านเหยื่อก็ทำให้เหยื่อตายได้ ในทำนองเดียวกับ เมดูซ่า

ได้มีนักเล่านิทานคนหนึ่งอธิบายว่า บาซิลิสก์เป็น "งูที่มีมงกุฎสีทองเล็กๆ บนหัว ในยุคกลางมีผู้เชื่อว่ามันเป็นเพียงงูที่มีหัวเหมือนไก่ บางครั้งก็มีหัวเป็นคน บาซิลิสก์เกิดจากไข่ที่ออกมาจากพ่อไก่ระหว่างที่ กลุ่มดาวสุนัขใหญ่ ปรากฏบนท้องฟ้า และได้คางคกเป็นผู้กกไข่ การมองเห็นบาซิลิกก์นั้นน่ากลัวสยดสยองมาก ถ้า!ใดก็ตามได้เพียงเห็นมันมองผ่าน แม้แต่ทางกระจกก็อาจตายได้ทันทีเพราะความกลัว วิธีเดียวที่จะฆ่ามันได้ก็คือต้องถือกระจกไว้ข้างหน้าตัวมันก่อนที่มันจะมองผ่านมา เมื่อมันมองมาในกระจกนั้น มันก็จะเห็นเงาตัวมันเองในกระจกและตายในทันที มีผู้เชื่อว่าบาซิลิสก์มีเขาหรือมีพังผืดด้วย"

ในยุโรปสมัยกลาง บาซิลิสก์ถูกใช้เป็นสัญลักษณ์ของความชั่วร้าย โดยคู่กับกริฟฟิน ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของความดี บาซิลิสก์เป็นสัญลักษณ์ของเมือง บาเซิล (Basel) ใน ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ บาซิลิสก์ถูกนำไปใช้หลายครั้งตามนิยายแฟนตาซีต่างๆ และเป็นที่รู้จักในวงกว้างจากเรื่อง แฮรี่ พอตเตอร์กับห้องแห่งความลับ

ซึ่งชื่อ บาซิลิสก์ นี้ได้ถูกตั้งเป็นทั้งชื่อเรียกสามัญ และชื่อวิทยาศาสตร์ของกิ้งก่าจำพวกหนึ่งในทวีปอเมริกาใต้ มีหงอนบนหัว และสามารถวิ่งได้เร็วมากจนวิ่งบนน้ำได้ โดยกิ้งก่าจำพวกนี้ มีชื่อสกุลว่า Basiliscus

::

Modified on: 14-06-2008, 14:07:42

16. stepwhite (0)
Mail to stepwhite


    14-06-2008, 14:10:21   [Edit message]   [ ระวังโจรหลอกขายโปร/สิ่งของ แลกกับเลขบัตรทรูมันนี่ ต้องขอเบอร์บ้านทุกครั้ง! ]
ไคเมร่า (อังกฤษ: Chimera ; กรีก: Χιμαιρα [Khimaira] ; ละติน: Chimæra) เป็น!ในเทพนิยายกรีก

ในตำนานเล่าว่าไคเมร่าเป็นลูกของอีคิดน่าและไทฟอน เป็นพี่ชายของเซอร์เบอรัส ไคเมร่ามีร่างกายกำยำและเป็นที่รวม ของ!ร้าย 3 ชนิด คือ ส่วนหัวถึงหน้าอกเป็นสิงโต ลำตัวเป็นแพะ แต่บั้นท้ายกลับเป็นมังกรหรืองู นอกจากนี้ยังสามารถพ่นไฟออกมาได้เหมือนมังกรอีกด้วย ไคเมร่าถูกวีรบุรุษเบลเลอโรฟอนผู้ขี่ม้าบินเพกาซัสแทงตายด้วยหอก

จากการที่ไคเมร่าเป็นส่วนผสมของ!ร้าย 3 ชนิด ที่ไม่น่าจะมารวมกันได้ คำว่า ไคเมร่า (Chimera) จึงใช้เป็นชื่อเรียกของสิ่งมีชีวิตที่มีรูปร่างแปลกประหลาดในปัจจุบัน เช่น ปลาทะเลน้ำลึกจำพวกหนึ่ง ซึ่งเป็นปลากระดูกอ่อน ก็ถูกเรียกว่า ไคเมร่า ด้วยเช่นกัน

17. stepwhite (0)
Mail to stepwhite


    14-06-2008, 14:13:00   [Edit message]   [ ระวังโจรหลอกขายโปร/สิ่งของ แลกกับเลขบัตรทรูมันนี่ ต้องขอเบอร์บ้านทุกครั้ง! ]
เพกาซัส (Pegasus, ภาษากรีก: Πήγασος, เปกาซอส หมายถึง แข็งแรง) เป็น!ในเทพนิยายกรีก เป็นม้าร่างกำยำพ่วงพีสีขาวบริสุทธิ์ และมีปีกอันกว้างสง่างามเหมือนนกพิราบ

เพกาซัสเกิดมาจากนางกอร์กอน เมดูซ่า ถูกวีรบุรุษเพอร์ซีอุสฟันคอขาดตาย ในขณะที่นางสิ้นใจตายนั้น เพกาซัสก็กระโจนออกมาจากลำคอของนาง ไม่มีใครสามารถปราบเพกาซัสได้เลยซักคน ตอนที่มันเกิดมาใหม่ ๆ และออกวิ่งอย่างคึกคะนองนั้น น้ำที่กระเซ็นจากรอยเท้าที่มันวิ่งก่อให้เกิดน้ำพุสวยงามที่กวีและศิลปินชื่นชมกันนักหนา คือน้ำพุฮิปโปครีนี (Hippocrene) ที่เป็นที่รู้จักกันในวรรณคดกรีกโบราณ ว่ากันว่าใครได้ดื่มน้ำพุนี้แล้ว โอกาสที่จะเป็นกวีเอกอยู่แค่เอื้อมทีเดียว

เพกาซัสโดนปราบโดยเด็กหนุ่มรูปงามชาวเมืองโครินทร์มีนามว่า "เบลเลอโรฟอน" (Bellerophon) เบลเลอโรฟอนเป็นโอรสของเจ้าเมืองโครินทร์ที่มีนามว่า พระเจ้ากลอคุส (Glaucus) ซึ่งต่อมาเบลเลอโรฟอนได้ขี่เพกาซัสปราบไคเมร่า


18. stepwhite (0)
Mail to stepwhite


    14-06-2008, 14:24:15   [Edit message]   [ ระวังโจรหลอกขายโปร/สิ่งของ แลกกับเลขบัตรทรูมันนี่ ต้องขอเบอร์บ้านทุกครั้ง! ]
ไฮดร้า(Hydra)แห่งหนองน้ำเลอเน่

อสูรกายที่มีร่างเป็นงูยักษ์มีหัว 7 หัว (บ้างก็ว่า 9 บ้างก็ว่ามากกว่านั้นเยอะ) เป็นอสูรที่สามารถเรียกได้ว่าเกือบเป็นอมตะ เพราะเมื่อตัดหัวใดหัวหนึ่งทิ้ง จะมีหัวอีก 2 หัวงอกออกมาแทนที่หัวที่ถูกตัดทิ้งไป ผู้ที่กำจัดไฮดร้าแห่งเลอเน่ลงได้ก็คือเฮอร์คิวลิส และฆ่าโดยการพกนายดาบบรอนซ์เล่มเดิมนั่นแหละมาสู้กับเจ้าไฮดร้านี่ สู้ไปก็รู้สึกตัวว่า พอตัดหัวมันทิ้งไปก็มีหัวงอกเพิ่มมาอีก 2 จนเริ่มรำคาญ จึงหยิบคบไฟมาจี้ที่ปากแผลที่หัวที่โดนตัดให้แผลปิด เจ้าไฮดร้าเลยงอกหัวเพิ่มไม่ได้ ตัดไปจี้ไฟไป ตัดไปจี้ไฟไป จนเหลือหัวสุดท้ายที่หันแทงไม่เข้า พ่อลูกครึ่งคนกับเทพก็ใช้วิธีเดิม เอากระบองรากโอลีฟที่ทำมากับมือทุบหัวแล้วออกแรงดึงจนหัวหลุด จี้ไฟซ้ำก็เป็นอันจบ ฆ่าไฮดร้าได้ในที่สุด

19. stepwhite (0)
Mail to stepwhite


    14-06-2008, 14:26:59   [Edit message]   [ ระวังโจรหลอกขายโปร/สิ่งของ แลกกับเลขบัตรทรูมันนี่ ต้องขอเบอร์บ้านทุกครั้ง! ]
สฟิงซ์ของกรีก

สฟิงซ์ของกรีกสฟิงซ์ของกรีกเป็นหนึ่งในลูกๆของอีคิดนาและไทฟอน สฟิงซ์มีใบหน้าและทรวงอกของหญิงสาว ท่อนล่างเป็นสิงโตและมีปีกแบบนกอินทรี มีลักษณะนิสัยชอบทรยศหักหลัง ก้าวร้าวรุนแรง และกระหายเลือด และพวกนี้ยังชอบกินคนเป็นอาหารด้วย

ลักษณะที่เด่นชัดของสฟิงซ์ กรีกอีกอย่างหนึ่งก็คือ ความคล้ายแมว หรือจะว่าอีกทีก็คล้ายผู้หญิงด้วย นั่นคือ มันจะพูด คุยหยอกเหยื่อของมันก่อนที่จะกินเข้าไป แต่อย่างไรก็ตาม ถ้าหากเกิดเหยื่อหนีรอดไปได้ สฟิงซ์จะบินดิ่งทิ้งตัวกระแทกพื้นหรืออะไรสักอย่าง ด้วยความโกรธเกรี้ยวจนตายไปเอง

เรื่องราวเกี่ยวกับสฟิงซ์ของกรีก ที่โด่งดังเรื่องหนึ่งคือ เรื่องของ เจ้าแม่เฮรา (Hera) ซึ่งมอบหมายหน้าที่ลงโทษชาวเมืองธีบีส (Thebes) เพราะความเมามายไร้สติของพวกเขา หลังจากที่ ไดโอนิซุส เทพแห่งเมรัยได้มาสอนการทำไวน์ ให้แก่ชาวเมืองนี้ ตามปกติสฟิงซ์จะไม่เข้าขย้ำเหยื่อ ที่ผ่านมาในทันทีทันใด แต่จะให้โอกาสเหยื่อด้วยการถามปัญหา ที่เรียกกันว่าปัญหาของตัวสฟิงซ์ (The Riddle of the Sphinx) ซึ่งสัญญาจะปล่อยเหยื่อเป็นอิสระ หากตอบปัญหาของนางได้ ตามท้องเรื่องที่จะกล่าวถึง เอดิปุส (Oedipus) แห่งโครินท์ผ่านมาในเมืองธีบีสพอดิบพอดี สฟิงซ์กระโดดออกมา จากหลังพุ่มไม้ แลบลิ้นเลียปากด้วยความอยากกินเนื้อ ก่อนจะส่งเสียงคำรามให้ขวัญหาย เข้าใส่เอดิปุสและถามปัญหา "อะไรเอ่ยเดินสี่ตีนในยามเช้า เดินสอง ตีน ในยามสาย และเดินสามตีนในยามเย็น….? "อ๋อ มันก็คือมนุษย์นั่นแล ย่อมเดินด้วยการคลานทั้งมือและเข่า เมื่อยังเป็นเด็ก ยืนด้วยขาสอง ข้าง เมื่อโตเต็มที่ และต้องใช้ไม้เท้าพยุงตัวเอง เป็นขาที่สามในยามสายัณห์ของชีวิต" เอดิปุสตอบอย่างไม่ลังเล สฟิงซ์เมื่อได้ฟังคำตอบ ที่ไม่คิดว่าจะได้ยินจากมนุษย์หน้าไหนเลย ถึงกับกรีดร้องด้วยความเจ็บใจ นางโผบินขึ้น บนฟ้า แล้วทิ้งตัวดิ่งลงฆ่าตัวตายในทะเล

และยังมีตำนานของสฟิงส์ที่อียิปส์และทางตะวันออกกลาง แต่ผมก๊อบมาแค่นี้ ปัจจุบันผมก็ลืมเครดิต ต้องขอโทษด้วยนะครับ-.-

20. stepwhite (0)
Mail to stepwhite


    14-06-2008, 14:42:48   [Edit message]   [ ระวังโจรหลอกขายโปร/สิ่งของ แลกกับเลขบัตรทรูมันนี่ ต้องขอเบอร์บ้านทุกครั้ง! ]
กริฟฟอน หรือ กริฟฟิน (griffin, gryphin, griffon หรือ gryphon) คือ!ในเทพนิยายร่างกายเป็นครึ่งนกอินทรี ครึ่งสิงโต โดยส่วนหัว ขาคู่หน้าและปีก เป็นนกอินทรี ส่วนลำตัวและขาคู่หลังเป็นสิงโต และมีหางเป็นงู บางจำพวกก็มี หางของสิงโต ขนบนหลังเป็นสีดำ ขนที่อยู่ข้างหน้าเป็นสีแดง ส่วนขนปีกเป็นสีขาว อาศัยอยู่ในถ้ำตามภูเขา

ตามตำนานกรีก กริฟฟินเป็น!เทพผู้พิทักษ์เหมืองทองคำของดินแดนไฮเปอร์โบเรีย (ดินแดนในตำนานซึ่งอยู่ทางขั้วโลกเหนือ มีแสงอาทิตย์ และความอุดมสมบูรณ์ตลอดกาล), เป็นรูปจำแลงของเทพีเนเมซิส เทพแห่งความพยาบาท ซึ่งทำหน้าที่หมุนวงล้อแห่งโชคชะตา, นอกจากนี้ยังเป็นผู้ลากรถม้าของพระอาทิตย์ (เทพอพอลโล) อีกด้วย

กริฟฟินนั้นเป็นสัญลักษณ์ของพลังอำนาจ และบางครั้งยังถือว่ากริฟฟินเป็นสัญลักษณ์ของความหยิ่งยโสอีกด้วย

ในยุคแรก กริฟฟินถูกเปรียบเทียบให้เป็นเหมือนกับซาตาน ที่คอยล่อลวงวิญญานของมนุษย์ให้ติดกับ แต่ต่อมากริฟฟินก็กลายเป็นสัญลักษณ์ของทั้งทวยเทพ และมนุษย์ สำหรับพระเยซู เพราะมันเป็นเจ้าแห่งพิภพและเวหา อีกทั้งมีรังสีแห่งแสง อาทิตย์ ศัตรูของกริฟฟินคือ บาซิลิสก์ ซึ่งเปรียบได้กับรูปจำลองของซาตาน

ปัจจุบันสามารถพบเห็นกริฟฟินได้ทั่วไปจากงานศิลปะในหลาย ๆ วัฒนธรรม และพบได้ในตราประจำตระผมล รูป!ต่าง ๆ , ประติมากรรมเก่าแก่, โมเสกนูนต่ำ, นิทาน และในตำนานต่าง ๆ ทั่วโลก


21. stepwhite (0)
Mail to stepwhite


    14-06-2008, 14:57:39   [Edit message]   [ ระวังโจรหลอกขายโปร/สิ่งของ แลกกับเลขบัตรทรูมันนี่ ต้องขอเบอร์บ้านทุกครั้ง! ]
ซาตาน(Zatan)

เมื่อพูดถึงซาตาน คนทั่วไปมักจะนึกถึงตัวประหลาดที่มีเขา 2 เขา หรือผีที่มีรูปร่างหน้าตาน่าเกลียดน่ากลัว แต่แท้จริงแล้วพระคัมภีร์บอกว่าซาตานนั้นเป็นทูตสวรรค์ชั้นสูง มีรูปร่างงดงาม ฉลาด เป็นทูตสวรรค์ที่สมบูรณ์แบบ และพระเจ้าได้ทรงตั้งให้อยู่ท่ามกลางเครูบ มีชื่อเรียกว่าลูซิเฟอร์ ดังที่ปรากฏในหนังสือประกาศกเอเสเคียล 28:12 - 15

"บุตรแห่งมนุษย์เอ๋ย จงเปล่งเสียงบทคร่ำครวญเพื่อกษัตริย์เมืองไทระ และจงกล่าวแก่ท่านว่าพระเจ้าตรัสดังนี้ว่า เจ้าเป็นตราแห่งความสมบูรณ์แบบเต็มด้วยสติปัญญาและมีความงามอย่างพร้อมสรรพ เจ้าอยู่ในเอเดนพระอุทยานของพระเจ้า เพชรพลอยทุกอย่างเป็นเสื้อของเจ้า คือทับทิม บุษราคัมน้ำอ่อน เพชร เพทาย โกเมน และมณีโชติ ไพฑูรย์ มรกต และเบริล เพชรพลอยเหล่านี้ฝังในทองคำและลวดลายแกะสลักก็เป็นทองคำ สิ่งเหล่านั้นจัดเตรียมไว้ในวันที่สร้างเจ้าขึ้นมา เราตั้งเจ้าให้อยู่กับเครูบ ผู้พิทักษ์ที่ได้เจิมตั้งไว้ เจ้าอยู่บนภูเขาบริสุทธิ์แห่งพระเจ้า และเจ้าเดินอยู่ท่ามกลางศิลาเพลิง"


พระเจ้าไม่ได้สร้างซาตาน พระองค์สร้างแต่ทูตสวรรค์ ซาตานเกิดขึ้นจากความหยิ่งผยองของทูตสวรรค์ตนหนึ่งที่สมบูรณ์แบบ ที่คิดว่าตนเองรูปร่างงดงาม มีตำแหน่งสูงกว่าบรรดาทูตสวรรค์องค์อื่น ๆ และฉลาดที่สุด ดังนั้นตนจึงสมควรที่จะได้รับการยกย่อง ได้รับการนมัสการแทนพระเจ้า

แต่ในหลักการทางศาสนาอิสลาม พระเจ้าเป็นผู้ทรงสร้างซาตานหรือไซฏอน ซาตานเป็นศัตรูของชาวมุสลิม ซาตานจะคอยหลอกให้มนุษย์ทำแต่ในสิ่งที่ชั่ว

"จิตใจของเจ้าผยองขึ้นเพราะความงามของเจ้า เจ้ากระทำให้สติปัญญาของเจ้าเสื่อมทรามลงเพราะเห็นแก่ความงามของเจ้า เราเหวี่ยงเจ้าลงที่ดินแล้ว เราตีแผ่เจ้าต่อหน้ากษัตริย์ทั้งหลาย เพื่อตาของท่านทั้งหลายเหล่านั้นจะเพลินอยู่ที่เจ้า" เอเสเคียล 28:17

ความหยิ่งยโสนี้เป็นหนึ่งในความบาปที่พระเจ้าทรงเกลียดชัง เหมือนกับที่บอกไว้ในพระธรรมสุภาษิต 6:16 - 19 ดังนี้

"มีหกสิ่งซึ่งพระเจ้าทรงเกลียด มีเจ็ดซึ่งเป็นที่น่าเกลียดน่าชังสำหรับพระองค์ ตายโส ลิ้นมุสา และมือที่ทำโลหิตไร้ผิดให้ตก จิตใจที่คิดแผนงานโหดร้าย เท้าซึ่งรีบวิ่งไปสู่ความชั่ว พยานเท็จซึ่งหายใจออกเป็นคำมุสา และคนผู้หว่านความแตกร้าวท่ามกลางพวกพี่น้อง"

เพราะความหยิ่งผยองนี้เอง ซาตานจึงถูกพระเจ้าขับไล่จากสวรรค์ และถูกผลักให้ตกลงมายังโลกมนุษย์ ตกลงมายังปากแดนของคนตาย

"โอดาวประจำกลางวันเอ๋ย พ่อโอรสแห่งพระอรุณ เจ้าร่วงลงมาจากฟ้าสวรรค์แล้วซิ เจ้าถูกตัดลงมายังพื้นดินอย่างไรหนอ เจ้าผู้กระทำให้บรรดาประชาชาติตกต่ำน่ะ เจ้ารำพึงในใจของเจ้าว่า ข้าจะขึ้นไปยังฟ้าสวรรค์เหนือดวงดาวทั้งหลายของพระเจ้า ข้าจะตั้งพระที่นั่งของข้า ณ ที่สูงนั้น ข้าจะนั่งบนขุนเขาชุมนุมสถาน ณ ที่อุดรไกล ข้าจะขึ้นไปเหนือความสูงของเมฆ ข้าจะกระทำตัวของข้าเหมือนองค์ผู้สูงสุด แต่เจ้าถูกนำลงมาสู่แดนคนตาย ยังที่ลึกของปากแดน" อิสยาห์ 14:12-15

อย่างไรก็ตาม ซาตานกับลูซิเฟอร์อาจไม่ใช่ทูตสวรรค์ตนเดียวกัน Jewish Encyclopediaระบุว่าในคัมภีร์ฮิบรูหลายฉบับนั้น ซาตานเป็นทูตสวรรค์ที่ได้รับอนุญาตจากพระเจ้าให้ล่อลวงและทรมานมนุษย์เพื่อพิสูจน์ศรัทธาเท่านั้น ไม่อาจกระทำตามใจตนได้ นอกจากลูซิเฟอร์แล้วยังมีอดีตทูตสวรรค์อีกสามตนที่ถูกกล่าวถึงว่าเป็นซาตานบ่อยๆคืออแบดดอน (Abaddon - Angel of the Abyss) เบลเซบับ (Beelzebub - Lord of the Flies) และซามาเอล (Samael - Poison of God)


::

Modified on: 14-06-2008, 14:58:27

22. stepwhite (0)
Mail to stepwhite


    14-06-2008, 15:05:06   [Edit message]   [ ระวังโจรหลอกขายโปร/สิ่งของ แลกกับเลขบัตรทรูมันนี่ ต้องขอเบอร์บ้านทุกครั้ง! ]
ฮาร์ปี้ (Harpy) เป็นสิ่งมีชีวิตตามตำนานกรีกซึ่งมีรูปกายเป็นมนุษย์ผู้หญิง มีท่อนล่างอย่างนก และมีปีก

กล่าวกันว่าแต่เดิมฮาร์ปีมีเพียงสองตนเท่านั้น คือเอลโล และโอไซพีเทส ธิดาแห่งเธามาส และโอเชียนิดนามอิเล็กตร้า (โอเชียนิดคือนิมฟ์แห่งทะเล) เธามาสผู้นี้เป็นโอรสของพอนทัสและไกอา ทั้งพอนทัสและไกอาต่างก็เป็นเทพเจ้าโบราณของกรีก โดยพอนทัสเป็นเทพแห่งทะเล ส่วนไกอาเป็นเทพแห่งพิภพ ฮาร์ปีทั้งสองเป็นพี่น้องกับเทวีไอริส

ไอริสเป็นเทวีผู้ทำหน้าที่นำสารให้กับเหล่าเทพเจ้าต่างๆ เช่นเดียวกับเฮอร์เมส หากแต่เฮอร์เมสนั้นขึ้นตรงต่อเทพบดีซูส ในขณะที่ไอริสเป็นเทวีใต้บัญชาของเฮร่า เทวีไอริสยังมีปีกเป็นนกเช่นเดียวกับอีรอส และมักถูกกล่าวถึงในลักษณะของสาวน้อยมีปีก ถือคทานำสาร นอกจากนี้ไอริสยังเป็นเทวีพรหมจรรย์ และถือเป็นเทวีแห่งสะพานสายรุ้งอีกด้วย

เรื่องที่เป็นที่รู้จักกันดีเกี่ยวกับฮาร์ปีคือเรื่องเมื่อครั้งเรืออาร์โกมาขึ้นฝั่งที่เธรส ในตอนนั้นมีนักพยากรณ์ตาบอดผู้หนึ่งนามว่าฟีนูสนำความลับของสวรรค์มาบอกแก่คนนอกมากเกินไป เทพเจ้าซูสจึงทรงสั่งให้พวกฮาร์ปีมาขโมยอาหารของฟีนูสเป็นการทรมาน เซเทสและคาลาอีสบุตรของเทพเจ้าแห่งสายลมเหนือโบรีอัสจึงทำหน้าที่ขับไล่เหล่าฮาร์ปีนี้ไป ยังมีบางตำนานกล่าวว่าฮาร์ปีถูกเซเทสและคาลาอีสฆ่าตาย นอกนั้นเล่าว่าเทวีไอริสได้ลงมาห้ามไว้ทัน หากแต่เหล่าฮาร์ปีก็ต้องตายเพราะอดอยากอาหารอยู่ดี

ในเทพปกรณัมกรีกยังมีการกล่าวถึงฮาร์ปีตนอื่นๆ อีก ซึ่งคาดว่าเป็นการเสริมแต่งเข้ามาภายหลังเช่นฮาร์ปีที่มีชื่อว่าโพดาร์กซึ่งเป็นมารดาของม้าศักดิ์สิทธิ์สองตัวชื่อซานธุสและบาเลียส (ม้าของอะคิลลีส) โดยมีเทพเจ้าแห่งสายลมตะวันตกเซฟเฟอรุสเป็นบิดา

บางตำนานกล่าวว่าเป็นสมุนรับใช้ของเทพเจ้าฮาเดส โดยทำหน้าที่หาวิญญาญที่เป็นอาหารมาสังเวยให้ที่นรกทาทาร์ลัส อาศัยอยู่ที่ชั้นบรรยากาศ (หรือว่ากันว่าตามหมู่เมฆนั้นเอง) มีความสามารถเกี่ยวกับลม และมักจะเป็นตัวร้ายที่มักจะโผล่มาในการโกรษแค้นของเหล่าเทพ โดยยกตัวอย่างจากตำนานที่ทำให้นกฮาร์ปี้โด่งดังอันหนึ่งคือ ตำนานเจสันและขนแกะทองคำ โดนตำนานกล่าวว่า คิงเพเนอุสถูกพระเจ้า สาปไม่ให้กินอาหารได้ เพราะทุกครั้งที่จะกินอาหาร จะมีเหล่านกฮาร์ปี้มาบินวนโฉบแย่งอาหารไป ทำให้ไม่สามารถกินอาหารได้เลย จนกระทั่งได้รับการช่วยเหลือจากพวกเจสัน หลังจากนำเรืออาร์โก้เทียบท่า โดยการฆ่านกฮาร์ปี้ทิ้งเสีย ว่ากันว่าฮาร์ปี้มี3พี่น้อง นามว่า Aello Celaeno และ Ocypete

23. stepwhite (0)
Mail to stepwhite


    14-06-2008, 15:16:00   [Edit message]   [ ระวังโจรหลอกขายโปร/สิ่งของ แลกกับเลขบัตรทรูมันนี่ ต้องขอเบอร์บ้านทุกครั้ง! ]
มิโนทอร์ (Minotaur) ตามเทพนิยายกรีก มิโนทอร์มีตัวเป็นคนหัวเป็นวัว เกิดอยู่ในคุกที่ไม่มีทางออกสร้างโดยแดดาลุส-นักประดิษฐ์ ซึ่งได้รับคำสั่งจากราชาไมนอส (Minos) เป็นห้องโถงที่มีทางเข้าทางออกวกวนน่าเวียนหัว มีทั้งชั้นล่างและชั้นบน เป็นเขาวงกต (Labyrinth)


[แก้] เรื่องราวความเป็นมาของมิโนทอร์
เรื่องเริ่มขึ้นเมื่อไมนอส (Minos) พยายาม ที่จะก้าวขึ้นสู่ บัลลังก์กษัตริย์ของครีต (Crete) ในการทำเช่นนี้ไมนอส ต้องชนะใจ ชาวครีต และอ้างว่าเทพเจ้าก็เห็นดีเช่นกัน ดังนั้นเทพเจ้าจะตอบรับคำขอทุกข้อของเขาอีกด้วย ชาวครีต อาจจะไม่ค่อยพอใจ การที่ไมนอสจะขึ้นเป็นกษัตริย์เท่าไร จึงท้าให้เขาขอ โพไซดอน (Poseidon) เจ้าแห่งสมุทร ให้ส่งวัวพ่วงพี ขึ้นมาจากทะเล ให้ดูเป็นขวัญตา มันเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้จริงๆ ว่าแล้วชาวครีตทั้งหมดก็ติดตามไมนอสไปที่ริมหาด เพื่อเฝ้ามองไมนอสทำพิธีดังกล่าว ไมนอสได้พยายามเฝ้าวิงวอน เทพเพื่อให้พระองค์ ส่งวัวขึ้นมาให้ตามที่ชาวครีตท้า และสัญญาว่าจะฆ่าวัวตัวนั้นเป็น การบูชายัญ เพื่อเป็นการสรรเสริญเกียรติแห่งโพไซดอนทันที ไมนอสใช้เวลาไม่นานสิ่งประหลาดอย่างหนึ่งก็เกิดขึ้น ในท่ามกลางความแตกตื่น และประหลาดใจของชาวครีต ที่กำลังจ้องมองดูทะเลตรงหน้า น้ำทะเลก็แตกออกเป็นช่อง วัวสีขาวพ่วงพีที่งดงามตัวหนึ่งปรากฏขึ้น และว่ายตรงมาเข้าฝั่งดังคำวอนของไมนอส คำท้าทายของชาวครีตกลายเป็นความจริง ไมนอสจึงได้รับการเลือกเป็นกษัตริย์สม เจตนารมณ์ ถ้าเพียงแต่เมื่อขึ้นเป็นกษัตริย์แล้ว พระองค์รักษาสัญญาที่ให้ไว้ แต่ไมนอสก็ไม่สามารถทำได้ สัญญาที่ให้ไว้กับเทพถูกลืมเลือน วัวสีขาว ตัวนั้นช่างงดงามจนพระองค์ไม่กล้าเชือดมัน ได้แต่ปล่อยมันไว้กับฝูง!ของพระองค์ และทำการบูชายัญวัวธรรมดาๆ ไปให้โพไซดอน

โพไซดอน -เจ้าแห่งสมุทร ซึ่งได้รับการบูชายัญอย่างบิดเบือน ย่อมรู้สึกคั่งแค้นกับการ ทรยศต่อคำมั่นสัญญา อย่างที่ไมนอสทำกับ พระองค์ยิ่งนัก และแล้วพระองค์ก็คิดวิธี แก้แค้นเจ้าคนโฉดได้… โพไซดอนสาปให้ ปาซิฟาอี (Pasiphae) มเหสีของไมนอส หลงรักวัว! ปาซิฟาอีที่ต้องคำสาป เธอเฝ้าทุ่มเทดูแลวัวของเทพเจ้า เฝ้าโอบกอดทะนุ ถนอม ลูบไล้อย่างเสน่หายิ่ง ถึงขนาดสั่งการให้ตามตัว แดดาลุส (Daedalus) นักประดิษฐ์มาที่ครีต เพื่อให้ทำอะไรอย่างหนึ่งค่อนข้างน่าตระหนก สำหรับตัณหาของนาง เพราะปาซิฟาอี สั่งสร้างแม่วัวปลอมขึ้น เพื่อตบตาเจ้าวัวหนุ่ม โดยนางจะเข้าไป หมอบสวมรอย อยู่ใต้ร่างแม่วัวปลอมตัวนี้ คอยให้วัวงามของโพไซดอน มาร่วมอภิรมย์กับนาง หลังจากที่ปาซิฟาอีมีอะไร กับวัวหนุ่มได้ไม่นาน นางก็ตั้งครรภ์ ครั้นครบถ้วนทศมาส นางก็คลอดบุตรออกมา ความลับทั้งหลาย ที่พึงปิดบังไว้มานานก็แตก มันคือทารกประหลาด ที่มีหัวเป็นวัว ตัวเป็นคน ไมนอสแทบกระอักเพราะความอับอาย พระองค์เพิ่งนึกได้ว่านี่คือการแก้แค้น ของเจ้าสมุทรทำกับพระองค์ แม้ว่าจะต้องการ สังหาร เจ้าเด็กปีศาจนี่ทิ้งเพียงไร แต่ไมนอสก็ต้องทนขมขื่นเลี้ยงมันไว้ เพราะพระองค์เกรงว่าหากทำอะไร เป็นที่ขุ่นเคือง โพไซดอน ซ้ำสอง คราวนี้ครีตอาจจะไม่พ้นความพินาศ ชาวครีต พากันเรียกขาน มันว่า มิโนทอร์ ซึ่งแปลว่า โอรสวัวแห่งไมนอส มันเป็น!ประหลาดเติบโตอย่างรวดเร็วมาก ไม่ช้า เขาเล็กๆ ของมันก็เติบโต วงกว้างกว่าแขนคนเหยียดออก และกลายเป็น !กระหายเลือด ต้องการกินเนื้อคน เป็นอาหาร ไมนอสได้ทำ สิ่งหนึ่งที่จะสามารถยับยั้ง !ร้ายตัวนี้ไม่ให้ออกไป เพ่นพ่านหาคนกิน ตามอำเภอใจ ด้วยการสั่งแดดาลุส- นักประดิษฐ์ ให้สร้างคุกที่ไม่มีทางออก แดดดาลุสจึงได้สร้างห้องโถง ที่มีทางเข้าทาง ออกวกวนน่าเวียนหัวมีทั้งชั้นล่างและชั้นบน เป็นเขาวงกต (Labyrinth)

ในเวลาเดียวกับที่มิโนทอร์เกิด โอรสอีกองค์ของ ไมนอส คือ แอนโดรจีอุส(Androgeus) ได้เดินทางไปสู่เอเธนส์ เพื่อเข้าร่วม กีฬาโอลิมปิก แอนโดรจีอุสเป็นนักกีฬาที่มีความสามารถมาก เขาจึงชนะการแข่งขันหลายรายการ จนทำให้ชาว เอเธนส์เกิดความไม่พอใจ ก่อนที่เขาจะได้ชัยชนะในกีฬาอีกครั้ง ชาวเอเธนส์ที่ไม่มีน้ำใจเป็นนักกีฬาก็ลากเขาไปเชือดคอหลังพุ่มไม้

ไมนอสได้ทราบข่าวด้วยหัวใจชอกช้ำซ้ำสอง พระองค์กรีธาทัพเข้าตีเอเธนส์ เพื่อเป็นการล้างแค้นให้แก่ลูกชาย กองทัพของพระองค์เข้าโอบล้อม จากทุกด้านจนชาวเอเธนส์ ต้องเจรจาหย่าศึก ไมนอสมีข้อแม้เพียงประการเดียว นั่นคือทุกๆเก้าปีเอเธนส์ จะต้องส่งหญิงสาวเจ็ดคน และชายหนุ่มเจ็ดคนลงขบวนเรือที่ชักใบดำนำทางมาครีต และคนสนิท ของราชาไมนอสก็จะนำเหยื่อเหล่านั้นส่งเข้าไปในเส้นทางแคบวกวน ที่มีแสงเพียงสลัวๆ ให้คลำหาทางไปจนได้ยินเสียงลมหายใจที่รุนแรงของวัวดุ ซึ่งเหยื่อเหล่านั้นจะพบจุดจบ ที่น่าสยดสยอง เรื่องราวแห่งความเศร้าโศก ยังดังระงมไปอย่างนี้ต่อกันจนกระทั่งถึงปีที่ ยี่สิบเจ็ด

ปีนั้นวีรบุรุษก็เกิดขึ้น วีรบุรุษคนนั้นคือธีสซูส (Theseus) ผู้เป็นโอรสของ พระราชา อีจีอุส (Ageus) แห่งเอเธนส์ ได้ขอให้ส่งตัวไปพร้อมกับเหยื่อเคราะห์ร้าย รุ่นใหม่ ที่จะส่งไปสังเวยมิโนธอร์ ธีสซูสประกาศว่าเขาจะต้อง เป็นผู้พิชิตมิโนทอร์ ฆ่ามันให้ได้ และจะกลับมาหาบิดาผู้ชราในเรือที่ติดใบสีขาว แม้ว่าขณะนั้นเขายังคิดหา วิธีฆ่ามันไม่ได้เลยก็ตาม เรื่องของเรื่องก็มาสำเร็จเพราะความรัก อรีแอดนี (Ariadne) ธิดาของ ไมนอสเองที่ตกหลุมรักหนุ่มชาวเอเธนส์ทันทีที่ได้เห็น ขณะที่ยามผลักไส เธสิอุสให้เข้าในเขาวงกต อรีแอดนีก็ยัดด้ายใส่มือเขาไปด้วย ธีสซูสโรยด้ายมาตามทางเดินที่วกวน เขาคอยเงี่ยหูฟังเสียงมิโนทอร์อย่างระมัดระวัง จวบจนกระทั่งมาถึงทางหักเลี้ยวแรก ธีสซูสได้ยินเสียงฝีเท้าคน พร้อมกับเสียงหายใจฟืดฟาดของวัวที่พุ่งเข้าหาด้วย ความรวดเร็ว แทนที่จะได้ลิ้มรสเนื้อหวานนุ่มของหนุ่มสาวเหมือนเช่นเคย มิโนทอร์กลับเจอกับนักรบที่แคล่วคล่องว่องไว ธีสซูสสามารถกระโดดหลบหลีก การจู่โจมของมิโนทอร์ ได้ทุกครั้ง พอสบโอกาสเขาก็คว้า จับเขาของมิโนทอร์ไว้ และใช้กำลังเข้ายันจนมันตกเป็นเบี้ยล่าง มิโนทอร์ร้องโหยหวน เสียงการต่อสู้ก็ดังออกไปถึงนอกเขาวงกต ไม่ช้าผู้คนก็ได้ยินเสียง ธีสซูสซึ่งจับเขาสองข้างของ!ร้ายไว้ได้มั่น และออกแรงบิดอย่าง ฉับพลัน ทำให้คอมิโนทอร์หักสะบั้น วัวดุในร่างมนุษย์ที่ดุร้าย น่าสะพรึงกลัวของครีตก็สิ้นชื่อในบัดดล ธีสซุสคลำทางตามเส้นด้าย จนออกมาข้างนอกเขาวงกต เรื่องราวร้ายๆน่าจะจบลง แต่ไม่ใช่ด้วยดีทั้งหมด แม้ว่าธีสซูสจะได้เดินทางกลับบ้านไป พร้อมกับ อรีแอดนี ก็อาจจะเป็นเพราะเขาไม่ได้มีใจกับนางเลยก็ได้ ธีสซูสจึงทรยศ รักกับเจ้าหญิงน้อยซึ่งช่วยเหลือเขา ขณะที่เธอเผลอ หลับเมื่อคราวขึ้นพักบนเกาะแนคซอส (Naxos) ซึ่งเป็นเกาะ ระหว่าง ครีตกับเอเธนส์ ธีสซูสก็ทิ้งเธอไว้ที่นั่นและรีบแล่นเรือหนีไปทันที ทำให้เขาลืมสัญญา ที่เคยให้ไว้กับบิดาผู้ชรา ลืมเปลี่ยนใบเรือจากดำเป็นขาว อีจีอุสซึ่งเฝ้ารออยู่บนหน้าผา เมืองเอเธนส์ทุกวัน แลเห็นเรือใบสีดำแล่นเข้ามาแต่ไกล ก็เข้าใจว่าธีสซูสลูกรักสิ้นชีวิตเสียแล้วราชาผู้ชรา หัวใจแตกสลาย ไม่สมารถทนทานต่อความผิดหวังได้ซ้ำอีก จึงกระโดดลงจากผาเพื่อจะฆ่าตัวตายตามลูกรัก ::

Modified on: 14-06-2008, 15:16:19

24. ome501 (0)
Mail to ome501


    14-06-2008, 15:26:10   [Edit message]   [ ระวังโจรหลอกขายโปร/สิ่งของ แลกกับเลขบัตรทรูมันนี่ ต้องขอเบอร์บ้านทุกครั้ง! ]
เดี๊ยวๆๆๆๆๆๆ ท่าน

ขอถามข้อหนึ่ง

1. ใครเป็น ฟาโรห์ องค์แรกของเมือง อเดร็กซานดร้า บอกทีด้วยเด้อ รู้สึกว่ามันมี ตำนานอิยิปต์และกรีกผสมอยู่นะเรื่องนี้ ก็เลยอยากรู้ ขอเดา ใช่อเด็กซานเดอร์มหาราชหรือเปล่า(ผมเดาน่ะ)

25. stepwhite (0)
Mail to stepwhite


    14-06-2008, 15:35:39   [Edit message]   [ ระวังโจรหลอกขายโปร/สิ่งของ แลกกับเลขบัตรทรูมันนี่ ต้องขอเบอร์บ้านทุกครั้ง! ]
เซอร์เบอรัส หรือ เคอร์เบอรอส (อังกฤษ: Cerberus ; กรีก: Κέρϐερος (Kerberos) แปลว่า ปีศาจในหลุม) เป็น!ในเทพปกรณัมกรีก มีรูปร่างเป็นสุนัขสีดำใหญ่โตพ่วงพี มี 3 หัว ปลายสุดของหางเป็นงู (บางตำนานว่าเป็นหางมังกร) เซอร์เบอรัสมีหน้าที่เฝ้าทางลงสู่นรกที่หน้าประตูทางเข้า ตรุทาร์ทะรัส

เซอร์เบอรัสเป็นผู้รับใช้ที่ซื่อสัตย์ของฮาเดส (Hades) มันจะยอมให้วิญญาณของคนทุกคนเข้าประตู แต่จะไม่ยอมให้กลับออกมาเป็นอันขาด เมื่อไปถึงประตูนี้ วิญญาณแต่ละดวงจะถูกพาไปรับคำพิพากษาของ สามเทพสุภาคือ ราดาแมนทีส ,ไมนอส และ ไออาคอส. วิญญาณที่ชั่วร้ายจะถูกพิพากษาให้ต้องทนทุกข์ทรมานอยู่ในตรุทาร์ทะรัสไปชั่วกัลป์ ส่วนวิญญาณที่ดีจะได้รับคำพิพากษาให้พาไปอยู่ยัง ทุ่งอีลิเซียน แดนสุขาวดีของกรีก

นอกจากนี้ เซอร์เบอรัสยังเป็นภาระกิจที่ 12 ของเฮอร์คิวลิสอีกด้วย เรื่องราวก็เนื่องจาก เทพีเฮร่ากลั่นแกล้งให้เฮอร์คิวสิสวิกลจริต และทำความผิดหลาย อย่าง เช่น ฆ่าทายาทของตัวเอง, เฮอร์คิวลิสจึงต้องรับโทษ โดยให้อยู่ใต้อำนาจของกษัตริย์ที่อ่อนแอ เป็นเวลาถึง 12 ปี และต้องทำภาระกิจ 12 ประการให้เสร็จสมบูรณ์ จึงจะพ้นโทษ ภารกิจ 12 ประการนั้น ส่วนใหญ่จะเกี่ยวข้องกับการพิชิตปีศาจ หรือไม่ก็สยบ!อิทธิฤทธิ์ต่าง ๆ การจับเซอร์เบอรัสมาให้กษัตริย์ของเขาก็เป็นหนึ่งในภาระกิจด้วย และเฮอร์คิวลิสก็สามารถจับเซอร์เบอรัสได้ด้วยพลังอันมหาศาลของเขา นอกจากเฮอร์คิวลิสแล้ว ออร์เฟียสเคยใช้เสียงเพลงสะกดเซอร์เบอรัสให้เชื่องขณะเข้าไปในยมโลกเพื่อคืนชีพให้คนรัก ในตำนานของโรมัน ไซคีได้ทำให้เซอร์เบอรัสหลับด้วยเค้กน้ำผึ้งใส่ยานอนหลับ
แม่ของเซอร์เบอรัสเป็นอสุรกายชื่อ อีคิดน่า (กรีก: Echidna) เป็นพี่น้องของพวกกอร์กอนส์ทั้งสาม อีคิดน่ารูปร่างหน้าตาสวยงามเฉพาะท่อนบน แต่ท่อนล่างลงมาเป็นงูยักษ์มหึมา และได้มามีสัมพันธ์กับอสุรกายอีกตนหนึ่งคือ ไทฟอน (Typhon) ซึ่งลูกๆของไทฟอนและอีคิดน่าล้วนแต่เป็น!ประหลาดดุร้าย นอกจากเซอร์เบอรัสแล้วก็คือ ไฮดรา, ออทรัส, สิงโตเนเมีย, ไคเมร่า และ สฟิงซ์ แต่นอกจากเซอร์เบอรัสซึ่งได้เป็น!เลี้ยงของฮาเดสแล้ว พี่น้องทั้งหมดของเซอร์เบอรัสก็ถูกวีรบุรุษในตำนานกรีกสังหารเสียสิ้น

ในนิยายและวีดิโอเกม ดิจิตัลเดวิล โมโนกาตาริ: เมกามิเทนเซย์ เซอร์เบอรัสเป็นปิศาจที่อาเคมิ นาคาจิมะ ตัวเอกของเรื่องเรียกมาช่วยในการต่อสู้กับโลกิ และในเกมภาคต่อ ๆ มามักมีเซอร์เบรัสเป็นผู้ช่วยสำคัญเสมอ รูปแบบของเซอร์เบอรัสในเมกามิเทนเซย์ นอกจากที่เป็นสุนัขสามหัวแล้วบางครั้งยังปรากฏตัวเป็นสิงโตสีขาวที่มีหางเรียวยาวเป็นปล้อง[1] ในเซนต์เซย่า เซอร์เบรัสเป็นสุนัขเฝ้านรกขุมที่ 2 ที่มี สฟิงซ์ ฟาโรห์ เป็นผู้ดูแล เซอร์เบรัสมีหน้าที่กัดกินคนตายเป็นการลงโทษ เมื่อเซอร์เบรัสได้พยายามกินเพกาซัส เซย่า แต่กินไม่ลงเพราะเซย่ายังไม่ตาย และถูกปราบด้วยโซ่ของอันโดรเมด้า ชุน

26. stepwhite (0)
Mail to stepwhite


    14-06-2008, 15:41:56   [Edit message]   [ ระวังโจรหลอกขายโปร/สิ่งของ แลกกับเลขบัตรทรูมันนี่ ต้องขอเบอร์บ้านทุกครั้ง! ]
อันนี้ผมก็ไม่แน่ใจนะครับ แหล่งข่าวมันมาจากหลายๆที่อ่ะคับ บางคนก็ว่าไม่มีระบุเอาไว้ บางแหล่งข่าวก็ว่า ฟาโรห์ลาสเลสที่1 ไม่แน่ใจเหมือนกันอ่ะครับ- - ::

Modified on: 14-06-2008, 15:53:01

27. stepwhite (0)
Mail to stepwhite


    14-06-2008, 16:12:27   [Edit message]   [ ระวังโจรหลอกขายโปร/สิ่งของ แลกกับเลขบัตรทรูมันนี่ ต้องขอเบอร์บ้านทุกครั้ง! ]
คิวปิด (Cupid) หรือ อีรอส (Eros) ถือเป็นเทพเจ้าแห่งความรักของโรมัน นิยมเรียกในภาษาไทยว่า "กามเทพ" มักวาดภาพเป็นเด็กชายตัวจ้ำม่ำ เปลือย มีกระบอกศรอยู่ข้างหลัง ในมือถือคันศร หรือกำลังน้าวศร

ตำนานเล่าความเป็นมาของเทพเจ้าองค์นี้ต่างๆ กันไป คิเคโร (Cicero) ได้เล่าไว้ 3 ทางด้วยกัน ทางหนึ่งว่า เป็นโอรสของเมอร์คิวรี (เฮอร์มีส) และเทพีไดอานา (อาร์ทีมิส) อีกทางหนึ่งว่า โอรสของเมอร์คิวรี และวีนัส (อโฟรไดท์) และอีกทางหนึ่งว่า เป็นโอรสของมาร์ส (เอรีส ตามปกรณัมของกรีก) และวีนัส

สำหรับพลาโตว่าไว้สองทาง ขณะที่ในเธโอโกนีของเฮสิออด ซึ่งเป็น ตำราเทวภูมิศาสตร์ (theoography) ที่เก่าแก่ที่สุดของกรีกโบราณ ระบุว่า คิวปิด ถูกสร้างขึ้นมาพร้อมกับเคออส และโลก

ในตำราเกี่ยวกับเทพเจ้าโบราณโดยทั่วไป ระบุว่ามีคิวปิดสององค์ หรือสองฝ่าย ฝ่ายหนึ่งว่าเป็นโอรสของจูปิเตอร์ (เซอุส) และวีนัส อีกฝ่ายหนึ่งว่าเป็นโอรสของนีกซ์ และเอเรบุส

ในตำนานการกำเนิดของคิวปิดส่วนใหญ่ที่ปรากฏบอกไว้ว่า เทพีวีนัสหรืออโฟรไดท์ ได้ลักลอบเป็นชู้กับเทพสงครามเอรีส (เนื่องจากฝ่ายหญิงได้สมรสแล้วกับเฮเฟสทัส เทพแห่งการช่าง แต่เทพีวีนัสไม่พอใจ เพราะเทพสวามีเอาแต่ขลุกตัวอยู่กับงานของตน อีกอย่าง พระนางก็พอใจเทพเอรีสมาแต่แรก แต่ที่ได้แต่งงานกับเทพเฮเฟสทัสเพราะเทพซีอุสยกพระนางให้เป็นรางวัลแก่เทพเฮเฟสทัส)จนกระทั่งมีโอรส ให้นามว่า คิวปิด หรือ อีรอส กล่าวกันว่า คิวปิดติดแม่มาก และเชื่อฟังแม่ทุกอย่าง เห็นเทพีวีนัสที่ใดก็ต้องมีโอรสคู่ใจอยู่ด้วยเสมอ แต่เวลาก็ล่วงเลยมานาน กามเทพที่สมควรจะเติบโตเป็นหนุ่มกลับไม่ยอมเติบโตขึ้นตามกาลเวลา เทพีผู้เป็นมารดาหนักใจมากจึงไปปรึกษาเทวีธีมิสแห่งความยุติธรรม พระนางจึงได้คำตอบว่าที่เป็นเช่นนี้เพราะคิวปิดเหงา ไม่มีเพื่อนเล่น หากคิวปิดมีน้อง กามเทพน้อยก็จะเติบโตเอง ไม่นานจากนั้น เทพีอโฟรไดท์ก็มีโอรสอีกองค์กับเทพเอรีส ให้นามว่า แอนตีรอส (เทพแห่งการรักตอบ) คิวปิดจึงเติบโตขึ้นตามเวลา แต่เหล่าศิลปินยังคงปั้นคิวปิดเป็นเด็กอยู่เช่นนั้นเอง





[แก้] ความรักของคิวปิด
ความรักครั้งแรกและครั้งเดียวของกามเทพหนุ่มเริ่มขึ้นด้วยความริษยาของเทพีผู้เป็นมารดา เทพีวีนัสนั่นเอง

ครั้งหนึ่งในยุคกรีกโบราณ พระราชากรีกพระองค์หนึ่งมีพระธิดาทั้งหมดสามองค์ พระธิดาองค์พี่ทั้งสองมีความงดงามสะคราญยิ่งนัก แต่ทว่าความงามใดเลยจะมาสู้ธิดาองค์เล็กที่มีนามว่า ไซคี (Psyche)ได้ พระบิดาพระมารดารวมทั้งผู้คนทั่วนครต่างพากันชื่นชมความงดงามของไซคี จนพระพี่นางทั้งสองต่างพากันอิจฉาริษยาไซคีในใจ

แต่ความงามเหนือใครของไซคีนี่เอง ทำให้เรื่องร้ายมาถึงตัว เพราะเทพีวีนัส เทพีแห่งความงามเกิดความริษยาเจ้าหญิงชาวมนุษย์ขึ้นมาจับใจ เพราะพระนางคิดว่าตนคือผู้มีความงามยิ่งกว่าใครมาตลอด แต่ตอนนี้ ชาวเมืองกลับยกย่องไซคีจนล้ำเส้นตำแหน่งพระนาง ของบวงสรวงให้แก่เทพีวีนัสก็ไม่มีเพราะผู้คนต่างไปชมโฉมเจ้าหญิงไซคีกันหมด เทพีวีนัสจึงคิดแผนการร้ายแรงเพื่อทำลายไซคีขึ้นมา เพื่อไม่ให้ผู้ใดใฝ่ฝันถึงนางอีก โดยที่พระนางได้สั่งให้คิวปิดผู้เป็นโอรสแผลงศรความรักให้ไซคีตกหลุมรักชายผู้มีนิสัยชั่วช้าที่สุดในแผ่นดินสักคน หรือบางตำนานก็กล่าวว่า ให้นางหลงรักอสุรกายน่ารังเกียจ แต่จุดหมายก็เพื่อให้เจ้าหญิงไซคีต้องทนทุกข์ทรมาณอย่างสาหัสสมใจพระนาง

แม้จะไม่อยาก แต่คิวปิดก็กลัวแม่และเชื่อฟังมามาตั้งแต่ต้น กามเทพหนุ่มจึงจำยอมทำตามแผนการของเทพีวีนัสอย่างช่วยไม่ได้ คิวปิดบินเข้าในที่ประทับของไซคีเมื่อนางหลับ และเตรียมพร้อมจะยิงลูกศรรักในมือใส่นางตามแผนการ แต่ทว่าด้วยความงดงามของไซคีทำให้คิวปิดถึงกับตะลึงค้างชมโฉมนางอยู่พักใหญ่ และเมื่อไซคีพลิกตัว กามเทพหนุ่มก็สะดุ้งตกใจจนศรรักในมือปักเข้าถูกร่างกายตนเอง ทำให้เป็น คิวปิด ที่หลงรักไซคีจนถอนตัวไม่ขึ้น

คิวปิดต้องพบกับสภาพกลืนไม่เข้าคายไม่ออก เพราะอีกฝ่ายหนึ่งก็คือมารดาที่เคารพรักอย่างสูง แต่อีกฝ่ายก็คือหญิงที่รักสุดหัวใจ สุดท้ายกามเทพหนุ่มจึงขอความช่วยเหลือลับๆจากเทพเจ้าองค์อื่นๆ ในการอยู่กินกับไซคีโดยไม่ให้เทพีวีนัสรู้

แผนการขั้นที่หนึ่งของคิวปิดเริ่มขึ้น ด้วยการขัดขวางไม่ให้มีใครมาสู่ขอไซคี เวลาผ่านพ้นไปนาน พระพี่นางทั้งสองได้แต่งงานออกจากเมืองไป เหลือแต่ไซคีที่ยังเปล่าเปลี่ยวไม่มีใครมาสู่ขอ เพราะต่างก็คิดกันว่านางสูงเกินกว่าจะเอื้อมถึง พระบิดาของไซคีจึงบวงสรวงขอคำทำนายจากวิหารเดลฟีของเทพอพอลโล เพื่อหาคำตอบว่าเนื้อคู่ของไซคีเป็นใคร

แต่คำทำนายที่ได้มากลับทำให้ผู้คนทั่วนครตระหนกอย่างมาก เพราะมันได้กล่าวว่า เนื้อคู่ของไซคีเป็นอสุรกายที่น่าเกลียดน่ากลัวที่ไร้เทียมทานไม่มีผู้ปราบได้ ซึ่งตอนนี้กำลังรอคอยนางอยู่บนยอดเขา และห้ามไม่ให้นางมองดูสามีเป็นอันขาด ทุกคนต่างเศร้าสลดโดยเฉพาะเจ้าหญิงไซคี แต่นางก็ทำใจกับโชคชะตา ชาวเมืองและพระบิดาพระมารดาจัดขบวนส่งเจ้าสาวไปยังหน้าผาด้วยความโศกเศร้า ก่อนจะทิ้งเจ้าหญิงไว้เพียงคนเดียวบนยอดเขา

ไซคียืนอยู่บนหน้าผาด้วยความตระหนกเพื่อรอคอยการมารับของว่าที่สวามี ทันใดนั้น เทพลมเซฟิโรส ซึ่งเป็นลมตะวันออกก็ปรากฏตัวขึ้น และได้บรรจงพัดพาไซคีไปยังยอดขุนเขา ซึ่งมีตำหนักงดงามตั้งอยู่พร้อมกับสาธารณูปโภคครบครัน สวยงามเกินกว่าจะเป็นที่อยู่ของอสุรกายดังคำทำนาย ไซคีใช้ชีวิตอยู่ในตำหนักเพียงคนเดียวจนกระทั่งฟ้ามืด คิวปิดก็มาอยู่กับไซคีตามแบบสามีภรรยา ซึ่งพอแผนการสำเร็จ คิวปิดก็โกหกเทพีวีนัสว่าไซคีพบกับความวินาศตามที่พระนางตั้งใจไว้แล้ว

ทุกคนต่างมีความสุขกับสิ่งที่เกิดขึ้น จนกระทั่งความสงสัยในใจของไซคีเกิดทับถมจนยากจะเก็บ เพราะคิวปิดนั้นมาอยู่กับไซคีในเวลากลางคืนซึ่งมืดมิดมองอะไรไม่เห็น และรีบกลับไปเมื่อฟ้าใกล้สว่าง อีกทั้งความรู้สึกของนางบ่งบอกได้ว่าสวามีไม่ใช่อสุรกายน่าเกลียด ไซคีจึงขอดูใบหน้าที่แท้จริงของคิวปิด แต่กามเทพหนุ่มปฏิเสธ เพราะถ้าความลับแตก ไซคีก็จะเป็นอันตราย จึงขอให้นางสัญญาว่าจะไม่ดูรูปโฉมของเขา เพราะไม่เช่นนั้นเราคงจะไม่มีวันได้พบกันอีก ไซคีจึงให้สัญญา และใช้ชีวิตสามีภรรยากับคิวปิดในความมืดของเวลากลางคืนต่อมา

กระทั่งไซคีมีความต้องการอยากพบพี่สาวทั้งสองเป็นกำลัง คิวปิดอยากจะปฏิเสธแต่ก็เห็นแก่ภรรยา จึงสั่งให้เทพลมเซฟิโรสไปรับพระพี่นางของไซคีมาที่ตำหนัก พี่สาวทั้งสองฉงนกับเรื่องที่เกิดขึ้นมากเพราะคิดว่าน้องสาวตนคงต้องทรมาณกับการมีสามีอัปลักษณ์ แต่ทุกอย่างกลับตาลปัตรไปหมด พี่สาวทั้งสองซักถามถึงรูปร่างลักษณะของสามี แต่ไซคีตอบไม่ได้เพราะไม่เคยได้เห็นหน้าคิวปิด พี่สาวทั้งสองจึงยุให้ไซคีแอบดูโฉมหน้าของสามี และให้มีดแก่นางเพราะถ้าเป็นอสุรกายจริงๆจะได้ฆ่าทิ้งเสีย

ตกดึก คิวปิดก็มาอยู่กับไซคีดังเช่นเคย เมื่อคิวปิดหลับไปแล้ว ไซคีจึงลุกขึ้นจุดตะเกียงส่องดูหน้าสามี ภาพที่ปรากฏคือเทพบุตรหนุ่มรูปงามที่มีปีกขาวสะอาดซึ่งหล่อเหลาคมคายมากกว่าชายใดที่ไซคีเคยรู้จัก นางชมโฉมคิวปิดเพลิน น้ำมันตะเกียงร้อนๆหดรดคิวปิดจนเขาสะดุ้งตื่น คิวปิดโกรธไซคีมากที่ผิดสัญญา จึงได้หนีจากไซคีไป เมื่อไซคีรู้สึกตัวอีกทีก็พบว่านางกลับมาที่วังของตน หาใช่ตำหนักแสนสุขที่ได้อยู่ร่วมกับสามีอีกต่อไป

ไซคีเสียใจมากกับเรื่องที่เกิดขึ้น นางพร่ำโทษตัวเองที่ผิดคำสัญญา นางจึงตัดสินใจละทิ้งบ้านเกิดเมืองนอนเพื่อติดตามหาคิวปิด ซึ่งยากลำบากมากสำหรับผู้หญิงอ่อนบางแถมยังได้รับการเลี้ยงดูแบบเจ้าหญิงอย่างไซคี

แต่พี่สาวทั้งสองของไซคีกลับรู้สึกยินดี พร้อมทั้งไปที่หน้าผาเรียกเทพลมมารับ เพราะคิดว่าคิวปิดอาจจะรับพวกนางเป็นชายาแทนไซคี แต่เพราะเทพลมเซฟิโรสไม่ได้รับคำสั่งให้มา เมื่อพวกนางกระโจนออกจากหน้าผา พวกนางจึงตกเขาตาย

ไซคีซัดเซพเนจรรอนแรมตามหาคิวปิดอย่างยากลำบาก จนพบเข้ากับวิหารเทพีดิมิเทอร์ เทพีเเห่งพืชผล ซึ่งของบูชานั้นวางระเกะระกะไม่มีระเบียบเพราะชาวไร่ต่างเหนื่อยล้าจากการทำงาน ไซคีจึงจัดระเบียบของเซ่นสรวงจนเรียบร้อย เทพีดิมิเทอร์พอใจมาก จึงบอกให้ไซคีไปที่วิหารของเทพีวีนัสเพื่อขออภัยโทษ

แต่เทพีวีนัสมีความริษยาแรง จึงหาทางกลั่นแกล้งไซคีต่างๆนานาๆ โดยให้ไซคีแยกเมล็ดข้าว ข้าวบาร์เล่ย์ ข้าวโพด ถั่ว และธัญญาหารชนิดต่างๆ ที่ปะปนอยู่ในฉางแยกออกมาให้เสร็จก่อนค่ำเพื่อให้นกพิราบของพระนางกิน ไซคีถึงกับท้อแท้ใจเพราะนางเป็นแค่หญิงมนุษย์ธรรมดา ไม่มีทางจะทำสิ่งที่เกินความสามารถเช่นนี้ได้แน่นอน

ในขณะเดียวกัน คิวปิดที่คอยเฝ้ามองดูแลไซคีอยู่ห่างๆ ตลอดเวลาก็ส่งมดฝูงใหญ่มาช่วยงานไซคี โดยมดทั้งหมดต่างแยกธัญญาหารอย่างเรียบร้อย และรีบกลับไปก่อนค่ำ

เทพีวีนัสกริ้วมากเพราะรู้ว่าไซคีไม่ได้ทำเอง และคนที่ช่วยเหลือนางก็คือโอรสของพระนางนั่นเอง จึงสั่งให้ไซคีไปเก็บขนแกะทองคำมาให้พระนาง ซึ่งแกะขนทองฝูงนั้นโหดร้ายมาก แต่เทพประจำแม่น้ำก็ช่วยเหลือไซคี บอกเคล็ดลับต่างๆ จนไซคีทำภารกิจที่สองสำเร็จ

เมื่อผู้เป็นสะใภ้สำเร็จภารกิจประทุษร้ายมาได้ทั้งสองครั้ง ทำให้เทพีวีนัสคิดแผนการร้ายกาจที่สุดขึ้นมาได้ โดยรับสั่งให้ไซคีนำผอบไปขอเครื่องประทินโฉมจากเทพีเพอร์เซโฟนี่ มเหสีของเทพเฮดีสแห่งยมโลกมาถวายพระนาง ซึ่งหมายถึงการส่งไซคีไปตายนั่นเอง

ไซคีท้อถอยหมดกำลังใจอย่างมากเมื่อรู้ความหมายของเทพีวีนัส นางจึงคิดว่า ดีเหมือนกัน ในเมื่อสามีไม่เหลียวมองตนอีกต่อไปแล้ว ก็ไม่มีประโยชน์อันใดที่จะมีชีวิตอยู่อีกต่อไป ดังนั้น เจ้าหญิงไซคีจึงขึ้นไปยังยอดผาเตรียมตัวกระโดดฆ่าตัวตายไปสู่ยมโลกในทางลัด

แต่ยังไม่ทันที่ไซคีจะทำตามความตั้งใจ คิวปิดที่เฝ้ามองนางอยู่จึงเอ่ยปลอบประโลมนางอย่างอ่อนโยนด้วยความรักและสงสาร ทว่าทิฐิก็ยังทำให้กามเทพไม่ยอมปรากฏกายให้ไซคีเห็น ไซคีได้ยินเสียงปลอบใจปริศนานั้นก็ทำให้มีกำลังใจสู้ต่อ คิวปิดบอกวิธีต่างๆ ในการไปนรกอย่างปลอดภัยให้กับไซคี พร้อมกับย้ำเตือนนางไม่ให้นางเปิดผอบเครื่องประทินโฉมนั้นเป็นอันขาด

ไซคีทำตามที่คิวปิดบอกทุกประการยกเว้นประการสุดท้าย ด้วยความสงสัยอันเป็นพื้นฐานจิตใจมนุษย์ทำให้ไซคีเปิดผอบขึ้นดู ทันใดนั้นควันประหลาดก็พวยพุ่งใส่ไซคี ทำให้นางสลบแน่นิ่งลงไปทันที เพราะแท้จริงแล้วสิ่งในผอบคือ มนตร์แห่งการหลับใหล นั่นเอง

คิวปิดที่รอคอยไซคีอยู่ปากถ้ำยมโลกเห็นไซคีตกอยู่ในอันตรายเช่นนั้นก็รีบเข้ามาหาชายา พร้อมกับรวบรวมมนตร์เก็บในผอบและปลุกไซคีให้ฟื้นขึ้นมา

ไซคีดีใจมากเมื่อได้สวามีอีกครั้งหนึ่ง แต่คิวปิดก็ติเตียนนางเกี่ยวกับความอยากรู้อยากเห็นที่เป็นโทษแก่นางมาหลายครั้งแล้ว ไซคีกล่าวขอโทษ คิวปิดจึงบอกว่านางควรไปทำภารกิจที่ได้รับมาให้สำเร็จเสียก่อน

จากนั้นคิวปิดก็ขึ้นไปบนเขาโอลิมปัส ขอร้องแก่ทวยเทพทุกองค์ให้ช่วยเหลือ โดยเทพซีอุสขอให้เทพีวีนัสเลิกจงเกลียดไซคี และได้ประทานน้ำอมฤตแก่ไซคี เพื่อให้นางกลายสภาพเป็นเทพีอีกองค์หนึ่ง

ท้ายสุด ไซคีและคิวปิดก็มีธิดาด้วยกันหนึ่งองค์คือ เดลิซิโอ (Delicio - รากศัพท์ของคำว่า Delicious) ทั้งสองได้ครองค่อยู่ด้วยกันตราบนานเท่านานและไม่พลัดพรากจากกันอีกต่อไป

::

Modified on: 14-06-2008, 16:12:41

28. stepwhite (0)
Mail to stepwhite


    14-06-2008, 16:38:08   [Edit message]   [ ระวังโจรหลอกขายโปร/สิ่งของ แลกกับเลขบัตรทรูมันนี่ ต้องขอเบอร์บ้านทุกครั้ง! ]
ตอนนี้ตำนานเทพเจ้าหยุดไว้ก่อนหุหุ ลองมาเป็นตำนานลึกลับดูบ้าง^^

บิ๊กฟุต (Bigfoot) หรือชื่อที่แปลตรงตัวว่า "นายตีนโต" เป็น!ลึกลับที่เชื่อว่ามีรูปร่างคล้ายมนุษย์ พบในสหรัฐอเมริกา และทวีปอเมริกาเหนือ โดยชื่อที่เรียกมีที่จากรอยเท้าที่มีลักษณะคล้ายมนุษย์แต่ใหญ่โตกว่ามาก โดยที่ในแคนาดาเรียก "ซาสควาทช์" (Sasquatch) และมี!ลักษณะคล้ายเคียงกันพบที่เทือกเขาหิมาลัยในเนปาล เรียกเป็นภาษาพื้นเมืองว่า "เยติ" (Yeti) หรือ มนุษย์หิมะ ที่ออสเตรเลียก็มี!ลักษณะคล้ายคลึงกันนี้ เรียกว่า "โยวี่" (Yowie) เป็นต้น

!ชนิดนี้มีผู้กล่าวอ้างว่าพบเห็นมากมาย ทั่วทุกมุมโลกดังที่ได้กล่าวมา มีลักษณะรูปร่างใหญ่โต ขนสีน้ำตาล มีรูปร่างและการเคลื่อนไหวคล้ายมนุษย์ มีน้ำหนักมาก แต่มีความว่องไวรวดเร็ว เมื่อพบปะกับมนุษย์ก็จะหลบหนีไปอย่างว่องไว เรื่องราวของบิ๊กฟุต นี้ มีทั้งผู้ที่เชื่อและผู้ที่ไม่เชื่อ ผู้ที่เชื่อ สันนิษฐานว่า บิ๊กฟุตเป็นมนุษย์โบราณที่เรียกว่า นีแอนเทอร์ดัล ที่ยังหลงเหลือมาจนปัจจุบัน สำหรับผู้ที่ไม่เชื่อ ก็เชื่อว่าเป็นการสร้างเรื่องขึ้นมานั่นเอง


แต่สำหรับเยติ หรือมนุษย์หิมะแล้ว มีผู้พบทั้งซาก หนังหัว และรอยเท้า อีกทั้งยังเป็นเรื่องเล่าหรือนิทานที่เล่าสืบต่อกันมาของชาวเชอร์ปา หรือชาวพื้นเมืองเทือกเขาหิมาลัยด้วย ซึ่งบางคนเคยบอกว่า พบเห็น

http://www.youtube.com/watch?v=EWWV_W4vbrc รูปเคลื่อนไหวของบิ๊กฟุตหรือนายตีนโต

29. stepwhite (0)
Mail to stepwhite


    14-06-2008, 16:43:31   [Edit message]   [ ระวังโจรหลอกขายโปร/สิ่งของ แลกกับเลขบัตรทรูมันนี่ ต้องขอเบอร์บ้านทุกครั้ง! ]
แร็กนาร็อก คือชื่อสงครามอวสานโลกใน ตำนานเทพเจ้าสแกนดิเนเวีย อันเนื่องจากการสู้รบระหว่างฝ่ายเทพเจ้า เรียกว่า แอซิร์ (Æsir) ซึ่งนำโดย โอดิน (Odin) กับฝ่ายอสูร เรียกว่า โยตุนส์ (Jotuns) ซึ่งนำโดย โลกิ (Loki)

สงครามครั้งนี้ไม่เพียงนำมาซึ่งการสิ้นชีพทั้งฝ่ายเทพเจ้าและฝ่ายปีศาจ แต่ยังเป็นสงครามครั้งสุดท้ายที่ทำลายล้างทุกสรรพสิ่งในจักรวาลจนสูญสิ้น หลงเหลือเพียง เทพเจ้า บางองค์ และมนุษย์ ที่จะร่วมกันสร้างโลกใหม่


ประเด็นที่น่าสนใจในตำนานแร็กนาร็อกคือเหล่าเทพเจ้าได้ล่วงรู้ถึงผลที่จะเกิดขึ้นจากสงครามก่อนแล้วผ่านคำทำนายว่าจะเกิดเหตุการณ์ อะไรขึ้นเมื่อไร ใครจะต่อสู้กับใคร และใครจะถูกใครสังหาร แม้กระนั้นฝ่ายเทพก็ไม่มีอำนาจเพียงพอจะป้องกันไม่ให้เกิดสงครามครั้งนี้ขึ้นได้ อย่างไรก็ตามฝ่ายเทพก็ได้ต่อสู้ เผชิญหน้าต่อชะตากรรมของตนอย่างกล้าหาญ

ในสังคมของนักรบชาวไวกิ้งการตายในสงครามเป็นวีรกรรมอันน่ายกย่องประการหนึ่ง โดยวิญญาณของนักรบผู้พลีชีพในการศึกจะถูกอัญเชิญไปยังหอแห่งความปีติหรือวัลฮัลลา Valhalla เพื่อพบกับเทพเจ้าผู้ยิ่งใหญ่ที่สุด คือ โอดิน ผู้ซึ่งแม้แต่ตัวพระองค์เองก็มิได้เป็นนิจนิรันดร์ จักต้องพ่ายแพ้ต่อสุนัขป่า Fenrir และม้วยมอดไปในการศึกแห่งแร็กนาร็อกในที่สุด

คำทำนายของ วอลวา Völva (คนทรงผู้หญิง) เกี่ยวกับประวัติศาสตร์และชะตากรรมของทวยเทพนับตั้งแต่จุดเริ่มต้นของเวลาจนถึงยุคของแร็กนาร็อก ได้ถูกเล่าขานสืบทอดเป็นบทกวีตำนานมาตั้งแต่ช่วง 1000 ปี ก่อนคริสตกาล


คำว่า แร็กนาร็อก (Ragnarok) มาจากภาษา สแกนดิเนเวียนโบราณ จากคำว่า Ragnarök ซึ่งประกอบไปด้วยคำว่า แร็กนา (ragna) ซึ่งแปลว่า พระเจ้า หรือ พลังอำนาจในการควบคุม และ คำว่า ร็อก (rök) แปลว่า โชคชะตา

30. stepwhite (0)
Mail to stepwhite


    14-06-2008, 16:50:45   [Edit message]   [ ระวังโจรหลอกขายโปร/สิ่งของ แลกกับเลขบัตรทรูมันนี่ ต้องขอเบอร์บ้านทุกครั้ง! ]
โอดิน เทพเจ้าสูงสุดของยุโรปเหนือ เทพเจ้าแห่งสายฟ้าซึ่งมีหอกกุงกุนีลเป็นอาวุธ เมื่อได้รับคำทำนายเกี่ยวกับ แร็กนารอก และรู้ว่าไม่สามารถหยุดยั้งได้ จึงทำทุกวิถีทางเพื่อให้ฝ่ายตนได้รับชัยชนะ โดยการเดินทางไปยังสถานที่ต่างๆมากมายเพื่อหาความรู้ ซึ่งเป็นการสะท้อนให้เห็นว่าสำหรับชาวไวกิ้งแล้วความรู้ถือเป็นพลังที่ยิ่งใหญ่และสำคัญเพียงใด โอดินถึงกับยอมแลกดวงตาข้างหนึ่งเพื่อแลกกับการได้ดื่มน้ำพุแห่งความรู้ ซึ่งทำให้โอดินมีอำนาจพิเศษรวมถึงสามารถอ่านอักขระรูนที่ไม่มีผู้อื่นอ่านได้ พาหนะของโอดินเป็นม้าชื่อสเลปไนร์ซึ่งตำนานกล่าวว่ายามวิ่งจะเร็วมากจนดูเหมือนมีแปดขาและสามารถวิ่งไปได้ทั้งบนสวรรค์ โลกและมหาสมุทร โอดินตระเวนไปพบกับเหล่าผู้ทำนายและคนแคระห์ ผูกมิตรกับเหล่าวานิร์ ในคำทำนาย โอดินจะถูกกลืนกินโดยหมาป่าเฟนริล์ (Fenrir)

ข้อความเพิ่มเติม

เทพโอดิน ถือเป็นเทพผู้สร้างโลก เทพสูงสุดตามความเชื่อของศาสนา อาซาทรู อันเป็นศาสนาโบราณที่เคยนับถือของชนในแถบสแกนดิเนเวีย (ชนเหล่านี้ถูกเรียกรวมๆว่าคนเหนือ หรือ นอร์ส Norse ) โดยหลักศาสนาเน้นที่สัจธรรมคล้ายๆศาสนาพุทธ คือความไม่จีรัง ดังนั้น ผู้ที่นับถือศาสนานี้จึงยึดมั่นในสิ่งที่ควรทำ ใฝ่หาความรู้ ยึดมั่นในสัจจะ ช่วยเหลือผู้อื่น และออกผจญภัยเพื่อใช้ชีวิตให้คุ้มค่า รบอย่างกล้าหาญเพื่อให้ได้ตายอย่างมีเกียรติในสนามรบ ให้ลูกหลานนำเรื่องราวของตนไปเล่าขานในฐานะวีรบุรุษ และเพื่อให้ดวงวิญญาณได้รับเลือกให้เข้าร่วมกับกองทัพเทพ ร่วมต่อสู้กับยักษ์ในวันสิ้นโลก ( ไวกิ้งเป็นตัวอย่างหนึ่งของชนที่นับถือศาสนานี้ )

แม้เทพโอดินทรงสร้างโลกแต่พระองค์ก็ไม่สามารถล่วงรู้อนาคตของโลกได้ โดยเฉพาะความลับสูงสุดของจักรวาล การถือกำเนิด ชีวิตหลังความตาย และอนาคตของโลก เพื่อให้ทรงทราบความลับเหล่านี้ จึงทรงทรมาณองค์เองโดยผูกเท้าข้างหนึ่งกับพฤกษาที่เป็นแกนกลางของโลก ( อิ๊กก์ดราซิล )แทงหอกที่สีข้าง ทรมาณอยู่ถึง 9 วัน 9 คืน จนถึงกับสิ้นพระชนม์ แต่แล้วก็ทรงฟื้นคืนขึ้นมาใหม่โดยไม่เจ็บปวด แต่เต็มเปี่ยมไปด้วยปรีชาญาณ ทรงบันทึกสิ่งที่พระองค์ค้นพบในรูปแบบอักษรศักดิ์สิทธิ์ 24 ตัว เรียกว่า รูนส์ ซึ่งต่อมาทรงพระราชทานรูนส์แก่ชาวโลกเพื่อให้ใช้ในฐานะเทพพยากรณ์

ในที่สุด ทรงล่วงรู้อนาคต รู้วันสิ้นโลก รู้ว่าในวันข้างหน้า โลกจะถึงกาลแตกดับ แต่ก่อนจะถึงวันนั้น พระองค์ จะทนุถนอมโลกที่ทรงสร้างอย่างดี เพื่อเมื่อถึงวันโลกาวินาศ จะได้มีเทพและมนุษย์ที่หลงเหลืออยู่ไปสร้างโลกใหม่ที่มีความสุข แต่ยังทรงต้องการความรู้เพิ่มเติม จึงทรงไปที่รากของต้นไม้อี๊กก์ดราซิลเพื่อดื่มน้ำพุวิเศษที่ทำให้กลายเป็นผู้รอบรู้ ที่บ่อน้ำพุนี้มียักษ์ตนหนึ่งเฝ้าอยู่ ชื่อมีเมียร์ หากจะทรงถืออำนาจดื่มน้ำพุเลย ในฐานะจอมเทพ ย่อมทรงกระทำได้ แต่พระองค์ไม่ทำเพราะเห็นว่าเป็นการกระทำของคนโฉด จึงทรงแลกเปลี่ยนดวงตาข้างหนึ่ง เพื่อการได้ดื่มน้ำ ยักษ์ยินยอม แล้วพระองค์ก็ทรงดื่มน้ำนั้นจนหมดบ่อ

แม้จะทรงมีหอกวิเศษกุงเนียร์ อันเป็นหอกที่ไม่เคยพลาดเป้าเป็นอาวุธ แต่กลับไม่ค่อยได้ใช้อาวุธของพระองค์เท่าใดนัก ว่ากันว่าพระองค์จะได้ใช้หอกนี้อย่างแท้จริงก็คือในวันทำสงครามแร็คนาร็อค แต่อย่างใดก็ดี ก็ไม่ช่วยให้พระองค์รอดพ้นจากคมเขี้ยวของพญาสุนัขป่าเฟนเรียร์ได้

ทรงมี!เลี้ยงคืออีกาคู่ และถือเป็นสัญญลักษณ์ของพระองค์ ชื่อ ฮูกีน (ความคิด ) และมูนีน ( ความจำ ) อีกาทั้งสองจะบินไปรอบโลก เพื่อนำข่างคราวของสิ่งที่เกิดขึ้นบนโลกมาแจ้งแก่พระองค์ และทรงเลี้ยงสุนัขป่าขนสีเงินอีกสองตัวคือ เกรี และ เฟรคี สุนัขทั้งสองมักนั่งอยู่แทบพระบาท คอยกินอาหารที่ถูกนำมาถวาย ด้วยพระองค์ไม่โปรดอะไรนอกจากเหล้าน้ำผึ้ง ทรงมีพาหนะคือม้าสเลพเนียร์ ซึ่งมีขาถึง 8 ขา จึงทำให้มันวิ่งเร็วกว่าม้าใดๆ

ทรงมีมเหสีเอกคือเทวีฟริกกา และต่อมาทรงรับเทวีเฟรยาเป็นมเหสีอีกองค์ เทวีฟริกกาทรงเปี่ยมไปด้วยเมตตา ปราศจากความอิจฉาริษยา เทวีเฟรายาจึงเคารพพระนางเป็นอย่างยิ่ง ไม่เคยทำอะไรให้มเหสีเอกต้องขุ่นเคืองพระทัย

สำหรับผู้ที่เป็นนักพยากรณ์โดยไพ่ทาโรต์ จะคุ้นเคยกับใพ่ใบหนึ่งที่เป็นภาพของคนห้อยหัว ผูกขาข้างหนึ่งไว้กับต้นไม้ ไพ่ใบนี้ชื่อ Hang Man เชื่อกันว่ามีที่มาจากตำนานของเทพโอดินนั่นเอง ดังนั้นไพ่ใบนี้ จึงมีความหมายของการพยากรณ์ การหยุดนิ่งก่อนที่จะเกิดการเปลี่ยนแปลง การอดทนเพื่อให้ได้มาซึ่งความรู้ การรอคอยโอกาสที่ยังมาไม่ถึง

ปัจจุบันศาสนาอาซาทรู หรือโอดินนิสม์ ได้รับการฟื้นฟูขึ้นมาใหม่ นับเป็นความพ่ายแพ้ของคริสต์ศาสนาที่เคยขุดรากถอนโคนศาสนานี้จากยุโรปจนถึงกับเข่นฆ่าผู้นับถือ เผาทำลายศาสนาสถาน อย่างไรก็ดี ศาสนาทุกศาสนาย่อมสอนให้ทุกคนเป็นคนดี รอยด่างในประวัติศาสตร์ เกิดจากคนที่นับถือศาสนา ไม่ใช่เป็นเพราะตัวศาสนาเอง


31. stepwhite (0)
Mail to stepwhite


    14-06-2008, 16:53:43   [Edit message]   [ ระวังโจรหลอกขายโปร/สิ่งของ แลกกับเลขบัตรทรูมันนี่ ต้องขอเบอร์บ้านทุกครั้ง! ]
โลกิ (Loki Laufeyjarson) เป็นเทพเกเรในตำนานเทพปกรณัมของนอร์ส โลกิมีความขี้เล่นและซุกซนยิ่งโลกิมีความซุกซนมากเท่าไรความโหดร้ายก็จะยิ่งเพิ่มมากขึ้น เทพโลกิมีบุตร 3 ตน ตนแรกคือ หมาป่าเฟนริล์ งูยักษ์มิดกาดโซรุม และเฮล เทวีแห่งอาณาจักรคนตาย ในวันแร็กนาร็อก วันสงครามสิ้นโลก บุตรทั้ง3 ของโลกิจะร่วมต่อสู้ในสงครามด้วย

โลกิยังเป็นผู้สังหารบัลเดอร์ เทพแห่งความสุข โดยใช้กิ่งของต้นมิสเทิลโทว ซึ่งเป็นต้นไม้ชนิดเดียวที่ไม่เคยสาบานว่าจะไม่ทำร้ายบัลเดอร์ ทำเป็นลูกดอกแล้วหลอกให้เทพฮอดผู้ตาบอดขว้างใส่บัลเดอร์ และเมื่อเทพเฮลมอดได้ไปตกลงกับเฮล ซึ่งจะยอมให้บัลเดอร์กลับจากยมโลกถ้าทุกชีวิตบนโลกร่ำไห้แก่บัลเดอร์นั้น นางยักษิณี ทอค ปฏิเสธที่จะร่ำไห้ตามคำขอร้องของแอนซัส ผู้ส่งสาร ซึ่งเชื่อว่าทอคนั้นก็คือโลกิปลอมตัวมานั่นเอง


[1] [2] หน้าถัดไป >
ขอความร่วมมือสมาชิกทุกท่าน งดเว้นการโพสกระทู้ หรือข้อความที่ เกี่ยวข้อง กับการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์
ไม่ว่าจะเป็นการขอเพลง MP3, การ์ตูน หรือผลงานอันมีลิขสิทธิ์อื่นๆ เนื่องจากการกระทำดังกล่าวผิดต่อกฏหมายลิขสิทธิ์ และมีบทลงโทษทางกฏหมายขั้นรุนแรง

[ Post new topic ]
--= รับสอนพิเศษ ป.5-ม.6 ทุกวิชาโดยนิสิตวิศวฯ และเศรษฐศาสตร์จุฬาฯ 087-598-2828 ปรึกษาได้ไม่แพงจ๊ะ (Keaw) =--
รับวาดรูป, รูปเหมือน, รูปล้อเลียน, กรอบรูป, ภาพวาด, ภาพเหมือน, ของขวัญ
จำหน่าย เป้เดินทาง กระเป๋ากล้อง เสื้อ Jacket ทริปท่องเที่ยวต่างประเทศ
กรุณาอย่านำข้อความหมิ่นประมาทผู้อื่นมาโพสต์กระทู้นะครับ เพราะคนโพสต์สามารถถูกฟ้องรองเอาได้นะครับ (ข้อมูลจากทางตำรวจครับ) !

[ ลงทะเบียน ] [ ดูผลการประมูล ] [ เปลี่ยนรหัสผ่าน ] [ ลืมรหัสผ่าน ] [ ดู feedback ] [ ตรวจสอบรายการประมูล ] [ เงื่อนไขในการให้บริการ ]


Jump to: