---- โฆษณาตำแหน่งนี้ (หมุนวนไม่เกิน 10 อัน) เพียง 5,000/เดือน กดที่นี่เพื่อดูรายละเอียด ----
หน้าแรกมุมสมาชิกแนะนำถาม-ตอบ
ขณะนี้เป็นเวลา 20:23 ของวันที่ 23/08/2014
[ ดูกระทู้ทุกบอร์ดรวมกัน กดที่นี่ ]
*** 1 ก.พ 56 - มือถือ Truemove-H หรือ TOT (imobile3gx, iec3g) สามารถยืนยันตัวได้แล้ว โดยโทรไปหมายเลข *499297 แทน (ค่าบริการนาทีละ 9.63 บาท) ***
พบเห็น รูปไม่เหมาะสม, สิ่งผิดกฏหมาย ติดต่อผู้ดูแลเว็บ กดที่นี่เพื่อดูรายละเอียด
นิยาย (หน้าที่ 6/8)
< หน้าที่แล้ว [1] [2] [3] [4] [5] [6] [7] [8] หน้าถัดไป >
108 ปริศนา ตำนาน เรื่องลึกลับ คำสาปและอื่นๆแห่งโลก
160. ped5300 (0)
Mail to ped5300


บริจาคเงินช่วยน้ำท่วม
ชื่อบัญชี : สภากาชาดไทยช่วยผู้ประสบอุทกภัย
เลขที่ : 045-3-04190-6
ประเภท : กระแสรายวัน
ธนาคาร : ไทยพาณิชย์
    12-06-2008, 17:49:51   [Edit message]   [ ระวังโจรหลอกขายโปร/สิ่งของ แลกกับเลขบัตรทรูมันนี่ ต้องขอเบอร์บ้านทุกครั้ง! ]
ฝากทู้ด้วยละกันนะ

http://bbs.pramool.com/webboard/view.php3?katoo=FT04542

แล้วก็เดี๋ยวเอาข้อมูลแอเรีย51มาลงนะ

ท่านhokutaเชิญนำเรื่องมาลงได้เรื่อยๆเลยนะครับ

161. ped5300 (0)
Mail to ped5300


    12-06-2008, 19:56:47   [Edit message]   [ ระวังโจรหลอกขายโปร/สิ่งของ แลกกับเลขบัตรทรูมันนี่ ต้องขอเบอร์บ้านทุกครั้ง! ]
แอเรีย51งับ

ถ้าจะว่าไปแล้ว ในโลกใบนี้ยังมีสถานที่ลึกลับหรือแปลกประหลาดยังพิสูจน์ไม่ได้อ ีกเป็นจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นโบราณสถาน หรือดินแดนแห่งตำนานต่าง ๆ แต่สำหรับพื้นที่แห่งหนึ่งซึ่งเรียกว่า “เขตพื้นที่ 51” (Area 51) รวมอยู่ในกฎนี้ไหม มันคืออะไร แต่ถ้าคุณเป็นคนที่ชอบติดตามข่าวสารเกี่ยวกับสิ่งบินลึกลับ (จานบินนั่นแหละ) เชื่อว่าคงเคยได้ยินชื่อนี้กันมาบ้างไม่มากก็น้อย

แอเรีย 51 คือฐานทัพลับของกองทัพอากาศสหรัฐ ซึ่งตั้งอยู่โดดเดี่ยวลึกเข้าไปในบริเวณต้องห้ามอันกว้างขวางขอ งรัฐบาล ซึ่งตั้งอยู่ในทะเลทรายเนวาด้า ซึ่งหากคุณๆคิดจะไปเฉียดกรายกันล่ะก็ ลองใช้เวลาสัก 2 ชั่วโมงขับรถไปทางตะวันตกเฉียงหเนือของลาสเวกัส บริเวณที่เป็นที่รู้จักกันดี และมีข่าวลือเกี่ยวกับการทดลองของกองทัพสหรัฐนั้น ได้แก่ Groom Lake และ Papoose Lake ครับ

โดยทั่วไปเชื่อว่า แอเรีย 51 นี้ เป็นสถานที่ที่ใช้ฝึกและพัฒนาสำหรับโคงการลับที่สุดของทางทหาร โดยเฉพาะ เครื่องบินสอดแนมและเทคโนโลยีทางการบินที่แอบพัฒนากันอยู่ ข่าวลือเกี่ยวกับแอเรีย 51 นี้เริ่มมีหนาหูขึ้น จนประชาชนสงสัยว่าจริงๆแล้ว มีอะไรซ่อนอยู่ที่ฐานทัพแห่งนี้ มีประชาชนจำนวนหนึ่งออกมารายงานว่า ได้เห็นวัตถุประหลาดลอยอยู่เหนือฐานทัพ และหลายคนกล่าวว่า กองทัพได้ใช้ฐานทัพนี้ ในการศึกษาจานบินและมนุษย์ต่างดาวที่พวกเขาจับกุมกันมาได้ด้วย

เขตพื้นที่ 51 เป็นชื่อเรียกของพื้นที่เขตหวงห้ามของรัฐบาลสหรัฐตั้งอยู่ทางเห นือของลาสเวกัสประมาณ 95 ไมล์ และ 13 ไมล์ทางตะวันตก ทางหลวงสายที่ 375 บนถนนกรูมเลค (Grom Lake Road) ใกล้กับเมืองราเชล (Rachel) พื้นที่นี้ล้อมรอบไปด้วยเขตทดลองของรัฐเนวาด้า (The Nevada Test Site) และเป็นที่ตั้งของฐานทัพอากาศเนลลิส (Nellis Air Force Range) ที่เรียกว่าพื้นที่ 51 ก็เพราะเป็นชื่อจุดที่ตั้งซึ่งปรากฎบนแผนที่ ของเขตทดลองเนวาดา

ที่แห่งนี้มีการร่ำลือกันมานานแล้วว่าเป็น ที่ที่ใช้ซ่อนจานบินและมนุษย์ต่างดาวซึ่งตกในรอสเวล (Roswell) และรัฐบาลได้ปกปิดเรื่องนี้อย่างสุดฤทธิ์แต่ดูเหมือนยิ่งปิดก็ย ิ่งกระตุ่นต่อมอยากรู้ของผู้คนทั่วไป โดยมีการอ้างถึงเรื่องราวต่าง ๆ ของผู้ที่เกี่ยวข้องและ ไม่เกี่ยวข้อง รายที่โด่งดังที่สุดก็เห็นจะเป็นรายของ บ๊อบ ลาซาร์ (Bob Lazar)

บ๊อบ ลาซาร์ เป็นชาวลาสเวกัส เขาอ้างว่าเคยทำงานอยู่ในเขตพื้นที่นี้ในช่วงปี 1988 – 1989 โดยทำหน้าที่เป็นเจ้าหน้าที่พิเศษแผนกอากาศยาน เขากล่าวว่าในเขตพื้นที่นี้มีเทคโนโลยี่ที่ทันสมัยมาก และเขายังได้เห็น วัตถุสิ่งบินขนาดใหญ่สิ่งหนึ่ง ซึ่งเขาบอกได้เลยในทันทีว่านั้นเป็นจานบินอย่างแน่นอน เขาบอกว่าวัตถุสิ่งบินที่ลึกลับนี้อยู่ในส่วนที่เรียกว่า เอส-โฟร์ (S-4) ในปาปูส เลค (Papoose Lake) ซึ่งอยู่ทางใต้ของกรูมเลค ที่นั่นถูกก่อสร้างให้พรางตา กลมกลืนไปกับพื้นทะเลทรายโดยรอบ หากดูอย่างผิวเผินแล้วจะไม่มีทางสังเกตเห็นอย่างแน่นอน นอกจากนี้ลาซาร์ ยังบอกว่าเขาได้พบมนุษย์ต่างดาวภายในนี้ด้วย โดยบอกว่าเป็น “สิ่งมีชีวิต” ที่สูงประมาณ 3-4 ฟุต หนักประมาณ 35-50 ปอนด์ มีผิวสีเทาและมีศีรษะที่ใหญ่มาก

เดี๋ยวต่อ

162. ped5300 (0)
Mail to ped5300


    12-06-2008, 19:57:57   [Edit message]   [ ระวังโจรหลอกขายโปร/สิ่งของ แลกกับเลขบัตรทรูมันนี่ ต้องขอเบอร์บ้านทุกครั้ง! ]
เหมือนเติมเชื้อฟืน หลังจากการให้สัมภาษณ์ทางโทรทัศน์ของลาซาร์ เผยแพร่ออกไป ผู้คนที่สนใจเรื่องนี้จากเดิมที่เคยมาสอดแนมเป็นบางครั้งบางครา ว กลับกลายเป็นผู้คนจากทั่วทุกสารทิศ ต่างหลั่งไหลมาคอยจับตา ดูสิ่งบินลึกลับตามที่ลาซาร์บอก และก็มีจำนวนมากเหมือนกันที่บอกว่าเคยเห็นด้วย แต่ทว่าผู้คนที่อาศัยอยู่แถบบริเวณนั้นกลับบอกว่าไม่เคยเห็นมีอ ะไรผิดปกติเกิดขึ้นแต่อย่างใด

แน่นอนที่ทางรัฐบาลสหรัฐย่อมไม่อยู่เฉยอยู่แล้ว โดยโต้กลับว่าสิ่งที่ผู้คนส่วนใหญ่เห็นและอ้างว่าเป็นจานบินนั้ น แท้จริงแล้วคือเครื่องบินรุ่นใหม่ ๆ ของกองทัพอากาศต่างหาก โดยทางกองทัพมักจะใช้ที่นี่เป็นสถานที่ทดลองอากาศยานรุ่นใหม่ ๆ ก่อนที่จะออกสู่สายตาสาธารณชน เช่น U-2, A-12, SR-71 และ F-117A นอกจากนี้ยังรวมถึงเครื่องบินรุ่นใหม่ล่าสุด 2 ชนิดคือ เครื่องบินสอดแนมความเร็วสูงที่เรียกว่า Aurora และเครื่อง B-2 ที่จะมาแทน F-117A ซึ่งมีขนาดเล็กกว่า
อย่างไรก็ตาม ถ้าหากใครอยากจะมาดูจริง ๆ ละก็ลองขับรถมาประมาณ 130 ไมล์จากลาสเวกัส ขับตรงมาตรงจุดบอกหลักทางหลวงที่ 29.5 บนทางหลวงเนวาดาที่ 375 ที่นั้นจะมีตู้รับไปรษณีย์เล็ก ๆ ตู้หนึ่งตั้งอยู่อย่างโดดเดี่ยว ซึ่งเดิมเป็นของพวกคนเลี้ยงวัวใช้กัน คุณสามารถใช้ตู้รับไปรษณีย์นี้เป็นจุดสังเกตเพื่อสอดส่องดูฐานท ัพดังกล่าวได้ นักสังเกตการณ์ หลายคนเคยมาปักหลักดูสิ่งลึกลับกันอยู่เรื่อย ๆ แม้ว่าพวกคนเลี้ยงวัวแถวนั้นจะบอกว่าไม่เคยเห็นอะไรเลยก็ตาม

อย่างเคย ทางรัฐบาลสหรัฐบอกว่าที่นั่นมักจะมีการซ้อมรบอยู่เรื่อย ๆ โดยมีการยิงพลุและทำแสงแวบ ๆ อยู่ตลอดบนท้องฟ้า ดังนั้น สิ่งที่พวกนักสังเกตการณ์ทั้งหลายเห็นและคิดไปต่าง ๆ นานาน่าาจะเป็นการซ้อมรบดังกล่าวมากกว่า ยังมีจุดสังเกตการณ์อีก 2 จุดบนพื้นที่ที่เคยอนุญาตให้มาเฝ้าจับตากันได้ คือบริเวณใกล้กับแนวเขตไวท์ไซด์ (White Side) กับ ฟรีด้อม ริดจ์ (Freedom Ridge) ผู้คนทั่วไปสามารถมาคอยจับตาดูความเป็นไปของฐานทัพอากาศเนลลิสด ังกล่าวได้โดยไม่ผิดกฎหมาย แต่อย่างใด แต่กว่า เสียดายที่ 2 จุดดังกล่าวถูกกองทัพอากาศสั่งปิดเมื่อเดือนเมษายน ปี 1995 นี้เอง

ยัง…ยังมีอีกจุดที่น่าจะพอเฝ้าดูได้บ้าง**ง ๆ คือบริเวณยอดเขาติคาบู (Tikaboo Peak) จะเกิดอะไรขึ้น ถ้าหากมีการทะเร่อทะร่าเข้าไปในเขตห่วงห้ามของ Area 51 แน่นอนที่จะต้องมีพวกกองกำลังรักษาความปลอดภัยคอยลาดตะเวนอยู่ โดยพวกเขาจะสวมชุดทหารพราน แต่จะไม่ติดเครื่องหมายแสดงยศแต่อย่างใด และจะขับรถจี๊ปเชโรกีสีขาว พร้อมแผ่นประกาศของรัฐบาล ผู้ละเมิดจะถูกจับกุมทันที่ พร้อมถูกปรับอย่างน้อย 600 เหรียญ หรือสองหมื่นสี่พันบาท
เอาล่ะครับ เมื่อเร็วๆนี้เอง รัฐบาลสหรัฐก็ได้ออกมาแถลงการณ์แล้วเมื่อเร็วๆนี้ว่า พวกเขามีอะไรบางอย่างอยู่ที่แอเรีย 51 จริง แต่ก็ไม่ได้กล่าวอะไรไปมากกว่านี้ ซึ่งก็ยังถือได้ว่า ทางกองทัพสหรัฐยังปิดบังชาวโลกอยู่นั่นเองว่า "อะไร" ที่ซ่อนอยู่ในแอเรีย 51 นั้น มันคืออะไรกันแน่ เราคงต้องรอเวลาอีกตามเคยล่ะครับ ว่าความจริงจะปรากฏออกมาอย่างไร คิดว่าไม่นานเกินรอหรอกน่า...

แวะไปดูที่นี่มีรายละเอียดมากพอควร.........http://www.dreamla ndresort.com/

163. PETE2000 (0)

Mail to PETE2000


    13-06-2008, 09:20:29   [Edit message]   [ ระวังโจรหลอกขายโปร/สิ่งของ แลกกับเลขบัตรทรูมันนี่ ต้องขอเบอร์บ้านทุกครั้ง! ]
ไม่ทันเห็นว่ามีการอัพเดตแฮะ
164. stepwhite (0)
Mail to stepwhite


    15-06-2008, 17:49:14   [Edit message]   [ ระวังโจรหลอกขายโปร/สิ่งของ แลกกับเลขบัตรทรูมันนี่ ต้องขอเบอร์บ้านทุกครั้ง! ]
ขุดคับ ในฐานะพันธมิตร*-*
165. PETE2000 (0)

Mail to PETE2000


    16-06-2008, 17:34:25   [Edit message]   [ ระวังโจรหลอกขายโปร/สิ่งของ แลกกับเลขบัตรทรูมันนี่ ต้องขอเบอร์บ้านทุกครั้ง! ]
สหรัฐกำลังแอบสร้างหนัง จูราสิคปาร์ค ไม่ก็ แร็คคูนซิตี้ ในแอเรีย51อย่างเอาเป็นเอาตายอยู่แหงๆ
166. hokuta (0)

Mail to hokuta


    29-06-2008, 14:36:55   [Edit message]   [ ระวังโจรหลอกขายโปร/สิ่งของ แลกกับเลขบัตรทรูมันนี่ ต้องขอเบอร์บ้านทุกครั้ง! ]
อันดับ 10 แจ๊ค เดอะ ริปเปอร์ เป็นชื่อของชายคนหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์อังกฤษ ที่ชาวอังกฤษและชาวโลกรู้จักกันดี ทำไมน่ะหรือ ? ชายคนนี้เป็นฆาตกรต่อเนื่องที่ก่อคดีสะเทือนขวัญมานับครั้งไม่ถ้วน มันเริ่มฆ่าหญิงโสเภณีในย่านสลัมของย่านลอนดอน ตั้งแต่ 31 สิงหาคม ค.ศ.1888 ซึ่งผ่านมากว่าร้อยปีแล้ว ทำไมถึงได้ดัง ทั้งที่ฆาตกรโหดม ที่โดดเด่นและฆ่าเหยื่อมากกว่าเขา มีมากกว่าร้อยกว่าคน คำตอบที่น่าจะกล่าวได้คือ ชายผู้นี้ยังไม่เคยโดนจับได้เลยตั้งแต่เขาก่อคดีสะเทือนขวัญผู้คนในลอนดอนมา ทั้งยังการฆ่าที่โหดม และ สยดสยอง ไม่ว่าจะเป็นการฆ่าเหยื่อโดยการผ่าท้อง และลากเอาไส้มาขวัญไว้ที่เสาไฟฟ้า การแขวนศพเหยื่อไว้บนกำแพง ฯลฯ และ ที่สำคัญไม่มีข่าวรายงานเลยว่ามีคนที่เคยเห็นหน้าแจ๊คด้วยซ้ำไป กระทั่งผู้ที่อาศัยอยู่ละแวกใกล้ๆ แม้แต่ตอนที่แจ๊คลงมือยังแทบไม่ได้ยินเสียงอะไรที่ผิดปกติเลย โดยเหยื่อนั้นเสียชีวิตจากการถูกของมีคมแทงหรือไม่ก็ชำแหละ คมมากจนถึงขนาดตัดกระดูกออกมาได้ จนกระทั้งแจ๊ค เดอะ ริปเปอร์ หยุดการกระทำหฤโหด ทิ้งปริศนาไว้ตลอดกาลว่าเขาคือใครกันแน่

อันดับ 9 คดีฆาตกรรมในคิงส์เบอรี

คดีนี้เกิดขึ้นในคลีแลนด์ รัฐโฮไอโอ อเมริกา ค.ศ.1930-40 เรื่องของเรื่องคือมีการพบศพมนุษย์ศพแล้วศพเล่า กว่า 13 ศพ ในเขตลำน้ำคิงส์เบอรี รัน ทุกรายล้วนถูกฆาตกรรมโดยตัดหัว ตัดแขน แต่ละศพถูกทำความสะอาดด้วยล่ะค่ะ ทุกรายไม่สามารถระบุชื่อได้ ยกเว้นรายที่3 และ 4 เท่านั้น และเป็นคดีดังแห่งประวัติศาสตร์ที่ดำมืดทุกวันนี้ว่าใครคือฆาตกร? และฆ่าคนมากมายเพื่ออะไร?



อันดับ 8 เดอะ แบล็ค ดาห์เลีย ศพสยองข้างทาง

เกิดขึ้นวันที่ 15 มกราคม 1947 เป็น คดีการตายของ อลิซเบธ ชอร์ค หญิงโรคจิต ที่ตายสยอดสยองเช่นกัน ศพเธอถูกพบที่สวนสาธารณะตอนเช้าตรู่ เป็นเป้าสายตาคนด้วยล่ะ ร่างกายของเธอถูกหั่นเป็นสองท่อน หลังจากชันสูตรก็พบว่าในกระเพาะมีอุจจาระ ที่ทวารหนักมีเศษเนื้อและเศษหญ้าที่ฆาตกรหั่นตอนเธอมีชีวิตและยัดตรงช่อง ทวารเลยเชียวล่ะ ถึง แม้ในเวลาต่อมาฆาตกรจะส่งห่อของขวัญที่มีของใช้ผู้ตายไปให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ มีข้อความกำกับบอกด้วยน่ะว่าตนเป็นคนฆ่า แต่ตำรวจก็ไม่สามารถสืบได้อยู่ดีว่าใครคือฆาตกร ทำไมถึงลงมือกับเหยื่อได้โหด มอำมหิตถึงเพียงนี้ และปัจจุบันแฟ้มคดีนี้ก็ยังอยู่ในแผนกฆาตกรรมของตำรวจนครลอสแอนเจลีส อเมริกา จนถึงปัจจุบัน


อันดับ 7 The Boston Strangler นักฆ่ารัดคอแห่งบอสตัน

ช่วงปี 1960 ที่ อเมริกา ได้มีฆาตกรต่อเนื่องก่อคดีฆ่ารัดคอผู้หญิงในบอสตัน ฆ่าไปมากค่ะ ไม่เว้นว่าสาวหรือแก่ ผิวขาวหรือดำ ต่อมา ชายชื่อ อัลเบิร์ต เดอ ซัลโวผู้ซึ่งถูกดำเนินคดีด้วยข้อหาเล็กๆ กลับสารภาพว่า ตนคือฆาตกร !
เขา สารภาพว่าทำเองค ฆ่าหญิงเหล่านั้น เขาให้การว่าทำการฆ่าข่มขืน กระทำชำเราหญิงอย่างไรบ้าง มันก็น่าจะลงตัวที่เขาทำ หากแต่ ... จากคำให้การแล้ว มีหลายอย่างที่ไม่ได้ตรงกับความจริง เช่น เขาให้การว่าข่มขืนหญิงรายหนึ่ง มีการทำจนเสร็จกามกิจ ... แต่จากร่องรอย ศพของหญิงคนนั้นไม่มีคราบอสุจิใดๆ ทั้งสิ้น
มัน ยังไงกันแน่ ... มีบางคนกล่าวว่า ที่อัลเบิร์ต เดอ ซัลโวให้การนั้นเขากำลังจะบอกว่าใครคือฆาตกรต่างหาก เขาอาจจะโดนบังคับให้สารภาพจากฆาตกรตัวจริง และแม้หากเป็นเช่นนั้น เราก็ไม่อาจทราบ เพราะ 4 ปี หลังจากสารภาพ ... เขาถูกแทงตายในคุก และความจริงก็ตายไปกับเขาด้วย


อันดับ 6 คดีฆาตกรรมมาริลีน เชพเพิร์ด

ใครเคยดูหนังเรื่อง The Fugitive น่า จะร้องอ๋อค่ะ เพราะรูปแบบของเรื่องราวนั้นเหมือนในหนังไม่มีผิด นายแพทย์หนุ่มที่ชื่อว่า แซม เชพเพิร์ด ถูกหาว่าสังหารภรรยาของเขา มารีลิน และถูกตัดสินจำคุกก่อนที่จะตายไปโดยที่ตราบาปนั้นยังคงอยู่ แซมให้การว่ามีบุคคลอื่นอยู่ในบ้าน และเขาถูกมันทำร้ายจนหมดสติไป พอตื่นมาอีกทีก็พบภรรยาของตนเองเสียชีวิตไปแล้ว

ต่อ มาลูกของเขาได้พยายามพิสูจน์ความจริง และรวบรวมหลักฐาน พวกรอยนิ้วมือเก่าเก็บและหลักฐานบางอย่างที่สมัยก่อนยังไม่สามารถตรวจสอบได้ มาตรวจสอบในปี 2000 ก็พบว่า ... ในวันนั้น นอกจากแซม และ มาริลีนแล้ว ... ยังมีบุคคลอื่นอยู่ที่นั่นด้วย .... แล้วเขาเป็นใคร ?

167. hokuta (0)

Mail to hokuta


    29-06-2008, 14:37:41   [Edit message]   [ ระวังโจรหลอกขายโปร/สิ่งของ แลกกับเลขบัตรทรูมันนี่ ต้องขอเบอร์บ้านทุกครั้ง! ]
อันดับ 5 The Tylenol Poisonings ยาพิษปริศนา

ยาเม็ดแก้ปวดไทลินอล ทุกคนน่าจะรู้จักนะค่ะ ใช้กันบ่อยนี่หน่า ... ลองจินตนาการดู ... หากมีคนบ้าคนนึง เอายาพิษไซยาไนต์ (ยา พิษร้ายแรงที่เมื่อออกฤทธิ์แล้ว มีแต่ตายเท่านั้น!) ใส่ลงไปในยาเม็ดเหล่านั้น แล้วก็บรรจุมันลงกล่องตามปกติ จากนั้นก็วางแผงขาย แล้วก็มีคนซื้อไปกิน ... เขาจะเป็นอย่างไร
ทีนี้เลิกจินตนาการครับว่ามันเป็นเรื่องจริงดีกว่า!

ใน อดีตนั้นยาไทลินอลมันยังเป็นแคปซูลนะค่ะ ไม่ได้เป็นเม็ดอย่างทุกวันนี้ แล้วก็เกิดมีใครบางคนเอาไซยาไนต์ใส่ลงไปในแต่ละแคปซูลแล้วก็แพ็คขายตามปกติ ใครกินก็มีแต่ตายกับตาย ซึ่งก็มีคนมากมายตายไปเพราะไทลินอลสอดไส้ไซยาไนต์นี้เอง

มันเริ่มเกิดขึ้นปี 1982 ที่ อเมริกา จู่ ๆ ก็มีหลายรายกินยาชนิดเข้าแล้วก็ตาย เหตุเกิดหลายรัฐมากค่ะและมันเป็นการฆ่าแบบสุ่ม ไม่มีเป้าหมาย คิดดู สิ่งที่ฆาตกรทำก็คือนั่งลงดูทีวีและรอว่าเมื่อไหร่ข่าวที่เป็นผลงานตนจึงจะ ออกมา และแน่นอนว่าผู้ตายย่อมไม่มีความแค้นกับมัน(เพราะมันสุ่มฆ่าอยู่แล้ว)


อันดับ 4 Jonbenet Ramsey Murder สังหารโหดนางงามเด็ก

วันที่ 25 ธันวาคม ปี 1996 วันคริสต์มาสสำหรับหลายๆ คน แต่มันคือวันสุดท้ายในชีวิตของเด็กน้อยอายุไม่ถึง 8 ขวบ นาม Jonbenet Ramsey เช้าวันนั้นแม่ของเธอแจ้งความว่าเธอได้รับโน้ต เนื้อความคือ Jonbenet ลูก สาวของเธอถูกลักพาตัวไป ... การดำเนินหาตัวเธอก็เริ่มขึ้น แต่ก็ไม่มีใครพบ จนตำรวจลองให้พ่อแม่ของเธอค้นในบ้านอีกครั้ง ... อันนำมาสู่ปริศนาอันน่าสะพรึง
Jonbenetถูกพบเป็นศพ.ที่ใต้ถุนบ้านของเธอเอง!

เธอถูก รัดคอและทุบกระโหลก เธอเสียชีวิต ... แต่มันอะไรกัน เธอโดนลักพาตัว หายไปจากบ้าน มีการค้นแล้วนี่หน่า ... แต่หลักฐานต่อมาน่าฉงนยิ่งกว่า นั่นก็คือ โน้ตหรือจดหมายลักพาตัวนั้น ถูกเขียนโดยปากกาในบ้านนั้นเอง ... แต่ลายมือไม่ใช่ของคนในบ้าน จากการสืบสวน ไม่มีหลักฐานว่าคนในบ้านเกี่ยวข้องกับการตายของเธอเลย ซึ่งนั่นก็ปี 1996 ซึ่งวิทยาการไม่ได้อ่อนด้อย การสืบสวนก็ทันสมัยแล้วแต่กลับไม่มีอะไรอธิบายเรื่องนี้ได้เลย

ผม สารภาพเลยค่ะว่าคดีนี้เล่นเอาขนลุกและน้ำตาซึมไปพร้อมๆ กัน ขนลุกก็เพราะปริศนาสารพัดอย่างที่บอกนั่นแหละ แต่ที่น้ำตาซึมก็เพราะ ได้เห็นรูปเธอด้วย เธอเป็นเด็กผมทองที่น่ารักมาก สดใสมากคนนึง เธอสดใสยิ่งกว่าเด็กคนอื่นที่เคยเห็นมาจริงๆและพอรู้ชะตากรรมแบบนี้มัน เศร้าขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก
และ ... คุณก็ทราบดี ... คดีนี้ยังหาตัวฆาตกรไม่ได้ เช่นกัน

ถึง แม้จะมีการจับนาย มาร์คา และเขาจะสารภาพแล้วก็ตาม แต่เหมือนซะตาเล่นตลก เพราะผลพิสูจน์ ดีเอ็นเอจากศพ ผลปรากฏว่า มันไม่ใช้ของเขา ศาลจึงไม่สั่งฟ้อง นายมาร์ค

คดีนี้จึงเป็นคดีปริศนาอีกครั้งหนึ่ง


อันดับ 3 The Phantom Killer ฆาตกรล่อนหน

คดีนี้เป็นฆาตกรรมสะเทือนขวัญอันนึงค่ะ 1946 ในอเมริกาเช่นกัน คือ มีฆาตกรต่อเนื่องก่อคดีฆ่าคนนั้นแหละ เหยื่อโดนทั้งมีดทั้งปืนเมื่อฆ่าเสร็จแล้วก็หายไปเลยยังกับเป็นควัน แน่นอนก็ยังไม่มีใครจับได้ เพราะฉายาของเขาก็คือ Phantom


อันดับ 2 The Green River Killer ฆาตกรลับสมอง

คดีนี้เกิดแถบซีแอ้ตเติล 1982 ค่ะ เมื่อมีฆาตกรต่อเนื่องฉายา ฆาตกรแห่งกรีนริเวอร์ ได้ฆ่าคนตายไปกว่า 50 ศพ แต่ละศพก็ทิ้งร่องรอยหลักฐานไว้เหมือนจะท้าทาย แต่ก็ไม่มีใครสามารถสาวถึงตัวฆาตกรได้ และที่น่าสะพรึงอย่างมากก็คือ ว่ากันว่า ทุกวันนี้ ยังมีการฆาตกรรมที่มีรูปแบบคล้ายกับ ฆาตกรแห่งกรีนริเวอร์ ปรากฎอยู่บ่อยครั้ง มันเป็นฝีมือของพวกเลียนแบบ .... หรือเป็นฆาตกรแห่งกรีนริเวอร์ตัวจริงกันแน่ ?



อันดับ 1 The Zodiac Killer ฆาตกรจักรราศี

นี่คือสุดยอดฆาตกรโรคจิต ฆาตกรที่เหล่าผู้ค้นคว้าศึกษาเรื่องคดีฆาตกรรมทั้งหลายต่างรู้จักกันดี ฆาตกรจักรราศี !

วันหนึ่งในปี 1968 แถบ ซานฟรานซิสโก มีวัยรุ่นหนุ่มสาวกำลังพรอดรักกันในรถ จากนั้นก็มีใครบางคนเดินเข้ามา ชักปืนและยังทั้งคู่ดับอนาถเลือดสาดไปทั่วบริเวณนั้น ... เปิดมาเหมือนกับตอนหนึ่งของหนัง ศุกร์ 13 ใช่มั้ยครับ หากแต่มันเป็นเรื่องจริง และมันก็ทำอีกในปี 1969 เช่นเคยวัยรุ่นหนุ่มสาวถูกฆ่าแต่ผู้ชายรอดมาได้และให้การว่าฆาตกรมีผิวขาว!

ฉายาจักรราศีของมันมาได้อย่างไรหลายคนอาจสงสัย...และนี่คือคำตอบ
หลังจากมันก่อ 2 คดีโหดแล้ว มันได้ส่งจดหมายไปหาตำรวจ และภายในแทนที่จะเป็นภาษาอังกฤษ มันกลับเป็น สัญลักษณ์จักรราศี จากความที่ถอดได้คือ ฉันชอบฆ่าคน มันสนุกดีมากๆแต่สัญลักษณ์17ตัวสุดท้ายของจดหมายกลับไม่มีใครถอดออก

และ การฆ่าครั้งต่อมาก็สยองขวัญถึงขีดสุด เมื่อมันลงมือด้วยการสวมฮู้ด (เหมือนเอาผ้าดำคลุมหัวน่ะค่ะ) ใส่ชุดที่มีสัญลักษณ์จักรราศี มันลงมือแทงวัยรุ่นหนุ่มสาวคู่หนึ่งกลางวันแสกๆ แบบไม่ยั้ง!ต่อมาคนขับแท๊กซี่ก็เป็นอีกรายที่ตกเป็นเหยื่อของฆาตกรรายนี้

ฆาตกร รายนี้นับว่าสั่นประสาทชาวอเมริกันอย่างสูง และถ้าสังเกตก็จะพบว่ามันชอบฆ่าวัยรุ่นหนุ่มสาว ซึ่งคงจะมองออกแล้วนะครับว่าพวกหนังไล่ฆ่าแนวศุกร์ 13 นั้น ได้แรงบันดาลไจมาจากอะไรและคงพอจะเข้าใจแล้วนะครับว่าทำไมวัยรุ่นอเมริกัน จึงค่อนข้างกลัวหนังประเภทนี้ ในขณะที่บ้านเราเห็นว่าเป็นหนังตลกไร้สาระ...ก็บ้านเขามีคนตายแบบนี้จริงๆ นี่หน่า
ว่ากันว่าสัญลักษณ์ 17 ตัวสุดท้ายของจดหมายนั้น ... คือ ชื่อของเขา ... แต่ก็ไม่มีใครถอดได้
และเขายังคงลอยนวล ตราบจนทุกวันนี้ ...

Credit : http://www.kawsarn.com/virusscan.php?course=10&idtb=115 ::

Modified on: 29-06-2008, 14:40:00

168. ped5300 (0)
Mail to ped5300


    29-06-2008, 15:34:48   [Edit message]   [ ระวังโจรหลอกขายโปร/สิ่งของ แลกกับเลขบัตรทรูมันนี่ ต้องขอเบอร์บ้านทุกครั้ง! ]
ท่านเรปบนหายไปนานเชียวนะครับ
169. PETE2000 (0)

Mail to PETE2000


    29-06-2008, 19:09:57   [Edit message]   [ ระวังโจรหลอกขายโปร/สิ่งของ แลกกับเลขบัตรทรูมันนี่ ต้องขอเบอร์บ้านทุกครั้ง! ]
เรื่องสังหารโหดนางงามเด็ก อันนี้ผมอ่านแล้วหลอนๆเลยอ่ะ (ประมาณแว่งเสียงเรไรเลย)

แสดงว่าฆาตกรอยู่ในบ้านตลอดตั้งแต่ลักพาตัวจนลงมือฆ่าเลยน่ะสิ บรื๋อ~

170. ped5300 (0)
Mail to ped5300


    29-06-2008, 20:49:52   [Edit message]   [ ระวังโจรหลอกขายโปร/สิ่งของ แลกกับเลขบัตรทรูมันนี่ ต้องขอเบอร์บ้านทุกครั้ง! ]
ส่วนนี่คือประวัติแจ๊ด เดอะริปเปอร์

แจ๊ค เดอะ ริปเปอร์ คือบุคคล อันตราย ใน ทศวรรษที่ 1880 เป็นบุคคลที่ก่อ คดี ฆาตกรรม สยองขวัญขึ้น ใน ช่วง 31 สิงหาคม - 8 พฤศจิกายน ค.ศ. 1888 เป็นช่วงเวลาที่ แจ๊ค เดอะ ริปเปอร์ ฆาตกกรมไป ทั้งหมด 5 คน เป็นต้นแบบของ ครีฆาตกรรมต่อเนื่อง และไม่สามารถ มีตำรวจ คนไหนสามารถจับเขา ได้

ย้อนไปใน ลอนดอน เมื่อ ค.ศ. 1888 เป็นช่วงเวลาของ เจ้าหญิงวิคตอเรีย เป็นยุคที่ถือว่า เจริญรุ่งเรือง มาใน ลอนดอน ยุคนั้น แต่อีกด้านนึงก็คือ เป็นยุคที่เกิดการ ปล้นฆ่าชิงทรัพย์ มาที่สุดเนื่องจาก ความยากไร้ ของชาวบ้าน ชาวบ้านทุกคนจึงหาเช้ากินค่ำ แทบทุกคน เนื่องจาก เศษฐกิจ ยุคนั้น ตกต่ำมากๆ หญิงสาวในยุคนั้น นอกจาก อาชีพ เสริพ อาหาร และ แม่บ้าน นั้น อาชีพที่ได้รับการยอมรับมาที่สุดคือ อาชีพ โสเภณี หญิงสาวส่วนใหญ่ของลอนดอน 70% เป็นโสเภณี

ศพที่ 1 ฆาตกรรมที่ ไวท์แชมเพล
ไวท์แชมเพล เป็นเขต ที่มีผู้คนอาศัยอยู่ประมาณ 90,000 คนเป็นเด็กและ หญิงสาว 70,000 คน เหยื่อ รายแรกคือ แมรี่ แอนน์ นิคอลส์ เกิดเมื่อวันที่ 26 ส.ค. 1845 เธอแต่งงาน กับ วิลเลี่ยม นิคอลส์ ในปี 1864 มีลูกด้วยกัน 5 คน เขาและแมรี่ แยกทางกัน แมรี่ จึงไปเป็น โสเภณี เพื่อเลี้ยงดูชีพ ในระหว่างปี 1883-87 เธอไปอยู่กับพ่อของเธอ คืนเกิดเหตุ วันที่ 30 ส.ค. 1888 ฝนตกหนักตลอดทั้งวัน มีผู้พบเห็นแมรี่ เดินอยู่ใน ถนนไวท์แชมเพล เวลา 02.30 น. ขณะแมรี่ กำลังคุยกับเพื่อนร่วมห้องของเธอ อีมีลี่ หล่อนเห็นว่า แมรี่ เมามาก จึงบอกให้แมรี่ กลับไปยังห้องพัก แต่แมรี่ยังไม่กลับ อีกประเดี๋ยวฉันจะกลับ
03.40 น. ขณะที่ พนักงานขับรถกำลังเดินไปตามถนน บั๊คโรว์ เขาเห็นอะไรบางอย่างที่ประตูโรงเก็บม้า ตอนแรกเขาคิดว่าเป็นผ้ายางวางกองอยู่ จึงเข้าไปดูเผื่อว่ามันจะยังใช้การได้ เมื่อเดินไปถึง เขาเห็นร่างของผู้หญิง นอนหงาย อยู่ จึงเรียกตำรวจ ให้มาดูศพในทันที

ตำรวจและทีมแพทย์ชันสูตร ศพรีบเร่งเข้ามาดู ภาพที่เขาเห็นนั่น ช่างน่ากลัวยิ่งนัก เป็นภาพของหญิงสาวดูฆ่าปาดคอ จากบริเวณ ติ่งหูซ้ายมายังไหล่ขวา สอง รอย และ กระโปรงถูกดึงขึ้นมาเหนือหัวเข่า และ รอยมีดถูกกรีดปากท้องให้อ้าขึ้น แล้วควักตับไต ไส้พุงออกมา กองไว้ ภาพที่สยดสยองนี้ ติดตา ของพวกตำรวจและหมอ ไป ในวันต่อมา ตำรวจได้ถามผู้พบเห็นเหตุการณ์ ไม่มีใครพบเห็นผู้ต้องสงสัย จึงสอบปากคำ พนักงานขับรถผู้พบศพ เขาให้การว่า เขาเห็นเหมือนกองผ้ากองอยู่แต่พอเข้าไปใกล้กลับเป็น ร่างของหญิงสาวนอนหงายอยู่ เขาจึงเรียกตำรวจมายังที่เกิดเหตุ และเขาบอกว่าในบริเวณนั้น ไม่พบเหตุบุคคลน่าสงสัยเลย ทางเจ้าของคอกม้า ที่พบศพ บอกว่า เขาไม่ได้ยินเสียงหรือผู้น่าสงสัยเลย หมอบอก เวลาที่ตายน่าจะก่อนพบศพประมาณ 1 ชม. ขณะตำรวจกำลังมืดแปดด้าน ก็มีชายผู้หนึ่งให้ความช่วยเหลือ บอกว่า จะเป็นชายอันธพาลคนหนึ่งที่มีฉายา ผ้ากันเปื้อนหนัง ที่ชอบรีดไถ โสเภณี และขู่ว่าจะฆ่า หลายต่อหลายครั้ง ตำรวจทราบจึงจะเข้าจับคุม แต่คนร้ายไหวตัวทันหนีไปหลบ ในบ้านญาติ ทำให้ตำรวจไม่สามารถจับตัวได้

มีต่อแน่แต่ต้องพรุ่งนี้

เครดิตhttp://walkerz.exteen.com/20051112/entry

ไม่ยอมบอกชื่อดีนักเอาลิงไปเลย

171. hokuta (0)

Mail to hokuta


    06-07-2008, 00:57:21   [Edit message]   [ ระวังโจรหลอกขายโปร/สิ่งของ แลกกับเลขบัตรทรูมันนี่ ต้องขอเบอร์บ้านทุกครั้ง! ]
หนึ่งในมรดกโลกที่ข้าพเจ้าใฝ่ฝันว่ามีโอกาสเมื่อไหร่จะต้องไปดูให้ได้รองจากวิหารอาเธน่าที่กรีกก็คือมาชูปิกชูที่ถูกขนานนามว่าเมืองกลางฟ้านี่แหละค่ะ เวลาเล่น 塊魂 ในแม็ปใหญ่ที่สุดทีไรเป็นต้องวิ่งหาเจ้าเมืองนี่มากลิ้งทับให้ได้ทุกที (ไม่เกี่ยวกันเท่าไหร่?) พอได้รีเควส คนเขียนเลยเนื้อเต้นใหญ่ แต่ก็ไม่มั่นใจเหมือนกันค่ะว่าข้อมูลที่ข้าพเจ้ามีจะมากพอที่จะบรรยายถึงมรดกโลกนี้ได้รึเปล่า
The Historic Sanctuary of Machu Picchu

กล่าวกันว่าชื่อ"มาชูปิกชู"นี้ถูกตั้งให้กับโบราณสถานแห่งนี้โดยความเข้าใจผิด เมื่อบิงแฮมถามชนพื้นเมืองถึงชื่อของมัน ชนพื้นเมืองเข้าใจผิดว่าเขาถามถึงชื่อของภูเขาจึงตอบว่า"มาชูปิกชู"(แปลว่า"ยอดเขาผู้ชรา") ซึ่งได้กลายมาเป็นชื่อของโบราณสถานดังกล่าวมาจนทุกวันนี้

นครกลางฟ้าแห่งนี้ซ่อนตัวอยู่ในเทือกเขาแอนเดส ประเทศเปรู กินเนื้อที่ประมาณ13 ตารางกิโลเมตรของหุบเขาอุรุบัมบ้า ที่ความสูง 6,750 ฟีตจากระดับน้ำทะเล เมื่อมองจากตีนเขาจะไม่สามารถมองเห็นมาชูปิกชูได้ และนี่ก็คงเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้มาชูปิกชูไม่ถูกค้นพบเป็นเวลานานและยังคงสภาพอันสมบูรณ์เอาไว้ได้
โบราณสถานถูกสร้างเป็นลักษณะขั้นบันไดไล่ลงมาตามความชันของหุบเขา แต่ละชั้นสูง 3 เมตร มีจำนวนทั้งหมด 40 ชั้นซึ่งถูกเชื่อมถึงกันด้วยบันไดกว่า 3,000 ขั้น และมีสิ่งก่อสร้างซึ่งสร้างด้วยหินกว่า 200 หลัง
24 กรกฎาคม 1911ไฮรัม บิงแฮมที่สาม ซึ่งเป็นนักประวัติศาสตร์จากมหาวิทยาลัยเยล (และเป็นต้นแบบของ"อินเดียน่าโจนส์") ได้ค้นพบโบราณสถานดังกล่าวระหว่างการค้นหาโบราณสถานของอินคาในละแวกใกล้เคียง จนถึงปี 1915 บิงแฮมได้ทำการตรวจสอบมาชูปิกชู 3 ครั้งและเขียนผลการวิจัยหลายฉบับออกมา ที่มีชื่อเสียงที่สุดคือ "The Lost City of the Incas"ซึ่งกลายมาเป็นเบสต์เซลเลอร์ และได้รับการแนะนำในนิตยสารเนชั่นแนลจีโอกราฟฟิค ในหนังสือของปี 1930 บิงแฮมได้นำเสนอสมมติฐานว่ามาชูปิกชูเคยถูกปกครองโดยนักบวชของลัทธิบูชาสุริยะและมีการทำพิธีถวายหญิงสาวเป็นเครื่องสังเวยแก่พระเจ้าของพวกเขา ทั้งที่นี่ยังเป็นป้อมปราการสุดท้ายของชาวอินคาที่ต่อสู้กับชาวสเปนอีกด้วยซึ่งสมมติฐานนี้ได้กลายมาเป็นอิมเมจของมาชูปิกชูอยู่เป็นเวลานานทีเดียว
หลังจากที่บิงแฮมเกษียณจากมหาวิทยาลัย เขาได้ไต่เต้าขึ้นไปเป็นรองผู้ว่ารัฐคอนติเนคัท ผู้ว่าฯ และกลายเป็นวุฒิสมาชิกของสภาในที่สุด บิงแฮมส่งเสริมการค้นคว้าเกี่ยวกับมาชูปิกชูไว้มากมายซึ่งมีผลไปถึง 40 ปีหลังจากที่เขาเสียชีวิตทีเดียว และส่วนหนึ่งที่ช่วยส่งเสริมการค้นคว้ามาชูปิกชูในปัจจุบันก็มาจากแรงบันดาลใจจากงานเขียนของเขาเช่นกัน
(ในปัจจุบัน มีการอ้างว่ามีชาวเปรูชื่อแอกสติน ลีซาลาก้าได้ค้นพบมาชูปิกชูก่อนบิงแฮมถึง 9 ปี ปัจจุบัน ข้อเท็จจริงเรื่องนี้กำลังอยู่ระหว่างการสืบสวน แต่เนื่องจากมีพยานยืนยันหลายคน จึงมีความเป็นไปได้สูงว่าจะเป็นความจริง)

จะอย่างไรก็ดี สมมติฐานที่บิงแฮมทิ้งไว้ในฐานะผู้ค้นพบก็ทำให้การวิจัยในยุคหลังเป็นไปอย่างลำบากไม่น้อย ริชาร์ดL. เบอร์เกอร์และลูซี่ C. ซาลาซ่าร์จากมหาวิทยาลัยเยลได้ยืนยันว่า มาชูปิชูไม่น่าจะเป็นป้อมปราการของอินคาดังที่เข้าใจกัน เนื่องจากในบันทึกที่หลงเหลืออยู่ของสเปนกล่าวไว้ว่า"ปี 1572 ชาวอินคากลุ่มสุดท้ายขัดขืนเพียงเล็กน้อยก่อนจะยอมจำนนที่ที่ซ่อนกลางป่าดงดิบในที่ราบ"ในขณะที่มาชูปิกชูเป็นที่ราบสูง
มีการตั้งสมมติฐานว่ามาชูปิกชูน่าจะเป็นที่อาศัยของนักบวชเพื่อใช้ในการสังเกตุการโคจรของดวงอาทิตย์มากกว่า เนื่องจากมีหน้าต่างซึ่งดวงอาทิตย์จะโคจรมาอยู่ตรงกลางพอดีในวันสิ้นสุดฤดูร้อนและวันสิ้นสุดฤดูหนาว ส่วนแท่นบูชายัญที่บิงแฮมกล่าวไว้ น่าจะมีไว้เพื่อเป็นหอสังเกตุวงโคจรของดวงอาทิตย์เช่นกัน

โบราณวัตถุที่บิงแฮมนำมาจากมาชูปิกชูถูกห่อไว้ด้วยหนังสือพิมพ์ของช่วงปี 1920 และเก็บรักษาไว้ในห้องเก็บเอกสารของมหาวิทยาลัยเยลเป็นเวลานาน การตรวจสอบพบว่าของส่วนใหญ่ถูกทำขึ้นในศตวรรษที่ 15 ส่วนของที่ถูกฝังในหลุมศพนั้นมีลักษณะเรียบง่าย จึงน่าจะเป็นของผู้รับใช้มากกว่าเชื้อพระวงศ์
ซากศพที่พบในมาชูปิกชูมีจำนวนของชายหญิงพอๆกัน น่าจะมีการอาศัยเป็นครอบครัวซึ่งมีเด็กอยู่ด้วย ศพส่วนใหญ่พบร่องรอยของวัณโรคและโรคพยาธิ ฟันมีรอยผุเนื่องจากการทานข้าวโพดเป็นอาหารหลัก แต่ศพส่วนใหญ่มักเป็นผู้สูงอายุและไม่พบร่องรอยการตายที่น่าจะเกิดจากสงครามนัก สันนิษฐานได้ว่าศพของเชื้อพระวงศ์น่าจะถูกนำไปทำพิธีที่คุสโก้จึงไม่พบอยู่ที่นี่

172. hokuta (0)

Mail to hokuta


    06-07-2008, 01:00:09   [Edit message]   [ ระวังโจรหลอกขายโปร/สิ่งของ แลกกับเลขบัตรทรูมันนี่ ต้องขอเบอร์บ้านทุกครั้ง! ]
มีบางศพที่เห็นได้ชัดว่ามาจากแถบอารยธรรมอื่นเช่นจากบริเวณทะเลสาปติติกากา คาดว่าน่าจะเป็นศพของช่างฝีมือที่ถูกเรียกมาเพื่อการก่อกำแพงหินซึ่งถูกสร้างขึ้นอย่างปราณีต กำแพงเหล่านี้สร้างขึ้นจากหินที่ถูกตัดไว้อย่างลวกๆแล้วใช้เครื่องมือที่ทำจากหินเช่นกันค่อยๆเซาะตบแต่งให้เรียบร้อยอีกที ในภายหลังมีการค้นพบเส้นทางการลำเลียงหินและแหล่งที่มาของหินเหล่านี้ซึ่งมีการพบเครื่องมือตัดหินที่ทำจากหินซึ่งมีความแข็งเป็นพิเศษอยู่ด้วย

เมื่อเร็วๆนี้ มีการพบรอยไหม้ในชั้นใต้ดินของสิ่งก่อสร้าง จึงมีการคาดเดาว่าน่าจะเกิดจากชาวเมืองซึ่งเกรงว่าสเปนจะบุกมาจึงได้เผามาชูปิกชูเสียก็เป็นได้

มีสมมติฐานกล่าวว่า มาชูปิกชูอาจจะไม่ได้เป็นเมืองเลยก็ได้ ที่นี่น่าจะเป็นที่พักตากอากาศสำหรับเชื้อพระวงศ์ในหน้าแล้ง มาชูปิกชูประกอบด้วยราชวังซึ่งมีวิหารและคฤหาสน์ล้อมอยู่รอบๆซึ่งรวมไปถึงที่พักของผู้ทำงานในสถานที่นั้นๆด้วย คาดว่าในหน้าฝนหรือช่วงที่ไม่มีเชื้อพระวงศ์มาพัก ที่นี่น่าจะมีผู้อาศัยอยู่ไม่เกิน 750 คน
เมืองแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นโดยพระเจ้าพาชาคูตี้ในช่วงปี 1440 และน่าจะมีผู้อาศัยอยู่ตลอดเวลาจนกระทั่งถูกชาวสเปนมายึดดินแดนในอีก 80 ปีให้หลัง

อีกสมมติฐานกล่าวว่า มาชูปิกชูน่าจะเป็นเมืองที่เกี่ยวข้องกับพิธีทางศาสนา เห็นได้จากตำแหน่งของเมืองที่เหมาะกับการสังเกตุวงโคจรดวงอาทิตย์ และหน้าต่างดวงอาทิตย์ซึ่งกล่าวไว้ในข้างต้น
นอกจากนี้ ชาวอินคามักจะยกพระอาทิตย์และพระจันทร์เป็นของคู่กัน ซึ่งมีการพบสัญลักษณ์ของพระอาทิตย์และพระจันทร์ในโบราณสถานอื่นๆเป็นจำนวนมาก และสำหรับมาชูปิชูซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของดวงอาทิตย์นี้ ก็มีถ้ำในไวนาปิกชู (แปลว่า"ยอดเขาผู้เยาว์วัย") ที่อยู่เบื้องหลังมาชูปิกชูอีกที ซึ่งถูกสร้างไว้เป็นวิหารของดวงจันทร์

ปี 1983 มาชูปิกชูได้รับการประกาศจากยูเนสโก้ให้เป็นมรดกโลกพร้อมกับคุสโก้ และกลายมาเป็นสถานท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงที่สุดของเปรู ในปีหนึ่งๆ มีนักท่องเที่ยวกว่าห้าแสนคนเดินทางไปชมนครลอยฟ้า และเช่นเดียวกับมรดกโลกอื่นๆอีกหลายแห่ง มาชูปิกชูประสบกับปัญหาความทรุดโทรมอันเกิดจากฝีมือมนุษย์จนในที่สุด รัฐบาลเปรูได้ประกาศจำกัดจำนวนนักท่องเที่ยวที่จะขึ้นไปยังมาชูปิกชูเหลือเพียง 500 คนต่อวัน และทุกปีจะต้องมีการปิดมาชูปิกชูเป็นเวลา 1 เดือนเพื่อทำการฟื้นฟูมรดกโลกแห่งนี้

Credit : ohx3 ::

Modified on: 06-07-2008, 01:00:49

173. hokuta (0)

Mail to hokuta


    06-07-2008, 01:05:06   [Edit message]   [ ระวังโจรหลอกขายโปร/สิ่งของ แลกกับเลขบัตรทรูมันนี่ ต้องขอเบอร์บ้านทุกครั้ง! ]
ที่จริงแล้วมีเรื่องที่อยากเขียนหลายเรื่องทีเดียวค่ะ ตอนแรกตั้งใจจะเขียนเรื่องของมาเรีย คาราส แต่พอนั่งร่างโครงแล้วท่าทางมันจะยาวไปถึงเรื่องจอห์น F เคเนดี้ กับแจ็คลีนกับมาริลีน มอนโรด้วย เลยเก็บไว้ก่อนดีกว่า แล้วก็ยังมีคดีที่นำการโปรไฟล์ลิ่งมาใช้เป็นครั้งแรก คดีดังๆในฮอลลีวู้ด ปริศนาคดีลอบสังหารลินคอร์น...... เอาเป็นว่าตอนนี้ขอเขียนคดีที่คาใจมานานก่อนดีกว่าค่ะ เพิ่งได้อ่านเคียวโกคุโดซีรียส์ไป กำลังประทับใจคดีฆาตกรรมแบบญี่ปุ่นอยู่พอดี วันนี้จะมีแต่ตัวอักษรค่ะ เพราะหาภาพไม่เจอเลย อย่าเพิ่งเมาตัวหนังสือไปก่อนนะคะ (^^;

คิดว่าหลายท่านในที่นี้คงจะได้อ่านนิยายสืบสวนคดีฆาตกรรมของนักสืบคินดะอิจิ เคียวสึเกะซึ่งเขียนโดยอ.โยโคมิโสะ เคย์ชิไปแล้ว (ที่เป็นปู่ของคินดะอิจิ ฮะจิเมะในการ์ตูนน่ะค่ะ) ในตอน"หมู่บ้านแปดหลุมศพ"ซึ่งเป็นตอนหนึ่งที่มีชื่อเสียงที่สุดของซีรียส์ ยังจำได้ไหมว่ามีการพูดถึงคดีฆาตกรรม 33 ศพในตอนต้นเรื่อง และต้นแบบของคดีดังกล่าวนี้ก็คือคดีสะเทือนขวัญที่เกิดขึ้นจริงในจังหวัดโอคายามะนั่นเอง


津山事件 หรือ 津山三十人殺し
คดีสึยามะ หรือคดีฆาตกรรม 30 ศพที่สึยามะ

จากเมืองสึยามะในจังหวัดโอคายามะไปทางตอนเหนือ 20 กิโลเมตรคือหมู่บ้านไคโอะและหมู่บ้านซาคาโมโตะซึ่งอยู่เยื้องไปทางจังหวัดโทตโทริ ทั้งสองหมู่บ้านนี้เป็นชุมชนขนาดเล็กในหุบเขา มีผู้อาศัยรวมกันเพียง 43 ครัวเรือนหรือ 205 คนเท่านั้นเอง

โทอิ มุทสึโอะ เกิดเมื่อวันที่ 5 มีนาคม 1917 ที่เมืองยูกิชิเงะในอำเภอโทมาดะนั่นเอง ทั้งพ่อและแม่เสียชีวิตไปตั้งแต่เขาอายุยังน้อยเนื่องจากวัณโรค โยเนะผู้เป็นย่าจึงรับเขาและพี่สาวชื่อมินาโกะมาเลี้ยงและย้ายกลับมายังบ้านเกิดที่หมู่บ้านไคโอะ
* บ้านซึ่งครอบครัวโทอิเช่าอยู่นี้ แต่เดิมเป็นบ้านของเทระคาวะ จิโยะซึ่งภายหลังกลายมาเป็นหนึ่งในผู้เคราะห์ร้ายคดีสึยามะ ซึ่งเมื่อปี 1875 จูจิโร่ผู้เป็นสามีเก่าของจิโยะ ได้ไปมีความสัมพันธุ์เชิงชู้สาวกับทาเอะซึ่งเป็นภรรยาของฟูจิโมริ โทคุโซ และถูกสามีจับได้ โทคุโซผู้เป็นสามีคิดแค้นจึงนำดาบญี่ปุ่นบุกมาถึงบ้านเทระคาวะ แต่ฆ่าทาเอะไม่ลง เมื่อฆ่าจูจิโร่แล้วก็คว้านท้องตัวเองตาย ในตอนนั้น โทคุโซมีอายุ 21 ปีเท่ากับโทอิ มุทสึโอะยามก่อคดีพอดี

มุทสึโอะในวัยเด็กนั้นเป็นคนเก็บเนื้อเก็บตัว มักขลุกในตัวอยู่ในบ้านเล่นกับพี่สาวเสียมากกว่า เมื่ออายุได้ 6 ปีซึ่งเป็นปีที่เขาต้องไปเข้าเรียนชั้นประถม ย่าก็อ้างเหตุผลว่าหลานมีร่างกายอ่อนแอต้องอยู่รักษาตัวกับบ้านจึงทำให้มุทสึโอะเข้าเรียนช้ากว่าเด็กคนอื่นไปหนึ่งปี ในข้อนี้ นอกจากจะเพราะตัวมุทสึโอะเองไม่อยากไปโรงเรียนแล้ว ส่วนหนึ่งยังมาจากอคติของผู้เป็นย่าที่มีต่อทางโรงเรียนอีกด้วย (ไม่กี่ปีก่อนนี้ ราคาซื้อข้าวสารถีบตัวสูงเป็นประวัติการณ์ สร้างกำไรให้กับครอบครัวชาวนาเช่นบ้านโทอิ แต่ครูใหญ่ของโรงเรียนได้ไปยื่นเรื่องกับทางอำเภอให้ทำการควบคุมราคาซื้อขายข้าวสาร จึงสร้างความไม่พอใจให้กับโยเนะผู้เป็นย่าเป็นอย่างมาก) ภายหลังเมื่อมุทสึโอะเข้าเรียน เขามีผลการเรียนดี รักการอ่าน ทางโรงเรียนแนะนำว่าเขาควรจะไปเรียนต่อที่โรงเรียนประจำจังหวัด หากถูกย่าโยเนะคัดค้าน มุทสึโอะจึงปฏิเสธข้อเสนอนี้ไป
ปี 1932 หลังเรียนจบมาได้ไม่นานนัก มุทสึโอะก็ป่วยหนักและถูกแพทย์สั่งห้ามทำงานหนัก เขาอยู่เฉยๆไม่งานอะไรพักหนึ่งจนอาการเริ่มดีขึ้นแล้วเข้าเรียนต่อในโรงเรียนวิชาเสริมประจำหมู่บ้านตามคำแนะนำของมินาโกะผู้เป็นพี่สาว (แน่นอนว่าเจอย่าคัดค้านก่อน) หากเมื่อพี่สาวแต่งงานออกจากบ้านไป มุทสึโอะก็เริ่มเบื่อหน่ายการเรียนและกลับมาขลุกตัวอยู่กับบ้านอีกครั้ง เขาไม่คบหากับคนรุ่นราวคราวเดียวกัน แต่เขียนหนังสือมาอ่านให้เด็กแถวบ้านฟังบ่อยๆ

ในหมู่บ้านของมุทสึโอะยังมีธรรมเนียมโยไบหลงเหลืออยู่ (夜這い - ธรรมเนียมในแถบคันไซสมัยก่อน ซึ่งจะถือว่าผู้หญิงที่ยังไม่แต่งงานและแม่ม่ายเป็นสมบัติส่วนรวมของผู้ชายในหมู่บ้านเดียวกัน พอตกค่ำก็จะไปมาหาสู่เพื่อมีความสัมพันธ์ฉันท์ชู้สาวโดยความยินยอมของทั้งสองฝ่าย) มุทสึโอะจึงมีความสัมพันธ์กับผู้หญิงหลายรายผ่านธรรมเนียมดังกล่าว หากในปี 1937 มุทสึโอะเข้าสอบเป็นทหารและถูกตัดสินให้สอบตกเนื่องจากมีอาการเบื้องต้นของวัณโรค จากในช่วงนี้เองที่ผู้หญิงที่เขาคบหาอยู่พากันปฏิเสธที่จะมีสัมพันธ์ด้วย เนื่องจากผู้หญิงในยุคนั้นมีค่านิยมชื่นชมผู้ชายที่เข้ารับการเกณฑ์ทหารมากกว่า ซ้ำในยามนั้นวัณโรคยังเป็นโรคติดต่อที่ไม่สามารถรักษาได้ จึงยิ่งทำให้คนในหมู่บ้านพากันกีดกันเขาออกไปและมักจะซุบซิบนินทาเยาะเย้ยเขาอยู่บ่อยๆ

ในปีเดียวกัน มุทสึโอะสอบได้ใบอนุญาตล่า!แล้วก็ซื้อปืนล่า!แบบยิงสองนัด ปีถัดมาซื้อปืนบราวนิ่งแบบยิงห้านัดและขึ้นไปซ้อมยิงปืนบนภูเขาทุกวัน พอตกค่ำก็ถือปืนเดินวนเวียนไปมาในหมู่บ้าน สร้างความกังวลให้กับคนในแถบนั้นมาก ซึ่งในข้อนี้ มีการวิจารณ์ว่ามุทสึโอะคิดจะใช้ปืนขู่พวกผู้หญิงให้มีความสัมพันธ์กับตนโดยไม่ได้คิดจะฆ่าชาวบ้านแต่อย่างไร หรือบ้างก็ว่าเขาเพียงแต่ใช้ปืนเป็นเครื่องป้องกันตัวจากการรุมทำร้ายของคนในหมู่บ้านเท่านั้น หากในไม่ช้า มุทสึโอะก็เอาที่นาไปจำนองเพื่อนำเงินมาซื้อปืนสำหรับล่า!ใหญ่ซึ่งอาจหมายความโดยนัยว่าเขากำลังเตรียมจะก่อคดีในไม่ช้า จนวันหนึ่ง โยเนะผู้เป็นย่าเห็นมุทสึโอะใส่ยาลงในซุปมิโสะของตน จึงโวยวายขึ้นมาแล้วไปแจ้งความกับตำรวจว่าตัวเองจะถูกหลานฆ่า ทางตำรวจจึงยกคนมาค้นบ้านและยึดอาวุธปืนทั้งหมดไป พร้อมกันนั้นยังได้ยึดดาบญี่ปุ่น ดาบสั้น มีดจีนรวมทั้งใบอนุญาตล่า!ไปอีกด้วย
แต่กระนั้น มุทสึโอะก็ยังอาศัยเส้นสายของคนรู้จัก รวบรวมปืนและอาวุธต่างๆมาอีกครั้ง เขารอจนกระทั่งผู้หญิงสองคนซึ่งเคยคบหากับตนมาก่อนแต่แต่งไปอยู่หมู่บ้านอื่นกลับมายังหมู่บ้าน จึงได้เริ่มก่อคดีขึ้นคืนนั้นเอง ในขณะเกิดคดี มุทสึโอะมีอายุได้ 21 ปี

174. hokuta (0)

Mail to hokuta


    06-07-2008, 01:08:09   [Edit message]   [ ระวังโจรหลอกขายโปร/สิ่งของ แลกกับเลขบัตรทรูมันนี่ ต้องขอเบอร์บ้านทุกครั้ง! ]
วันที่ 20 พฤษภาคม 1938 ในคืนก่อนเปิดฉากคดีฆาตกรรมที่สึยามะนั้นเอง เมื่อเวลาประมาณสี่โมงเย็น มุทสึโอะขี่จักรยานวนไปตามบ้านต่างๆที่ตนวางแผนจะเข้าโจมตีเพื่อตรวจตราล่วงหน้า ประมาณห้าโมงเย็นวันเดียวกัน เขาปีนเสาไฟฟ้าขึ้นไปตัดสายไฟทำให้ไฟดับทั้งหมู่บ้าน หากชาวหมู่บ้านก็ไม่มีใครเอะใจเกี่ยวกับเรื่องนี้หรือไปแจ้งให้ช่างไฟฟ้ามาซ่อมสายไฟแต่อย่างไร
หลังจากนั้น มุทสึโอะก็กลับมาบ้าน ขึ้นไปในห้องใต้หลังคาแล้วเปลี่ยนชุดเตรียมออกรบ เขาใส่เสื้อคอตั้งของทหาร พันสายคาดกับหน้าแข้งทั้งสองข้าง บนหัวพันกระบอกไฟฉายขนาดเล็กสองอันไว้ราวกับเขาของปีศาจ แล้วแขวนไฟหน้าของจักรยานไว้กับตัว ที่เอวเสียบดาบญี่ปุ่นกับมีดจีนอีกสองเล่ม ในมือถือปืนบราวนิ่งขนาดยิงติดต่อกันเก้านัด เขายัดกระสุนลงในกระเป๋ากว่า 100 นัด สะพายย่ามซึ่งบรรจุดินปืนกับปลอกกระสุน และวางพินัยกรรมของตนทิ้งไว้แล้วก็พร้อมที่จะเปิดฉากการล้างแค้นในที่สุด

วันที่ 21 พฤษภาคม 1938 เวลาประมาณ 0 นาฬิกากว่าๆมีฝนตกเล็กน้อยหากก็หยุดลงในไม่ช้า อากาศในคืนนั้นหนาวเหน็บ มีแสงจันทร์ส่องลอดเมฆลงมาเป็นระยะ และสาเหตุหนึ่งที่ทำให้มุทสึโอะสามารถก่อคดีฆาตกรรมมากรายได้ภายในคืนเดียวนั้นมาจากการที่หมู่บ้านนี้ยังห่างไกลความเจริญ ชาวบ้านส่วนใหญ่มักไม่ลงกลอนประตูแม้แต่ในเวลากลางคืนนั่นเอง

หลังที่ 1 เวลาประมาณตีหนึ่ง 40 นาที มุทสึโอะลงมาจากห้องใต้หลังคาแล้วเข้าไปในห้องนอนย่า ใช้ขวานฟันคอผู้เป็นย่าขาดกระเด็นไปถึง 50 เซนติเมตร
ขณะนี้ จำนวนผู้เสียชีวิต 1 ราย

* จากตรงนี้ไป ชื่อคนเยอะมากค่ะ ข้าพเจ้าอ่านแล้วก็ไม่แน่ใจว่าอ่านถูกทุกชื่อหรือเปล่า หากท่านใดมีข้อมูลอยู่ก็ใคร่ขอคำแนะนำด้วยค่ะ

หลังที่ 2 เขาเลือกบ้านคิชิโมโตะ คัทสึยูกิเป็นเหยื่อรายถัดมา คัทสึยูกิซึ่งเป็นหัวหน้าครอบครัวอยู่ระหว่างการเกณฑ์ทหารจึงไม่อยู่บ้าน ส่วนสึกิโยะ(50)นั้นเคยมีความสัมพันธ์กับมุทสึโอะมาก่อนแต่มาภายหลังได้ปฏิเสธเขา ซ้ำยังเอาเรื่องไปพูดให้คนอื่นฟังทั่วหมู่บ้านจนมุทสึโอะคิดแค้นใจเป็นพิเศษ หากพอจะใช้ปืนก็เกรงว่าเสียงปืนจะดังไปถึงหูคนอื่น เขาจึงใช้ดาบญี่ปุ่นแทงอกสึกิโยะจนทะลุเสื้อทาทามิ ก่อนจะแทงซ้ำที่ปาก
หลังจากนั้นก็ใช้ดาบเล่มเดียวกันฟันลูกชายวัย 14 ปีและ 11 ปีที่นอนอยู่ข้างๆจนเสียชีวิต ส่วนลูกสาวชื่อมิสะ(19)ไม่อยู่บ้าน หากมุทสึโอะก็รู้ดีว่าเธอไปค้างอยู่ที่บ้านเทระคาวะ
ขณะนี้ จำนวนผู้เสียชีวิต 4 ราย

หลังที่ 3 เป็นบ้านของครอบครัวนิชิดะ ฮิเดชิ โทเมะ(43)ผู้เป็นภรรยาก็เป็นหนึ่งผู้หญิงที่เขาเคยมีความสัมพันธ์ด้วยและกล่าวปฏิเสธมุทสึโอะมาก่อน เขาจ่อปืนยิงท้องของโทเมะซึ่งหลับอยู่จนอวัยวะภายในระเบิดกระจายออกมา
ที่ห้องข้างๆ ฮิเดชิผู้เป็นสามี(50) เรียวโกะลูกสาวคนโต(22) และทสึรุโกะน้องสะใภ้(22)ต่างนอนหลับอยู่ที่โต๊ะอุ่นขา เรียวโกะเป็นหนึ่งในสองคนที่ทำให้เขาเลือกจะลงมือในคืนนี้ เธอเคยคบหากับมุทสึโอะแต่แต่งงานไปอยู่หมู่บ้านอื่น ที่กลับมาบ้านก็เพื่อจะเยี่ยมดูแลแม่ที่กำลังป่วยเป็นหวัดนั่นเอง ทั้งสามคนสะดุ้งตื่นเมื่อได้ยินเสียงปืน หากก็ถูกมุทสึโอะยิงตายในที่นั้นเอง
ขณะนี้ จำนวนผู้เสียชีวิต 8 ราย

หลังที่ 4 ครอบครัวคิชิโมโตะ ทาคาชิ มุทสึโอะบุกเข้าบ้านยิงทาคาชิเจ้าบ้าน(22) และนิชิดะ จิเอะ(20)ตายคาฟูก จิเอะกำลังท้องหกเดือน กระสุนถูกครรภ์ของเธอตายสนิทในทันที
หลานชื่อทากาโอะกระโจนเข้ามา หากก็ถูกมุทสึโอะให้ด้ามปืนฟาดแล้วยิงที่อกจนเสียชีวิต ก่อนจะหันไปพูดกับทามะ(70)ผู้เป็นย่าว่า"ฉันไม่มีความแค้นอะไรกับบ้านแกหรอก แต่ลูกสาวนิชิดะแต่งเข้าบ้านนี้ ฉันก็เลยต้องฆ่าพวกแกด้วย" ทามะร้องขอชีวิต มุทสึโอะจึงสั่งให้เงยหน้าขึ้นแล้วยิงที่อก ทามะกระเด็นปลิวไป เธอได้รับบาดเจ็บสาหัสก็จริง แต่ก็รอดชีวิตมาได้อย่างปาฏิหารย์
* จิเอะเป็นลูกสาวคนรองของนิชิดะ โทเมะ ผู้เคราะร้ายในบ้านหลังที่ 3
ขณะนี้ จำนวนผู้เสียชีวิต 11 ราย

หลังที่ 5 บ้านเทระคาวะ เซย์อิจิมีผู้อาศัย 6 คน ต่างก็ตื่นขึ้นเพราะเสียงปืน เมื่อมุทสึโอะบุกเข้ามาทางประตูหน้าบ้าน เซย์อิจิผู้เป็นเจ้าบ้าน(60)ออกมาดูว่าใครแล้วก็ถูกยิงที่อกถึงแก่ชีวิต
เทย์อิจิลูกชายคนโต(19)กระโจนออกนอกบ้านทางหน้าต่างหากก็ถูกยิงที่หลัง โทกิลูกสาวคนที่ห้า(15)กับฮานะลูกสาวคนที่หก(12)กำลังจะหนีออกไปทางระเบียงหากก็ถูกยิงเสียก่อน เซ็ตสึโกะผู้เป็นสะใภ้(22)โดนต้อนไปที่มุมห้องแล้วถูกยิงที่อกจนเสียชีวิต (เทย์อิจิกับเซ็ตสึโกะเพิ่งจะแต่งงานกันเมื่อ 6 วันก่อนเกิดคดีนี้เอง)
ยูริโกะลูกสาวคนที่สี่(22)นั้นเคยมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับมุทสึโอะแต่เธอหนีไปแต่งงานกับผู้ชายคนอื่น มุทสึโอะแค้นใจจึงบุกไปโยไบในคืนวันแต่งงานนั่นเอง ผลทำให้ยูริโกะต้องหย่าไปโดยปริยาย มุทสึโอะตั้งใจจะกลับมาคบกับยูริโกะใหม่หากฝ่ายผู้หญิงแต่งงานอีกครั้งไปอยู่หมู่บ้านอื่น และเพิ่งจะกลับมาเยี่ยมบ้านเมื่อ 3 วันก่อนหน้านี้ (เธอเป็นหนึ่งในสองคนที่ทำให้มุทสึโอะตัดสินใจลงมือ) ในวันเกิดเหตุ ยูริโกะหนีออกทางประตูหลังไปหลบอยู่ที่บ้านเทระคาวะ ชิเงคิจิที่อยู่ใกล้ๆ ทำให้เธอมีเพียงบาดแผลเล็กน้อยและรอดชีวิตมาได้ แต่สมาชิกคนอื่นๆของเทระคาวะอีกหลังนั้นไม่ได้โชคดีด้วย
ขณะนี้ จำนวนผู้เสียชีวิต 16 ราย

175. hokuta (0)

Mail to hokuta


    06-07-2008, 01:12:17   [Edit message]   [ ระวังโจรหลอกขายโปร/สิ่งของ แลกกับเลขบัตรทรูมันนี่ ต้องขอเบอร์บ้านทุกครั้ง! ]
หลังที่ 6 บ้านเทระคาวะ ชิเงคิจิหลังนี้แต่เดิมไม่ได้อยู่ในแผนล้างแค้นของมุทสึโอะ หากเมื่อเขารู้ตัวว่ายูริโกะหนีมาที่นี่จึงไล่ตามมา ตอนที่มุทสึโอะมาถึง คนในบ้านได้ลงกลอนประตูแล้ว มุทสึโอะจึงตะโกนโวยวายสั่งให้เปิดประตูอยู่ที่หน้าบ้าน โคชิโร่ผู้พ่อ(86)อยู่ที่เรือนเล็กไม่ทันทราบเรื่องราว เมื่อเปิดประตูระเบียงก็ถูกยิงซ้อนกันสองนัดที่อกจนเสียชีวิตในทันที
ภายในเรือนใหญ่ยูริโกะกับครอบครัวเทระคาวะอีก 4 คนปิดประตูลงกลอนหน้าต่างอย่างแน่นหนา แต่เมื่อมุทสึโอะทุบประตูหลังพร้อมกับระรัวยิงปืน ชิเงคิจิผู้เป็นเจ้าบ้านก็เกรงว่าหากปล่อยไว้ท่าจะไมดี จึงให้ชินจิลูกชายคนรอง(17)ออกทางประตูข้างไปขอความช่วยเหลือจากบ้านเทระคาวะ เก็นอิจิ หากขณะกำลังหลบออกไปก็ถูกมุทสึโอะพบเห็นเสียก่อน ชินจิจึงหลบอยู่ในกอไผ่รอดสายตาคนร้ายมาได้ มุทสึโอะจึงกลับมาที่บ้านเทระคาวะ ตะโกนโวยวายแล้วยิงใส่ประตูสองนัด ซึ่งหนึ่งนัดยิงถูกขาของยูกิโกะลูกสาวคนที่สี่(21)จนได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย
ขณะนี้ จำนวนผู้เสียชีวิต 17 ราย

มาถึงตรงนี้ เสียงปืนที่ดังติดๆกันหลายนัดก็ทำให้ชาวบ้านเริ่มรู้ตัวถึงเหตุการณ์ผิดปกติในที่สุด

หลังที่ 7 คือบ้านของเทระคาวะ โคจิซึ่งอยู่บนเนิน มุทสึโอะเคยจ่ายเงินให้กับโทโยะ(45)เพื่อที่จะมีความสัมพันธ์ด้วยแต่ภายหลังก็ถูกปฏิเสธ ซ้ำเธอยังรับหน้าที่เป็นแม่สื่อหาคู่ให้กับเรียวโกะและยูริโกะอีกด้วย โทโยะและลูกชายชื่อโคจิ(21)ยังคงนอนหลับสนิทโดยไม่ทันได้ยินเสียงปืน มุทสึโอะจึงยิงแม่ลูกทั้งคู่ตายคาที่นอน
ขณะนี้ จำนวนผู้เสียชีวิต 19 ราย

หลังที่ 8 คือบ้านเทระคาวะ เซ็นคิจิซึ่งอยู่ใกล้ๆกับบ้านของมุทสึโอะเอง ที่จริงแล้วมุทสึโอะไม่มีความแค้นโดยตรงกับบ้านนี้ หากฟุเนะชิตะ ทสึรุโยะ(21)กับคิชิโมโตะ มิสะ(19)ซึ่งเคยปฏิเสธเขามานอนค้างที่นี่เพื่อช่วยเลี้ยงตัวไหม เขาลอบเข้าไปในโรงเลี้ยงไหมแล้วยิงใส่ทั้งคู่คนละสองนัด คนหนึ่งถูกยิงที่ศีรษะจนสมองกระเด็นออกมา ส่วนอีกคนถูกยิงที่ท้องจนไส้ทะลัก เสียชีวิตในที่นั้นทั้งคู่
ฮิระจิ โทระภรรยาเจ้าบ้าน(65)ซึ่งนอนค้างในที่เดียวกันพยายามร้องขอชีวิต หากก็ถูกยิงทะลุท้องจนถึงแก่ความตาย
หลังจากนั้น มุทสึโอะบุกเข้าไปในเรือนใหญ่ก็จริง หากก็เปลี่ยนใจ กลับออกมาโดยไม่ได้ฆ่าใคร
ขณะนี้ จำนวนผู้เสียชีวิต 22 ราย

หลังที่ 9 เป็นบ้านของฟุเนะชิตะ เคียวอิจิ (ทสึรุโยะผู้เป็นลูกสาวถูกฆ่าตายไปแล้วที่บ้านก่อน) มุทสึโอะเข้าไปเจออิโตะ(47)กำลังดูไฟในโรงไหมอยู่พอดี จึงระรัวยิงปืนใส่จนอิโตะได้รับบาดเจ็บสาหัส อิโตะถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลหากก็เสียชีวิตในอีก 6 ชั่วโมงให้หลัง
เคียวอิจิเจ้าของบ้านได้ยินเสียงปืนจึงหนีออกจากบ้านไปได้ทัน (เขาเคยแต่งงานกับยูริโกะมาระยะหนึ่ง จึงเป็นไปได้ที่จะอยู่ในรายการแค้นของมุทสึโอะด้วย) เคียวอิจิวิ่งไปยังป้อมตำรวจเพื่อจะแจ้งความ หากป้อมที่ใกล้ที่สุดนั้น นายตำรวจออกไปตระเวณรักษาการณ์พอดี เคียวอิจิจึงต้องไปขอความช่วยเหลือจากอีกป้อมที่อยู่ห่างออก ซึ่งกว่าเขาจะไปถึงนั้นก็เป็นเวลาประมาณตีสอง 40 นาที
ขณะนี้ จำนวนผู้เสียชีวิต 23 ราย

(คนร้ายยังไม่เหนื่อย แต่คนเขียนชักเหนื่อยแล้วค่ะ orz)

หลังที่ 10 คือครอบครัวอิเคะยามะ มัทสึโอะ นอกจากลูกชายคนโตที่กำลังอยู่ระหว่างไปเที่ยวทัศนศึกษาแล้ว สมาชิกคนอื่นๆอีก 7 คนอยู่บ้านกันพร้อมหน้า ที่มุทสึโอะเลือกครอบครัวนี้เป็นเหยื่อก็เพราะมัทสึโอะเป็นพี่ชายของเทระคาวะ มัทสึโกะที่เขาเคยมีสัมพันธ์ด้วย หากพอมัทสึโกะทราบว่าเขาป่วยเป็นวัณโรคก็บอกเลิกคบหาในทันที (มัทสึโกะเห็นท่าทางมุทสึโอะไม่น่าไว้ใจจึงพาลูกของตนย้ายไปอยู่เกียวโต ก่อนไปได้ชวนนิชิดะ โทเมะ(ผู้เคราะห์ร้ายในบ้านหลังที่ 3)ให้หนีไปด้วยกัน แต่โทเมะไม่ไปโดยให้เหตุผลว่าตัวเองไม่ได้ทำอะไรให้ถูกแค้นจนถึงขนาดต้องฆ่าฟันกัน) มัทสึโอะเปิดบานระเบียงออกมาข้างนอก เมื่อถูกมุทสึโอะพบที่ประตูหลังก็โดนรัวยิงใส่ หากเจ้าตัวลนลานหนีไปซ่อนในกอไผ่ทันจึงรอดมาได้ จากนั้นมุทสึโอะเข้าไปในบ้านแล้วยิงมิยะผู้เป็นภรรยา(34)จนเสียชีวิต และยังลั่นปืนใส่เทรุโอะลูกชายคนที่สี่(5)จนไส้ทะลักออกมาจากท้อง ทสึรุผู้เป็นแม่(72)ถูกกระสุนทะลุผ่านไหล่ซ้ายเสียชีวิต คัทสึอิจิผู้พ่อ(74)พยายามจะหนีออกทางประตูหน้า แต่ถูกมุทสึโอะรัวปืนใส่ กระสุนหกนัดยิงถูกตัวและทะลุถูกปอดเสียชีวิต ส่วนลูกชายคนรองและลูกชายคนที่สามนั้น มุทสึโอะละเว้นชีวิตให้จึงรอดมาโดยไม่มีบาดแผลแม้แต่น้อย
ขณะนี้ จำนวนผู้เสียชีวิต 27 ราย

หลังที่ 11 เป็นบ้านบนเนินสูงของเทระคาวะ คุระอิจิซึ่งเป็นคนมีฐานะในหมู่บ้าน คุระอิจิได้ใช้เงินมีความสัมพันธ์กับผู้หญิงหลายคนในหมู่บ้านซึ่งในจำนวนนั้นมีมัทสึโกะและมิโยะรวมอยู่ด้วย มาถึงตรงนี้ ไฟรถจักรยานของมุทสึโอะดับไปแล้ว หากเมื่อปีนมาถึงยอดเนิน เขาก็ตะโกนเรียกให้คุระอิจิออกมา ฮามะผู้เป็นภรรยา(56)ถือเทียนออกมาดู พอกำลังจะหันกลับไปในบ้าน มุทสึโอะก็ลั่นปืนมาโดนมือที่ถือเทียนของฮามะ คุระอิจิรีบมาช่วยฮามะดันประตูไม่ให้คนร้ายเข้ามา หากเมื่อเห็นมุทสึโอะลั่นปืนใส่ประตูห้านัดทะลุมาโดนแขนขวาของฮามะก็ตกใจ วิ่งหนีขึ้นไปชั้นสองแล้วเปิดหน้าต่างออกมาตะโกนขอความช่วยเหลือ (เนื่องจากบ้านนี้อยู่บนเนินสูง เสียงจึงได้ยินไปทั่วหมู่บ้าน) มุทสึโอะยิงปืนใส่คุระอิจิหากไม่โดน เมื่ออีกฝ่ายฟุบตัวหลบไป คนร้ายจึงตัดใจไปยังบ้านอื่นต่อ ฝ่ายฮามะถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลก็จริง แต่ทนพิษบาดแผลไม่ไหวและเสียชีวิตไปในอีก 12 ชั่วโมงให้หลัง
ขณะนี้ จำนวนผู้เสียชีวิต 28 ราย

176. hokuta (0)

Mail to hokuta


    06-07-2008, 01:12:52   [Edit message]   [ ระวังโจรหลอกขายโปร/สิ่งของ แลกกับเลขบัตรทรูมันนี่ ต้องขอเบอร์บ้านทุกครั้ง! ]
หลังที่ 12 จนถึงตรงนี้ล้วนเป็นคดีที่เกิดขึ้นในหมู่บ้านไคโอะก็จริง แต่บ้านหลังถัดมานี้เป็นบ้านของโอกาเบะ คาสึโอะในหมู่บ้านซากาโมโตะที่อยู่ข้างเคียงกัน มุทสึโอะวิ่งไปตามทางในร่องเขาเป็นระยะทาง 2 กิโลเมตรเพื่อจะตามมาล้างแค้น มิโยะผู้เป็นภรรยา(32)นั้นมีความสัมพันธ์หลายครั้งกับมุทสึโอะแต่ถูกคาสึโอะผู้เป็นสามี(51)ขัดขวางมาตลอด จนพักนี้มิโยะเองก็มีท่าทีเย็นชากับเขาไปอีกคน บ้านโอกาเบะปกติจะลงกลอนประตูไว้ก็จริง แต่มิโยะปลดกลอนออก (คาดว่าคงเพราะการคบหากับคุระอิจิ) คนร้ายจึงบุกเข้ามาในบ้านได้ คาสึโอะพยายามจะคว้าปืนลมมายิงสู้ หากก็ถูกมุทสึโอะยิงใส่เจ็ดนัดจนเสียชีวิตไปพร้อมกับภรรยา

และแล้วในที่สุด คดีฆาตกรรมซึ่งกินเวลาเพียง 1 ชั่วโมงครึ่งก็สิ้นสุดลง รวมจำนวนผู้เสียชีวิต 30 ราย (28 รายเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ อีก 2 รายได้รับบาดเจ็บสาหัสและเสียชีวิตในภายหลัง) บาดเจ็บหนัก 1 ราย บาดเจ็บอีกเล็กน้อย 2 ราย

หลังจากฆ่าสามีภรรยาโอกาเบะแล้ว ประมาณตีสาม มุทสึโอะไปยังบ้านทาเคดะเพื่อขอกระดาษกับพู่กัน อัทสึโอะคุง(5)เป็นเด็กที่ไปฟังมุทสึโอะเล่าเรื่องให้ฟังบ่อยๆเป็นผู้นำกระดาษกับดินสอมาให้ เขาบอกกับเด็กชายว่า"ตั้งใจเรียนให้ได้ดิบได้ดี"แล้วก็รับของมา เขาเดินขึ้นภูเขาไป 3 กิโลเมตรครึ่งเพื่อเขียนพินัยกรรมเพิ่มเติม และฆ่าตัวตายเป็นการปิดฉากคดีสึยามะลงในที่สุด (ผลการชันสูตรศพ พบว่าเสียชีวิตเมื่อเวลาประมาณตีห้าของวันเกิดคดี)

พินัยกรรมหรือจดหมายลาตายที่พบข้างศพของโทอิ มุทสึโอะในเขามีใจความดังนี้ (แปลตรงจากฉบับญี่ปุ่นค่ะ ถ้ามีตรงไหนผิดก็ต้องขออภัยด้วยค่ะ)

"ผมกำลังจะตายแล้วจึงขอเขียนข้อความทิ้งเอาไว้ ผมได้ตัดสินใจทำการลงไปก็จริง แต่ไม่สามารถฆ่าคนที่ควรจะฆ่า กลับฆ่าคนที่ไม่ควรจะฆ่าเพราะเหตุการณ์พาไป ต้องขออภัยคุณย่ามาจากใจจริง ย่าเลี้ยงผมมาตั้งแต่สองขวบ ผมไม่ควรจะฆ่าท่านก็จริง แต่สงสารท่านที่ต้องถูกทิ้งไว้เพียงลำพังจึงตัดสินใจทำเช่นนั้นลงไป ผมตั้งใจจะฆ่าท่านให้ไปสบายแต่ลงท้ายก็ไม่ได้ดังใจคิด มีแต่ต้องหลั่งน้ำตาให้ด้วยความเสียใจ ผมต้องขอโทษพี่ด้วย ขอโทษจริงๆ ยกโทษให้น้องชายไม่เอาไหนคนนี้ด้วย ผมทำเรื่องเช่นนี้ลงไป (ถึจะรู้ดีว่าเป็นความผิดของตัวเอง) พี่จะไม่ทำศพให้ผมก็ได้ ถึงจะโดนทิ้งให้เน่าเปื่อยอยู่กลางทุ่งก็สมกับความตั้งใจของผมแล้ว สี่ปีที่เจ็บป่วยต้องเผชิญกับความเย็นชาของสังคม ผมร้องไห้กับความกดขี่ข่มเหง แม้จะได้รับความรักจากครอบครัว หากก็ยากที่จะทนทานได้ สังคมควรจะเห็นใจคนป่วยวัณโรคให้มากกว่านี้ ผมเบื่อที่จะเป็นคนอ่อนแอแล้ว ครั้งหน้าจะขอเป็นคนเข้มแข็ง ชีวิตของผมที่ผ่านมามีแต่ความทุกข์ คราวนี้จะขอเกิดใหม่ไปหาชีวิตที่มีความสุขกว่านี้
อะไรๆก็ไม่เป็นไปตามที่คิด ที่ผมตัดสินใจลงมือในครั้งนี้ก็เพราะเทระคาวะ ยูริโกะที่เคยคบหากันกลับมาเยี่ยมบ้านเกิด ทั้งนิชิดะ เรียวโกะก็กลับมาพอดี แต่เทระคาวะ ยูริโกะกลับหนีรอดไปได้ ยังมีเทระคาวะ คุระอิจิอีกคน เสียดายที่ต้องปล่อยให้มันรอดไป คนพรรค์นั้นควรจะถูกกำจัดให้หายไปจากโลกนี้ เจ้านั่นให้เงินหลอกล่อแม่ม่ายตัวคนเดียวให้คบหากับตัวเอง จนไม่มีผู้หญิงคนไหนในหมู่บ้านที่ไม่มีความสัมพันธ์กับมันเลยก็ว่าได้ คิชิโมโตะ จุนอิจิก็เอาแต่ลักลอบล่า! มีแต่คนในหมู่บ้านรังเกียจ คนอย่างพวกเขาสมควรจะถูกกำจัดไปจากโลกนี้
ฟ้ากำลังจะสางแล้ว ผมขอตัวตายไปก่อนล่ะ"

* ที่จริงยังมีพินัยกรรมฉบับที่ทิ้งไว้ที่บ้านอีกสองหน้าค่ะ แต่หมดแรงแล้ว ขออนุญาตละไว้ก็แล้วกันค่ะ

ในความเป็นจริงนั้น เนื่องจากมุทสึโอะซึ่งเป็นคนร้ายได้ฆ่าตัวตายไปโดยไม่ถูกสอบปากคำ ทั้งผู้ที่เกี่ยวข้องกับคดีต่างก็เสียชีวิตไปเป็นจำนวนมาก รูปคดีจึงทราบได้เพียงจากคำให้การของคนที่รอดชีวิตอยู่เท่านั้น จึงยังมีหลายส่วนที่ยังคลุมเคลืออยู่ ทั้งผู้รอดชีวิตส่วนใหญ่ต่างก็มีความสัมพันธ์เป็นญาติ จึงมีความเป็นไปได้ที่ต่างจงใจจะป้ายความผิดทั้งหมดให้กับมุทสึโอะแต่ผู้เดียว
หลังเกิดคดี ญาติของมุทสึโอะที่ไม่ถูกทำร้ายถูกครหาว่ารู้แต่แรกแล้วว่าจะเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นแต่ก็ไม่กล่าวห้ามปราม จึงถูกตัดขาดชาวบ้านคนอื่นๆ

นอกจาก"หมู่บ้านแปดหลุมศพ"ที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว คดีนี้ยังเป็นต้นแบบในสื่อต่างๆอีกหลายอย่างด้วยค่ะ ที่ข้าพเจ้าพอจะทราบก็ในเกม Siren กับเกม 零-赤い蝶-(Fetal Frame II -Crimson Butterfly-) เป็นต้น

Credit : ohx3 ::

Modified on: 06-07-2008, 01:13:36

177. hokuta (0)

Mail to hokuta


    06-07-2008, 01:22:11   [Edit message]   [ ระวังโจรหลอกขายโปร/สิ่งของ แลกกับเลขบัตรทรูมันนี่ ต้องขอเบอร์บ้านทุกครั้ง! ]
ถ้าพูดถึงเรื่องลึกลับแล้ว คาดว่าคงจะไม่มีใครไม่เคยได้ยินเรื่องของสามเหลี่ยมเบอร์มิวด้าซึ่งถูกกล่าวว่ามีเรือและเครื่องบินหายสาปสูญไปเป็นจำนวนมากเป็นแน่ ตอนเด็กๆ แน่นอนว่าข้าพเจ้าก็ชอบเรื่องนี้มากค่ะ เคยคิดว่าอยากไปเที่ยวหมู่เกาะเบอร์มิวด้าสักครั้งด้วยซ้ำ
ดังนั้นจะให้แนะนำเฉยๆก็กระไรอยู่ ผู้เขียนจึงขอใช้วิธีแนะนำตามหลักการมิสเทรี่ของบล๊อกนี้ค่ะ อย่าเชื่อ 100% โดยไม่มีเหตุผล
สามเหลี่ยมเบอร์มิวดาซึ่งเป็นที่รู้จักกันในอีกชื่อว่า"สามเหลี่ยมปีศาจ"นี้หมายถึงพื้นที่รูปสามเหลี่ยมด้านไม่เท่าซึ่งอยู่ระหว่างหมู่เกาะเบอร์มิวดา ปลายแหลมฟลอริด้า และเปอร์โตริโก้ มีพื้นที่ประมาณ 283 ตารางกิโลเมตร

กล่าวกันว่าประมาณ 100 ปีที่ผ่านมา มีผู้หายสาปสูญไปพร้อมกับเรือและเครื่องบินในสามเหลี่ยมเบอร์มิวดากว่า 1000 คนเลยทีเดียว แต่หากจะพูดกันโดยความจริงแล้ว เรือและเครื่องบินส่วนใหญ่มักจะหายไประหว่างที่เกิดพายุหรือหมอกลงจัด และเมื่อดูจากจำนวนแล้วก็ไม่ได้แตกต่างไปจากสติถิอุบัติเหตุในย่านน้ำอื่นเท่าใดนัก

ถ้าเช่นนั้น ทำไมสามเหลี่ยมเบอร์มิวดาจึงกลายมาเป็นที่กล่าวขวัญเช่นนี้ได้ ? จุดเริ่มต้นของเรื่องนี้มาจากหนังสือเล่มหนึ่ง

The Bermuda Triangle ของชาร์ลส เบอร์ลิซ ซึ่งตีพิมพ์ในช่วงปี 1950 เป็นตัวจุดชนวนนำชื่อของสามเหลี่ยมเบอร์มิวดาโด่งดังไปทั่วโลก มีการนำเรื่องในหนังสือแนะนำผ่านสื่อต่างๆทั้งโทรทัศน์และนิตยสาร ทั้งยังมีการนำมาทำเป็นภาพยนตร์อีกด้วย
หากในภายหลัง เมื่อนักวิจัยได้ทำการตรวจสอบเรื่องที่เขียนอยู่ในหนังสือก็พบว่าหนังสือเล่มดัวกล่าวเขียนขึ้นโดยประกอบด้วยความเท็จ การบิดเบือนและการประโคมเรื่องเป็นจำนวนมากจนยากที่จะเรียกได้ว่าเป็นข้อเท็จจริง

นี่เป็นส่วนหนึ่งเกี่ยวกับคดีและข้อค้านเกี่ยวกับสามเหลี่ยมเบอร์มิวดา

คดีเรือแมรี่เซเลสเต้
เคยเขียนไว้ในเอนทรี่ก่อนหน้านี้แล้ว อ่านรายละเอียดได้ที่นี่ค่ะ เมื่ออ่านแล้วก็จะรู้ได้ทันทีค่ะ คดีของแมรี่เซเลสเต้เกิดเหตุที่อ่าวโปรตุเกสซึ่งอยู่ห่างจากสามเหลี่ยมเบอร์มิวดากว่า 3000 กิโลเมตรเลยทีเดียว

คดีเรือเฟรย่า
"ตุลาคมปี 1902 เรือเฟรย่าออกเดินทางจากแมนซานีโจ้ ประเทศคิวบา เพื่อไปยังพุนดาอานาเลส ประเทศชิลี ภายหลังถูกพบอับปางที่มาซาโทรัน โดยที่ลูกเรือทั้งหมดหายตัวไป"
ในความจริงแล้ว เรือเฟรย่าออกจากท่าแมนซานีโจ้ ประเทศแมกซิโก และแล่นเรืออยู่ในฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิค ซึ่งระหว่างเดินเรือได้พบกับแผ่นดินไหวใต้ทะเลในเขตน่านน้ำของแมกซิโก จึงมีความเป็นไปได้ว่าอาจเจอคลื่นยักษ์มาซัดเอาลูกเรือไปก็เป็นได้

คดีเครื่องบินอังกฤษหายสาปสูญ
"กุมภาพันธ์ปี 1953 เครื่องบินโดยสารของอังกฤษซึ่งบรรทุกพลทหารจำนวน 39 คนหายสาปสูญไม่พบร่องรอย"
จากการตรวจสอบจุดที่เครื่องบินดังกล่าวหายไปอยู่ห่างไปทางเหนือจากสามเหลี่ยมเบอร์มิวดาถึง 1400 กิโลเมตร และสภาพอากาศขณะที่หายไปก็มีฝนหนักและลมแรง

178. hokuta (0)

Mail to hokuta


    06-07-2008, 01:24:03   [Edit message]   [ ระวังโจรหลอกขายโปร/สิ่งของ แลกกับเลขบัตรทรูมันนี่ ต้องขอเบอร์บ้านทุกครั้ง! ]
คดีเรือดำน้ำสกอร์เปี้ยน
"พฤษภาคมปี 1968 เรือดำน้ำพลังงานปรมาณูสกอร์เปี้ยนพร้อมลูกเรือ 99 คนอัปปางลงในน่านน้ำทางตะวันตกเฉียงใต้ของหมู่เกาะอาโซเลส มีการสำรวจแล้วแต่ไม่สามารถค้นพบซากเรือ"
ในความจริงนั้น 5 เดือนให้หลังจากการอัปปาง เรือสำรวจก้นสมุทรไมเซอร์พบซากเรือสกอร์เปี้ยนที่ก้นทะเลซึ่งอยู่ห่างจากหมู่เกาะอาโซเลสไปทางตะวันตกเฉียงใต้เป็นระยะทางประมาณ 640 กิโลเมตรในสภาพถูกทำลายยับเยิน การตรวจสอบพบว่าถูกยิงด้วยมิสไซล์ และน่านน้ำตะวันตกเฉียงใต้ของหมู่เกาะอาโซเลสก็อยู่ห่างจากสามเหลี่ยมเบอร์มิวดาถึง 1000 กิโลเมตร

คดีเรือเอเลนออสติน
"ปี 1881 ระหว่างที่เรือเอเลนออสตินสัญชาติอังกฤษกำลังแล่นเรืออยู่ในบริเวณสามเหลี่ยมเบอร์มิวดา ได้พบกับเรือสคูเนอร์ (เรือที่มี 2 เสากระโดง) ลอยลำอยู่โดยไม่มีลูกเรือ กัปตันจึงแบ่งลูกเรือ 2-3 คนขึ้นเรือลำดังกล่าวเพื่อนำเรือเข้าเทียบท่าเซนต์จอห์นด้วยกัน หากระหว่างนั้นก็พบกับพายุฝนและหมอกจนพลัดหลงจากกัน เมื่อพายุสงบและพบเรือสคูเนอร์อีกครั้ง ลูกเรือที่อยู่บนเรือก็หายสาปสูญไปอีกเสียแล้ว
กัปตันเรือเอเลนออสตินจึงแบ่งลูกเรือขึ้นเรือลำดังกล่าวอีกครั้ง หากระหว่างทางก้พบกับพายุฝนอีก และคราวนี้ พวกเขาก็ไม่ได้พบเรือลำนั้นอีกเลย"
มีการตรวจสอบย้อนหลังถึงที่มาของคดีนี้ หากนอกจากที่บันทึกอยู่ในหนังสือ"เรื่องเล่าของนักฝัน"ของลูเพิร์ต ผมลด์ซึ่งตีพิมพ์ในปี 1944 แล้ว ก็ไม่ปรากฏว่ามีเรื่องนี้บันทึกอยู่ในเอกสารหรือหนังสือพิมพ์ใดๆเลย จึงมีความเป็นไปได้สูงว่านี่เป็นเรื่องที่ผมลด์แต่งขึ้นเอง และในหนังสือของผมลด์ เรือสผมเนอร์หายไปเพียงครั้งเดียว แต่เมื่อมีการแปลและตีพิมพ์หลายครั้งก็ถูกเพิ่มกลายมาเป็น 2 ครั้ง

คดีกองเครื่องบินรบที่ 19 หายสาปสูญ
เป็นคดีที่ถูกเรียกว่า"แมรี่เซเลสเต้ของน่านฟ้า"และเป็นคดีที่มีชื่อเสียงที่สุดเมื่อพูดถึงสามเหลี่ยมเบอร์มิวดาค่ะ รายละเอียดจะเยอะหน่อย
"5 ธันวาคม 1945 เครื่องบินจู่โจมแอดเวนเชอร์จำนวน 5 ลำบินออกจากฐานทัพกองทัพอากาศในฟลอริด้าเพื่อลาดตระเวณพื้นที่ฝั่งทะเลทางตะวันออกของสามเหลี่ยมเบอร์มิวดา เครื่องบินทั้ง 5 ลำถูกตรวจเช็คก่อนออกตัวอย่างละเอียดว่าไม่มีปัญหาใดๆ ทั้งนักบินต่างก็มีประสบการณ์ในระดับผู้เชี่ยวชาญ สภาพอากาศในวันนั้นแจ่มใส และมีกำหนดการว่าการลาดตระเวณจะเสร็จสิ้นใน 2 ชั่วโมง
1 ชั่วโมงครึ่งหลังจากนั้นในเวลา 15.45น. นักบินแจ้งมาว่ากองเครื่องบินหลงจากคอสที่กำหนดไว้ และพวกเขามองไม่เห็นแผ่นดิน ศูนย์บังคับการออกคำสั่งให้นักบินหันหัวเครื่องไปทางทิศตะวันตก หากนักบินก็ตอบว่าพวกเขาไม่สามารถรู้ได้ว่าทิศไหนคือทิศตะวันตก
ผู้บังคับการสันนิษฐานว่าอุปกรณ์นำทางอาจจะเสียหาย นักบินจึงหาเส้นทางบินไม่เจอ แต่หากในเวลานี้ ถ้าบินหันหัวไปตามดวงอาทิตย์ก็จะพบฝั่งในเวลาไม่ช้า แต่จากคำพูดของนักบินแล้ว ฟังราวกับว่าพวกเขามองไม่เห็นกระทั่งดวงอาทิตย์
ในไม่ช้า การติดต่อจากนักบินก็ขาดตอนไป ศูนย์จึงส่งเครื่องบินมาร์ตินมารีเนอร์ไปเพื่อค้นหาและช่วยเหลือ แต่เครื่องบินช่วยเหลือก็หายสาปสูญไปเช่นกัน"

เรื่องข้างบนกล่าวว่า นักบินทั้ง 5 คนเป็นผู้มีประสบการณ์ก็จริงแต่ในความเป็นจริงนั้น นอกจากชารล์ส แครอล เทย์เลอร์ซึ่งเป็นหัวหน้ากองบินและผู้ช่วยอีกคนแล้ว นักบินอีก 3 คนยังเป็นเพียงนักเรียนฝึกหัดการบินอยู่ หนำซ้ำตัวเทย์เลอร์เองก็เพิ่งจะย้ายมายังฟลอริด้าเพียง 2 อาทิตย์ก่อนที่เหตุการณนี้จะเกิดขึ้นจึงยังไม่มีความชำนาญด้านเส้นทางบินนัก
ในด้านสภาพอากาศนั้น จริงอยู่ที่ขณะที่ออกเครื่องไป ท้องฟ้ายังแจ่มใสและมองเห็นพระอาทิตย์ได้อย่างชัดเจน แต่หลังจากนั้นสภาพอากาศก็แย่ลงอย่างกะทันหันและในตอนค่ำก็มีลมแรงถึง 16 เมตร

เป็นความจริงที่อุปกรณ์การนำทางเสียหาย หากโดยการตรวบสอบภายหลัง เทย์เล่อร์บินอยู่ในเส้นทางการบินที่ถูกต้องแล้วอยู่แล้ว แต่เนื่องจากสับสนกับเข็มทิศที่พัง พวกเขาจึงเข้าใจผิดว่าตนเองหลุดออกมานอกเส้นทาง และมีการหันหัวเปลี่ยนทิศทางหลายครั้งจนเกิดอาการสับสนทิศขึ้นมาจริงๆ
พวกเขาบินเปะปะไปมาอย่างไม่รู้เหนือใต้เป็นเวลากว่า 4 ชั่วโมงก่อนที่น้ำมันจะหมดและต้องลงจอดบนทะเลด้วยความเร็ว 130 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ไม่ต้องสงสัยว่าตัวเลขนี้มีความหมายเดียวกับคำว่าตายนั่นเอง

ส่วนเครื่องบินมาร์ตินมารีเนอร์นั้น เป็นที่รู้จักกันดีว่าไม่ได้มาตราฐานและมีน้ำมันรั่วบ่อยๆ ซึ่งถ้านักบินเผลอจุดบุหรี่สูบเมื่อไหร่ก็จะเกิดการระเบิดได้ง่ายๆ ซึ่งในความจริงนั้น กล่าวว่ามีผู้เห็นการระเบิดกลางอากาศใรทิศทางที่มาร์ตินมารีเนอร์บินไปหลังจากออกจากฐานไปได้ไม่นานนัก (ที่จริงแล้วยังมีเครื่องบินช่วยเหลือลำอื่นหลายลำที่บินออกไปด้วยและกลับมาโดยปลอดภัย)

Credit : ohx3 ::

Modified on: 06-07-2008, 01:24:33

179. hokuta (0)

Mail to hokuta


    06-07-2008, 01:33:33   [Edit message]   [ ระวังโจรหลอกขายโปร/สิ่งของ แลกกับเลขบัตรทรูมันนี่ ต้องขอเบอร์บ้านทุกครั้ง! ]
Peter Kurten ผีดูดเลือดแห่งดุสเซลดอร์ฟ
เรื่องของปีเตอร์ คูร์เท่น อาจจะไม่เป็นที่รู้จักกันดีเท่าใดนัก แต่ในแง่อาชญวิทยาแล้ว นักวิจัยจัดให้คดีที่เมืองดุสเซลดอร์ฟนี้เป็นกรณีศึกษาของศตวรรษที่ 20 คู่กับคดีของแจ็คเดอะริปเปอร์เลยทีเดียว ในขณะที่แจ็คเดอะริปเปอร์กลายเป็นตำนานด้วยปริศนา คดีของปีเตอร์ คูร์เท่นนั้น อาจจะนับได้ว่าเขาเป็นซีเรี่ยลคิลเลอร์รายแรกที่ถูกทำวิจัยคดีในแง่จิตวิทยาอย่างละเอียดเลยก็ว่าได้

Peter Kurten (1883 - 1932)
หรือ The Vampire of Düsseldorf

ปีเตอร์ คูร์เท่นเกิดเมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 1883ที่เมืองมูลเฮล์ม ประเทศเยอรมันในครอบครัวที่มีพี่น้อง 13 คน กล่าวกันว่าสาเหตุแรกที่ทำให้คูร์เท่นเติบโตไปเป็นฆาตกรผู้หาความสำราญจากการฆ่านั้นมาจากพ่อของเขานี่เอง พ่อของคูร์เท่นเป็นโรคติดเหล้าและมักมากในกาม เขามักจะมีเพศสัมพันธ์กับภรรยาโดยไม่ใส่ใจว่าจะมีเด็กๆอยู่ในที่นั้นด้วยรึเปล่า และมักจะใช้กำลังกับลูกของตัวเองบ่อยๆ จนกระทั่งในไม่ช้า เขาก็ข่มขืนลูกสาวคนโตและถูกจับเข้าคุกไป แต่ถึงตอนนั้น อุปนิสัยของคูร์เท่นก็บิดเบือนไปจากปกติเรียบร้อยแล้ว เขาเริ่มทำร้ายสุนัขจรจัดใกล้บ้าน และเมื่ออายุได้ 9 ปี คูร์เท่นก็ก่อคดีฆาตกรรมครั้งแรกในชีวิต
ขณะที่ไปเที่ยวเล่นที่แม่น้ำพร้อมกับเพื่อน อยู่ๆคูร์เท่นก็ผลักเพื่อนคนหนึ่งตกแพไป และเมื่อเพื่อนอีกคนกระโดดลงน้ำไปเพื่อจะช่วย คูร์เท่นก็กดหัวเด็กคนนั้นลงไปใต้แพ จนสุดท้ายเด็กทั้งสองคนต่างก็จมน้ำตาย

พออายุ 11 ปี เขาและครอบครัวได้ย้ายมายังดุสเซลดอร์ฟ และเมื่ออายุได้ 13 ปี คูร์เท่นซึ่งมักมากในกามเช่นเดียวกับพ่อ ก็เริ่มเรียนรู้ที่จะระบายออกกับ! เขามักจะมีเพศสัมพันธ์กับ!เลี้ยงเช่นแกะหรือแพะ พร้อมกับจ้วงแทงมีดซ้ำแล้วซ้ำเล่าจน!นั้นขาดใจตายไป ซึ่งพฤติกรรมในช่วงนี้ยิ่งเป็นตัวเพิ่มพูนความเ!้ยมโหดในอุปนิสัยของเขาและมีผลไปจนถึงชีวิตในภายหลังของเขาด้วย

เมื่ออายุ 16 ปี คูร์เท่นเข้าทำงานกับช่างตีเหล็ก แต่ทำอยู่ได้ไม่นานนักก็ขโมยเงินหนีไปและเริ่มอาชีพหัวขโมยนับแต่นั้น หากในไม่ช้าก็ถูกจับได้ ระหว่างปี 1900 - 1913 คูร์เท่นเข้าๆออกๆคุกเป็นกิจวัตร ข้อหาในช่วงนี้มีตั้งแต่การลักขโมย การใช้กำลัง การวางเพลิงและการต้มตุ๋น ระหว่างที่อยู่ในคุก คูร์เท่นมักจะจินตนาการถึงอาชญากรรมต่างๆที่เขาจะสามารถก่อที่ภายนอก เมื่อถูกปล่อยตัวก็จะก่อคดีและถูกส่งกลับเข้ามาในคุกอีก เขาเคยถูกจับถึง 17 ครั้งและใช้กว่า 27 ปีซึ่งเป็นครึ่งชีวิตของตัวเองอยู่หลังกรงเหล็กนั่นเอง อาจจะเรียกได้ว่าเป็นช่วงที่คูร์เท่นค่อยๆฟักฟูมความโหดเ!้ยมในใจเขาให้เติบโตขึ้นมาทีละน้อยก็ว่าได้
(ในช่วงนี้ คูร์เท่นสารภาพหลังจากถูกจับว่าเขาเคยฆ่าบีบคอหญิงผู้หนึ่งตาย แต่ไม่มีการพบศพในคดีนี้)

ปี 1913 คริสติเน่ ไคลน์ (10) ถูกพบเป็นศพในห้องของตัวเอง ศพมีร่องรอยถูกล่วงเกินทางเพศ และในห้องมีผ้าเช็ดหน้าปักอักษรย่อ P.K. อยู่ แต่น่าเสียดายที่พ่อของเด็กหญิงเคราะห์ร้ายก็มีตัวอักษรย่อของชื่อว่า P.K. เช่นกัน คดีนี้จึงไม่ถูกโยงมาถึงตัวคูร์เท่น อาของเด็กหญิงถูกจับในฐานะผู้ต้องสงสัย หากก็ถูกปล่อยตัวไปเนื่องจากมีหลักฐานไม่เพียงพอ
ส่วนคูร์เท่นนั้น หลายสัปดาห์ให้หลังเขาถูกจับในข้อหาเผารถม้าพร้อมกับพยายามฆ่าหญิงสาว 2 คน และถูกจำคุก 8 ปี แต่ก็ทำให้เขารอดพ้นจากการเกณฑ์ทหารในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 ไปได้

180. hokuta (0)

Mail to hokuta


    06-07-2008, 01:34:20   [Edit message]   [ ระวังโจรหลอกขายโปร/สิ่งของ แลกกับเลขบัตรทรูมันนี่ ต้องขอเบอร์บ้านทุกครั้ง! ]
ปี 1921 คูร์เท่นถูกปล่อยตัว ในช่วงนี้เองที่เขาพบกับผู้หญิงคนหนึ่งที่เขารักอย่างแท้จริงไปจนสิ้นชีวิต หญิงดังกล่าวก็มีประวัติติดตัวเช่นกัน เธอถูกนักต้นตุ๋นแต่งงานหลอก จึงยิงอีกฝ่ายตายด้วยความแค้น ในครั้งแรก ฝ่ายผู้หญิงปฏิเสธคำขอแต่งงานของคูร์เท่นมาตลอด แต่เมื่อคูร์เท่นขู่ว่าเขาจะฆ่าเธอ เธอก็เลยยอมแต่งงานด้วยในปี 1923
2 ปีหลังจากนั้น คูร์เท่นใช้ชีวิตอย่างค่อนข้างปกติ จะมีก็เพียงคดีทำร้ายร่างกายสาวใช้ ซึ่งยังนับว่าเล็กน้อยมากเมื่อเทียบกับอาชญากรรมที่เขาก่อทั้งหมด
(คูร์เท่นรักภรรยาของเขาอย่างจริงใจจนตลอดชีวิต แต่ดูเหมือนเรื่องความรักกับเพศสัมพันธ์จะเป้นคนละเรื่องกัน เขาคบหากับผู้หญิงหลายคน และเคยถูกภรรยาจับได้ด้วย)

ปี 1925 คูร์เท่นกลับมายังดุสเซลดอร์ฟอันกลายมาเป็นเวทีในชีวิตอาชญากรรมของเขา ช่วง 3 ปีแรก เขาก่อคดีพยายามทำร้ายร่างกายด้วยการบีบคอ 3 คดีและคดีวางเพลิงอีก 17 คดี

และในปี 1929 คดี"ผีดูดเลือดแห่งดุสเซลดอร์ฟ"ก็เปิดฉากขึ้น
3 กุมภาพันธ์ หญิงสาวผู้หนึ่งถูกแทงบาดเจ็บ 24 แผล ต้องเข้ารักษาในโรงพยาบาลเป็นเวลาหลายเดือน
8 กุมภาพันธ์ โรซ่า โอลิก้า (8) ถูกแทง 13 แผลจนเสียชีวิต ศพของเธอมีร่องรอยถูกล่วงเกินทางเพศและถูกราดด้วยน้ำมัน
12 กุมภาพันธ์ รูดอลฟ์ เชล (45) ถูกแทง 20 แผลจนเสียชีวิต
หลังจากนั้นเขาพยายามจะฆ่ารัดคอหญิงสาว 2 คน แต่ปล่อยให้เหยื่อหนีรอดไปได้ คำให้การของหญิงทั้งสองทำให้ผู้มีอาการป่วยทางจิตอีกคนถูกจับ แล้วคูร์เท่นก็หลบซ่อนตัวอยู่หลายเดือน
เป็นที่น่าสังเกตุว่าคูร์เท่นฆ่าเพื่อที่จะสนองอารมณ์ทางเพศของตัวเองก็จริง แต่เหยื่อของเขากลับมีวงกว้าง ไม่จำกัดเพศและอายุ เห็นได้ว่าความซาดิสต์ของคูร์เท่นได้มาถึงจุดที่ไม่มีการแบ่งแยกเหยื่อแล้ว

11 สิงหาคม มาเรีย ฮานส์ (20) ถูกแทงเสียชีวิต ศพของเธอถูกฝังริมฝั่งแม่น้ำไรน์ คูร์เท่นตั้งใจขุดขึ้นมาประจานในภายหลัง แต่ศพหนักเกินไป เขาจึงฝังกลับลงไปเหมือนเดิม
24 สิงหาคม ในวันนี้มีเหยื่อ 3 ราย เริ่มจากหลุยส์ เลนเซ่น (13) และเกลทรูเด้ ฮาไมเออร์ (3) ถูกแทงเสียชีวิต จากนั้นคูร์เท่นบุกเข้าทำร้ายเกลทรูเด้ ชูลเต้ (ชื่อเดียวกับเหยื่อรายที่ 2) เธอถูกแทงหลายแผล หากรอดมาได้โดยปาฏิหารย์ ซึ่งชูลเต้ได้ให้การเกี่ยวกับคนร้ายว่าเป็น"ชายท่าทางอัธยาศัยดี อายุราว 40 ปี ไม่มีลักษณะเด่นอะไร"

29 กันยายน เอียด้า รอยเตอร์ (31) ถูกทุบด้วยค้อนจนเสียชีวิต
11 ตุลาคม เอริซาเบท โดริเอล (ไม่ทราบอายุ) ถูกทุบด้วยฆ้อนจนเสียชีวิต
7 พฤศจิกายน เกลทรูเด้ อัลเบลแมน (5) หลังจากบีบคอแล้วก็ถูกแทงจนเสียชีวิต
2 วันให้หลัง คูร์เท่นส่งจดหมายแจ้งที่ทิ้งศพของอัลเบลแมนและที่ฝังศพของแมรี่ ฮานส์ไปให้กับหนังสือพิมพ์ มีการอธิบายสถานที่อย่างละเอียดละออและแนบกระทั่งแผนที่มาให้ จดหมายลงท้ายชื่อว่า"อัจฉริยะ"

การที่คูร์เท่นถูกจับกุมนั้นเป็นเรื่องของความบังเอิญ
19 พฤษภาคม 1930 คุณนายบรู้กแมนได้รับจดหมายฉบับหนึ่ง จดมายดังกล่าวเป็นจดหมายที่แมรี่ บู้ดรีสตั้งใจจะส่งถึงคุณนายบรู้กเนอร์ แต่ชื่อสะกดผิด จึงถูกส่งมายังคุณนายบรู้กแมนแทน เนื้อหาของจดหมายเล่าถึงประสบการณ์อันน่ากลัวที่แมรี่ประสบเมื่อ 2 วันก่อน

ในวันนั้น ขณะที่แมรี่อยู่ที่สถานีรถไฟดุสเซลดอร์ฟ เธอถูกทักโดยชายผู้หนึ่งซึ่งเสนอความช่วยเหลือจะหาที่พักให้ และระหว่างที่แมรี่กำลังลำบากใจอยู่นั่นเอง ชายอีกคนหนึ่งก็เข้ามาช่วยเหลือเธอไว้และไล่ชายคนแรกหนีไป เมื่อชายดังกล่าวเชิญเธอไปพักดื่มน้ำชาที่ห้องพักของเขาซึ่งอยู่ใกล้ๆ แมรี่ก็ตอบตกลงด้วยความวางใจทันที
ชายดังกล่าว...หรือคูร์เท่นพาเธอกลับไปยังห้องพักและเลี้ยงน้ำชา เขายังแสดงความใจดีด้วยการช่วยหาที่พักให้อีกด้วย แต่ขณะที่พาเธอไปส่งโรงแรม คูร์เท่นก็ข่มขืนแมรี่ในป่าระหว่างทางนั่นเอง เขาตั้งใจจะใช้เชือกรัดคอเธอให้ตายด้วยแต่ก็เกิดเปลี่ยนใจและถามแมรี่ว่าเธอจำทางไปห้องพักของเขาได้หรือไม่ แมรี่ตอบว่าจำไม่ได้ เขาจึงพาเธอไปส่งที่ป้ายรถไฟและหายตัวไป

คุณนายบรู้กแมนรีบนำจดหมายดังกล่าวส่งตำรวจทันที แมรี่ถูกเรียกตัวมาให้การ และเนื่องจาก(ที่จริงแล้ว)เธอจำที่พักของคูร์เท่นได้ ตำรวจจึงไปยังห้องพักดังกล่าว หากในตอนนั้นคูร์เท่นไม่อยู่บ้านพอดี ภรรยาของเขางุนงงมากเมื่อถูกเรียกตัวมาสอบปากคำจากที่ทำงาน
หลายวันให้หลัง คูร์เท่นกลับมาบ้าน (ที่จริงแล้ว เขาแอบเห็นจากข้างนอกตอนที่ตำรวจมาบ้าน) และบอกกับภรรยาว่าเขานี่แหละคือ"ผีดูดเลือดแห่งดุสเซลดอร์ฟ" และบอกให้ภรรยาไปแจ้งความจับเขาเพื่อที่เธอจะได้รับเงินค่าหัวของเขาเอง และสามารถใช้ชีวิตในภายหลังได้อย่างไม่อัตคัต
24 พฤษภาคม ภรรยาของคูร์เท่นเข้าแจ้งความกับตำรวจ ปิดฉากคดีผีดูดเลือดแห่งดุสเซลดอร์ฟลงในที่สุด

8 กรกฎาคม 1931 ปีเตอร์ คูร์เท่นถูกประหารชีวิตด้วยกิโยติน ซึ่งเขาได้กล่าวไว้ว่า ความหวังสุดท้ายที่เหลืออยู่ก็คือการได้ยินเสียงเลือดของตัวเองหลั่งออกมาจากคอเมื่อกิโยตินได้ตัดหัวของเขาไปแล้ว ไม่มีใครแน่ใจว่าเขาสมใจดังที่หวังไว้รึเปล่า

Credit : ohx3 ::

Modified on: 06-07-2008, 01:34:55

181. bank5300 (0)
Mail to bank5300


    06-07-2008, 14:52:19   [Edit message]   [ ระวังโจรหลอกขายโปร/สิ่งของ แลกกับเลขบัตรทรูมันนี่ ต้องขอเบอร์บ้านทุกครั้ง! ]
ขอให้กำลังใจทุกคนในทู้นี้ครับโดยเฉพาะท่าน hokuta ครับ
::

Modified on: 06-07-2008, 14:53:02

182. hokuta (0)

Mail to hokuta


    06-07-2008, 19:50:16   [Edit message]   [ ระวังโจรหลอกขายโปร/สิ่งของ แลกกับเลขบัตรทรูมันนี่ ต้องขอเบอร์บ้านทุกครั้ง! ]
ขอบคุณมากครับคุณ bank5300

และก็ยังไงขอฝาก

http://game.kawsarn.com/index.php?nameinvite=pangiaboy

ด้วยนะครับ

เดวดึกจะหามาลงต่ออีกนะครับ

ปล. ใครอยากรู้เรื่องอะไรบอกได้นะครับ

ถ้าหามาได้ก็จะเอามาลงให้

ถ้าหามาไม่ได้ก็ขอโทษไว้นะตรงนี้ด้วยนะครับ
::

Modified on: 06-07-2008, 19:50:53

183. hokuta (0)

Mail to hokuta


    08-07-2008, 00:09:15   [Edit message]   [ ระวังโจรหลอกขายโปร/สิ่งของ แลกกับเลขบัตรทรูมันนี่ ต้องขอเบอร์บ้านทุกครั้ง! ]
อันดับแรกขอบอกก่อนว่า ''Zodiac Killer'' ไม่เคยโดนจับ หมอนี่คือใครก็ไม่รู้ ส่วนสาเหตุที่ Zodiac โด่งดัง คาดว่าไม่ใช่เพราะเป็นฆาตรกรต่อเนื่องหรอก เพราะวิธีสังหารเหยื่อก็ธรรมดาๆ ไม่ได้โหดม ขนาดเฉือนเนื้อมากินหรือหั่นศพเป็นชิ้นๆ แต่เพราะ Zodiac มันเล่นกับสื่อ และตำรวจ ผ่านจดหมายต่างหาก


ถ้ายึดจากจดหมาย เหยื่อของ Zodiac นับรวม 37 ราย แต่ที่พิสูจน์ว่าเป็นฝีมือเขาชัวร์มี 7 ราย แถมมีบุญรอดตายถึง 2 ราย ไล่ตามลำดับการก่อเหตุเลยคือ เดวิด ฟาราเดย์ (17) และ เบ็ตตี้ เจนเซ่น (16) ถูกยิงตายที่ทะเลสาบ เฮอร์แมน โร้ด ใกล้ๆ เมือง เบนิเซีย วันที่ 20 ธ.ค. 1968 จากนั้น ไมเคิ่ล เมโก (19) และ ดาร์ลีน เฟอร์ริน (22) ถูกยิงในลานจอดรถที่สนามกอล์ฟร็อก สปริง นอกเมือง วัลเลโญ่ วันที่ 4 ก.ค. 1969 ดาร์ลีน เสียชีวิตระหว่างนำตัวส่งโรงพยาบาล ส่วน ไมเคิ่ล รอด


เหยื่อ 2 รายถัดมาคือ ไบรอัน ฮาร์ทเนลล์ (20) และ ซีเซลีน เชพพาร์ด (22) ถูกแทงที่ละเทสาบเบอร์รีเอสซ่าใน นาปา คันทรี (ปัจจุบันเรียกว่า Zodiac Island) วันที่ 27 ก.ย. 1969 โดย ซีเซลีนตายเพราะทนพิษบาดแผลไม่ไหวที่โรงพยาบาลใน 2 วันถัดมา ส่วน ไบรอัน รอดตายแม้ถูกแทงข้างหลัง 6 แผล สุดท้ายคือ พอล สไตน์ (29) โดนยิงตายที่ เพรสซิโด้ ไฮส์ ใน ซานฟรานซิสโก วันที่ 11 ต.ค. 1969


จดหมายเริ่มขึ้นครั้งแรกวันที่ 1 ส.ค. 1969 หรือหลังคดีที่ 2 เมื่อจดหมาย 3 ฉบับถูกส่งไปยังหนังสือพิมพ์ 3 เล่ม วัลเลโญ่ ไทม์ส-เฮรัลด์, ซาน ฟรานซิสโก ครอนิคัล และ ซาน ฟรานซิสโก เอ็กแซมไมเออร์ เนื้อหาคล้ายคลึงกันอ้างว่ารับผิดชอบ 3 คดีแรก และจดหมายนี้มีรหัสจำนวน 408 ตัวอักษร ซึ่งเขาบอกว่า 1 ใน 3 ของรหัสทั้งหมดบอกว่าเขาคือใคร และเรียกร้องให้นำจดหมายตีพิมพ์หน้าหนึ่ง ไม่งั้นจะสังหารเหยื่อยกโหลช่วงสุดสัปดาห์


3 วันถัดมา (4 ส.ค.) ซาน ฟรานซิสโก เอ็กแซมไมเออร์ ได้รับจดหมายขึ้นหัวว่า ''คุณ บก. ที่รัก นี่คือ โซดิแอค'' ซึ่งถูกส่งมาหลังจากนายอำเภอวัลเลโญ่ เรียกร้องว่าให้บอกรายละเอียดมากกว่านี้ถ้าเขาเป็นฆ่า 3 ศพแรกจริงๆ จากนั้นวันที่ 8 ส.ค. สามารถถอดรหัสได้ใจความหนึ่งออกมา โดยไม่มีการลงชื่อ โซดิแอค เอาไว้


''ผมชอบฆ่าคน เพราะมันสนุกมาก สนุกกว่าการล่า!ในป่าเสียอีก เพราะคนคือ!ที่อันตรายที่สุด การฆ่าอะไรสักอย่างคือประสบการณ์ตื่นเต้นที่สุด มันเยี่ยมกว่าการมีเซ็กซ์กับสาวๆ และส่วนที่ดีที่สุดของมันคือเมื่อผมตาย ผมจะเกิดใหม่ในสวรรค์ และคนที่ผมฆ่าจะเป็นทาสของผม ผมจะไม่บอกว่าผมคือใคร เพราะคุณจะขัดขวาง หรือหยุดไม่ให้ผมสะสมทาสสำหรับชีวิตหลังความตาย EBEORIETEMETHHPITI'' (ตัวอักษร 18 ตัวที่เหลือไม่สามารถตีความได้)


จากนั้นก็เกิดขึ้นคดีที่ 3 ที่ทะเลสาบอย่างที่บอกไปแล้ว หลังสังหารเหยื่อ โซดิแอควาดรูปวงกลมที่มีเครื่องหมายกากบาทไว้ที่ประตูรถเหยื่อ ข้างล่างเขียนตัวอักษรไว้ว่า ''Vallejo 12-20-68, 7-4-69, Sept 27-69-6:30 by knife'' ซึ่งตีความไม่ยาก นั่นก็คือวันที่เขาสังหารเหยื่อตั้งแต่คดีแรกจนคดีล่าสุดที่เขาบอกด้วยว่าคราวนี้ใช้มีดจ้วง ต่อมาเวลา 19.40 น. โซดิแอคโทร.แจ้งความ ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจพบในภายหลังว่าตู้โทรศัพท์นั้นห่างจากสถานีตำรวจไม่กี่ตึก และไกลจากที่เกิดเหตุ 27ไมล์

184. hokuta (0)

Mail to hokuta


    08-07-2008, 00:10:24   [Edit message]   [ ระวังโจรหลอกขายโปร/สิ่งของ แลกกับเลขบัตรทรูมันนี่ ต้องขอเบอร์บ้านทุกครั้ง! ]
จดหมายยังมีต่อเนื่อง แต่เล่าหมดคงไม่ไหว เช่นฉบับวันที่ 20 เม.ย. 1970 เขียนว่า ''ผมชื่อ...'' ตามด้วยรหัส 13 ตัวอักษร โดยบอกว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุระเบิดสถานีตำรวจในซานฟรานซิสโก แต่ในจดหมายมีผังระเบิดที่เขาขู่ว่าจะเอาไปบึ้มรถโรงเรียน ข้างล่างจดหมายเขียน สัญลักษณ์ ''วงกลมมีกากบาททับ เท่ากับ 10 , เอสเอฟพีดี เท่ากับ ศูนย์'' (คาดว่าตัวเลข 10 คือเหยื่อที่ โซดิแอค สังหาร)


28 เม.ย. 1970 เขาส่งโปสการ์ดให้ ซานฟรานซิสโก ครอนิคัล เขียนว่า ''ผมหวังว่าคุณจะมีความสุขตอนผมระเบิด'' ตามด้วยสัญลักษณ์ตัวเอง ด้านหลังเขียนขู่ว่าจะระเบิดรถโรงเรียนหากไม่ยอมตีพิมพ์สิ่งที่เขาเขียน แถมบอกอีกว่าอยากเห็นชาวเมืองกลัดกระดุมโซดิแอค จากนั้นวันที่ 26 มิ.ย. 1970 โซดิแอคบอกว่าเซ็งมากที่ไม่มีใครกลัดกระดุม และบอกว่า ''ผมยิงชายคนหนึ่งในที่จอดรถด้วย .38'' (คาดว่าอ้างถึงคดีที่นายตำรวจคนหนึ่งถูกยิงอาทิตย์ก่อน)


โซดิแอค ยังส่งจดหมายมาเรื่อยๆ จนช่วงปี 1974 ที่มีทั้งเขียนมาบอกว่า ''The Exorcist'' เป็นหนังผีที่ที่ดีสุด และลงท้ายจดหมายว่า ''Me = 37, SFPD = 0'' โดยใช้คำว่า Me แทนสัญลักษณ์ โดยในช่วงนี้จดหมายแต่ละฉบับเริ่มถูกจับผิดว่าเป็นของ โซดิแอค จริงมั้ย ? จากนั้นเขาเงียบไปจนปี 1978 มีจดหมายส่งมาอีก แต่พิสูจน์ว่าไม่ใช่ โซดิแอค ... หลังจากคลี่คลายไม่ได้ คดีนี้ถูกปิดโดย กรมตำรวจซาน ฟรานซิสโก ในเดือน เม.ย. 2004 ก่อนโดนรื้อขึ้นมาใหม่ในปี 2007 นี้เอง


ผู้ต้องสงสัยมีหลายคน แต่น่าสงสัยสุดคือ อาร์เธอร์ ลีห์ อัลเลน (ตายปี 1992) เมื่อเพื่อนเขาแจ้งพิรุธให้ตำรวจแมนฮัตตันบีช และเรื่องถูกส่งต่อไปยัง SFPD เดือน ก.ค. 1971 โดย อัลเลน ถูกนำตัวมาสอบสวนกรณี ''มีดเปื้อนเลือด'' ในวันเกิดคดีที่ทะเลสาบเบอรี่เอสซ่า ซึ่งเขาบอกว่าเป็นเลือดไก่ และอัลเลน ยอมรับอีกว่าเขาชอบนิยายเรื่อง The Most Dangerous Game ซึ่งตรงประเด็น เมื่อตำรวจเชื่อว่ารหัส ''อักษร 408 ตัว'' นั้นอ้างอิงถึงนิยายเล่มดังกล่าว


ข้อสันนิษฐานอื่นเช่น โซดิแอค น่าจะได้รับอิทธิพลจากความเป็นทหารเรือ ซึ่งพ่อของอัลเลนเป็นทหารเรือ, อัลเลน สวมแหวน และนาฬิกาโซดิแอค รวมถึงพูดบางประโยคที่ โซดิแอค พูด ขณะเดียวกันมีคนอ้างว่าได้ยิน อัลเลน บอกว่าเขาจะฆ่าคน และเรียกตัวเองว่า โซดิแอค และเขาก็อยู่ใกล้สถานที่เกิดคดีด้วย แม้ อัลเลน จะผ่านเครื่องจับเท็จ 10 ชั่วโมงฉลุย


ต่อมาปี 1991 มีการค้นบ้านเขา และพบปืนกับวัสดุที่ใช้ทำระเบิด แต่สุดท้ายก็ไม่สามารถตั้งข้อหาได้อยู่ดี เพราะลายนิ้วมือไม่ตรง, หลักฐานไม่เพียงพอ นอกจากนี้ การตรวจดีเอ็นเอที่ได้จากจดหมายในปี 2002 ก็ยืนยันว่า อัลเลน ไม่ใช่ โซดิแอค แต่ถึงกระนั้นทั้งกรมตำรวจวัลเลโญ่ และ ซาน ฟรานซิสโก ก็ไม่ตัด อัลเลน ทิ้งแม้เขาจะลาโลกแล้วก็ตาม

Credit : http://www.thaigoodzone.com

185. hokuta (0)

Mail to hokuta


    08-07-2008, 00:17:14   [Edit message]   [ ระวังโจรหลอกขายโปร/สิ่งของ แลกกับเลขบัตรทรูมันนี่ ต้องขอเบอร์บ้านทุกครั้ง! ]
10 สถานที่สยอง ... ที่ไม่ควรไปฮันนีมูนกัน


อันดับ 10 สุสานมัมมี่ ปานาโม อิตาลี เป็นสุสานเก่าแก่ที่มีซากมัมมี่กองเต็มไปหมด ถ้าเดินเข้าไปก็จะเจอแต่ศพนั่ง.....นอน...... ยืน...... และเดิน เอ๊ย เดินไม่มี ถ้ามีคนดูจะวิ่งกันตับแลบ เห็นกันแบบใกล้ชิด มีมัมมี่เด็กผู้หญิงอายุ 8 ขวบที่ดองไว้70 - 80 ปีแล้วด้วย หน้าตายังน่ารักเหมือนคนนอนหลับเลย

อันดับ 9 อุโมงค์ที่ฝรั่งเศส สถานที่เจ้าหญิงไดอาน่าประสบอุบัติเหตุสิ้นพระชนม์ เค้าว่าบรรยากาศมันน่ากลัว โศกเศร้า

อันดับ 8 สถานที่จดไม่ทัน ชื่อมันแปลกๆ แต่เป็นเรื่องของมนุษย์กินคน ที่ไม่ใช่คนป่า แต่เป็นคนดีๆที่ไปเจออุบัติเหตุติดอยู่กลางน้ำแข็งนานจนอาหารหมด แล้วพวกเขาก็ฆ่ากันเองกินเนื้อคนตายเป็นอาหารประทังชีวิต

อันดับ 7 เบิร์กและแฮร์ แห่งแอดินเบิร์ก ทั้ง 2 คนนี้มีชื่อเสียงในการฆ่าคนแล้วเอาศพไปขายให้หมอที่แอดินเบิร์กใช้สอนนักศึกษาแพทย์ จนสุดท้ายถูกจับได้โดนประหารชีวิต ศพของพวกเขาก็ถูกส่งมาไว้ที่ศึกษาที่นี่เช่นกัน แบบกรรมสนองเปี๊ยบเลย ยังมีโครงกระดูกให้เห็นและมีเครื่องใช้บางอย่างที่ทำจากหนังของเขา เช่นกระเป๋าตังหนังมนุษย์ เป็นต้น

อันดับ 6 ชิคาโก ยุคที่แก๊งอัลคาโปนผู้มีอิทธิพลโดนถล่ม มีการยิงต่อสู้กันสนั่นเมือง เหล่านักเลงตายเป็นกองๆ เสียดาย นึกภาพไม่ออกว่าจะน่ากลัวตรงไหน เมืองไทยนักเรียนตีกันบ่อย ชินแล้ว

อันดับ 5 ปอมเปอี เป็นเมืองเก่าของโรมันที่ถูกภูเขาไฟระเบิดถล่มทั้งเมือง ปัจจุบันอยู่ในอิตาลี ตอนนี้เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สยองขวัญมาก เค้าหล่อรูปคนตายในท่าที่ถูกลาวาทับไว้ ก็เลยเป็นสถานที่แสดงท่าหนีตายของชาวเมืองไป

อันดับ 4 คุก และหอคอยลอนดอน ที่เก็บเครื่องมือทรมานและเครื่องมือประหารนักโทษแบบโหดๆ ของยุคกลาง ดูแล้วก็น่ากลัวจริงๆแหละ

อันดับ 3 ทรานซิลวาเนีย โรมาเนีย ปราสาทที่เป็นแหล่งที่มาของนิยายผีดูดเลือด แดรกคิวล่า ที่ว่าน่ากลัวคือเจ้าชายจอมเสียบผู้เป็นเจ้าของปราสาท ตะแกชอบเอาไม้ยาวเหลาปลายแหลมเสียบเข้าตัวนักโทษแล้วจับตั้งขึ้นให้เห็นชัดๆ เป็นการประจานและขู่ว่าอย่าหือนะ เดี๋ยวเจอดีแบบนี้นะ ว่ากันว่าเทคนิคการเสียบที่ดีเหยื่อจะตายช้าๆภายใน 48 ชั่วโมง

อันดับ 2 ดัลลัส เท็กซัส จุดที่เป็นวันลอบสังหารประธานาธิบดีจอห์น เคเนดี้ ประธานาธิบดีของสหรัฐ คนที่ 35

อันดับ 1 ลอนดอน อังกฤษ (อีกละ) สถานที่ซึ่งเป็นตำนานสยองขวัญ แจ๊ค เดอะริปเปอร์ ฆาตกรฆ่าหั่นศพ ที่ยังเป็นปริศนาจนทุกวันนี้ (แปลว่า ยังจับตัวคนร้ายไม่ได้ เฮ้อ เหนื่อย) มันก้อน่ากลัวจริงๆแหละ อยู่กับคนบ้าประเภทชอบฆ่าคนเล่น

Credit : nunthida
::

Modified on: 08-07-2008, 00:19:34

186. hokuta (0)

Mail to hokuta


    08-07-2008, 00:27:31   [Edit message]   [ ระวังโจรหลอกขายโปร/สิ่งของ แลกกับเลขบัตรทรูมันนี่ ต้องขอเบอร์บ้านทุกครั้ง! ]
"ตำนานแฮปปี้แลนด์ สวนสนุกสยอง"

แฮปปี้แลนด์ ตั้งอยู่ตรงข้ามกับเดอะมอลล์บางกะปิ กรุงเทพมหานคร เป็นจุดที่รถเมล์สาย 8 หมดระยะ ไม่มีใครที่ไม่รู้จักแฮปปี้แลนด์ แฮปปี้แลนด์สมัยก่อนเป็นสวนสนุกที่มีตำนานที่น่าสะพรึงกลัวมาก มีเครื่องเล่นมากมายอย่างเช่น ชิงช้าสวรรค์ รถไฟเหาะ เรือหรรษา ปาเป้า ม้าหมุน ชิงช้า กระดานหก บ้านผีสิงหลังเล็กๆ และอื่นๆ อีกมากมาย แต่ไม่หรูเท่าแดนเนรมิต แฮปปี้แลนด์จะออกสไตล์สวนสนุกตามงานวัด เป็นสวนสนุกที่ทำให้คนชั้นกลางถึงชั้นรากหญ้าเล่นโดยเฉพาะ แดนเนรมิตจะไฮโซกว่ามาก คนสมัยก่อนนิยมไปเล่นที่นี่มากพอๆ กับที่แดนเนรมิต ตอนนั้นดรีมเวิลดิ์ยังไม่ได้สร้าง

นานๆ เข้าเครื่องเล่นส่วนใหญ่ก็เก่าและชำรุดไปตามกาลเวลา ทำให้เกิดอุบัติเหตุจนคนเล่นบางคนตาย ซึ่งแปลกมากที่ส่วนใหญ่จะเป็นเด็กๆ ทั้งนั้น เช่น นั่งชิงช้าสวรรค์หรือม้าหมุนแล้วพลัดตกลงมาตายบ้าง เล่นเรือหรรษาแล้วเกิดพลัดตกน้ำจมน้ำตายบ้าง ตกราวรถไฟเหาะตายบ้าง บางคนก็ถูกฆ่าหั่นศพในบ้านผีสิงแล้วเอาศพทิ้งไว้จนเน่าในนั้นเลย แต่ละคนตายแบบแปลกๆ และสยองขวัญมากๆ ตายแบบไม่มีคนเห็นด้วย ลือกันว่ามีฆาตกรโรคจิตคนหนึ่งชอบลักพาตัวเด็กที่มาเล่นเครื่องเล่นตอนกลาง วัน แล้วเชือดคอฆ่าทิ้งในตอนกลางคืน ทิ้งศพไว้ตามบริเวณต่างๆ ของสวนสนุก แฮปปี้แลนด์จึงเต็มไปด้วยศพของเด็กจำนวนมาก และไม่มีใครรู้ว่าฆาตกรคนนั้นเป็นใคร ทำไปเพื่อจุดประสงค์อะไร แต่ทางสวนสนุกต้องปิดข่าวเอาไว้เพราะกลัวคนที่มาเล่นจะตกใจ แฮปปี้แลนด์ในตอนนั้นจึงเป็นสวนสนุกที่เด็กมาเล่นแล้วตายมากที่สุด แต่ไม่ค่อยมีคนรู้ !

นานวันเข้า เครื่องเล่นเก่าและเจ๊งมากขึ้น คนเล่นก็ตายมากขึ้นด้วย ข่าวเริ่มปิดไม่มิด ทำให้สวนสนุกแฮปปี้แลนด์ไม่มีคนกล้ามาเล่นมากเท่าเมื่อก่อน ในที่สุดก็เจ๊ง ถูกรื้อ และกลายเป็นที่รกร้างไป ผ่านไปหลายปี มีคนคิดมาเปิดตลาดขายของที่นี่ และเปลี่ยนจาก สวนสนุกแฮปปี้แลนด์ เป็น “ ตลาดสด แฮปปี้แลนด์ “ จนถึงปัจจุบัน ( ป้ายยังมีอยู่ ถ้าไปก็ยังเห็นครับ ) ตอนนี้แฮปปี้แลนด์ไม่มีอะไรน่ากลัวอีกแล้วเพราะมีแต่ของมาขายเยอะมาก แต่กลางคืนก็ยังไม่คอยมีใครกล้าเดินแถวนั้นคนเดียวเพราะกลัวผี ลือกันว่าตอนดึกๆ คนที่มีบ้านอยู่แถวแฮปปี้แลนด์นั้นจะได้ยินเสียงเด็กๆ ร้องกันเสียงดังจ้อกแจ้กดังมาจากที่ไหนซักแห่งไกลๆ ราวกับว่าเด็กพวกนั้นกำลังเล่นเครื่องเล่นกันอยู่อย่างสนุกสนานเลยทีเดียว แต่พอออกไปดูก็ไม่เห็นอะไรเลย มีคนเคยบอกว่า เนื่องจากเด็กๆ พวกนี้ตายขณะที่ยังสนุกกับเครื่องเล่นอยู่ และพวกเขาอาจจะไม่รู้ว่าตนเองตายไปแล้ว พวกเขาจึงยังคงเล่นกันต่อไปจนกว่าจะไปเกิดใหม่ถึงแม้ว่าตอนนี้จะไม่มี เครื่องเล่นหลงเหลืออีกแล้วก็ตาม หรือไม่พวกเขาก็อาจจะกำลังหาเครื่องเล่นที่ตนเองเล่นก่อนจะตายอยู่ก็ได้ ไม่มีใครรู้แน่ชัด แต่สิ่งที่รู้คือ วิญญาณตายโหงของเด็กๆ พวกนั้นยังวนเวียนอยู่ในแฮปปี้แลนด์จนถึงทุกวันนี้

ทั้งหมดนี้คือตำนานของสวนสนุกแฮปปี้แลนด์ครับ


**********************************************

Credit : vacharaphol ::

Modified on: 08-07-2008, 00:28:13

187. hokuta (0)

Mail to hokuta


    08-07-2008, 00:32:05   [Edit message]   [ ระวังโจรหลอกขายโปร/สิ่งของ แลกกับเลขบัตรทรูมันนี่ ต้องขอเบอร์บ้านทุกครั้ง! ]
ศุกร์ที่ 13 ถือเป็นวันอาถรรพ์หรือวันโชคร้ายเพราะพระเยซูทรงถูกตรึงกางเขนในวันศุกร์ ส่วนเลข 13 ซึ่งฝรั่งถือว่าเป็นเลขไม่ดี เพราะในวันที่พระเยซูร่วมโต๊ะอาหารมื้อสุดท้าย หรือที่เรียกว่า The Last Supper นั้น มีศิษย์ร่วมโต๊ะทั้งหมด 13 คน ซึ่งพอเช้าขึ้น พระเยซูจึงถูกจับและตรึงกางเขนนั่นเอง

ตามตำราของฝรั่ง วันศุกร์ เป็นวันที่ใช้ประหารนักโทษ นอกจากนี้ยังได้ชื่อว่าเป็นวัน Tip Tod Day หมายความว่าเป็นวันปีศาจ ดังนั้นในสมัยก่อนชาวเลจึงไม่ออกทะเลในวันศุกร์

นอกจากนี้ยังมีความเชื่อโบร่ำโบราณของฝรั่งว่า ไม่ให้ตัดเล็บในวันศุกร์ เพราะแม่มดจะมาขโมยเล็บเอาไปเสกให้เราเป็นแม่มดไปด้วยโน่นเลย

ศุกร์ 13 กลายเป็นตำนานน่ากลัวในยุคนี้ เพราะหนังสยองขวัญหลายเรื่องที่สร้างเรื่องให้เกิดวันศุกร์ที่ 13 นอกจากนี้วันศุกร์ยังมีความหมายดีมากอีกด้วย เพราะ Friday นั้นมาจากชื่อเทพธิดา Freyja ซึ่งเป็นเทพีแห่งความรัก ผู้เป็นภรรยาของเทพ Odin

สำหรับวัน Good Friday เป็นวันที่จะเริ่มฉลองเทศกาลอีสเตอร์ ปกติแล้วจะมีขึ้นในเดือนเมษายนไม่เกี่ยวกับศุกร์ที่ 13 แต่อย่างใด ข้อมูลคล้ายกันที่เคยตอบ อาถรรพ์ เลข 13 ชาวคริสต์มีความเชื่อว่าเลข 13 เป็นเลขอัปมงคล มีมูลเหตุมาจาก อาหารมื้อสุดท้ายของพระเยซูคริสต์ที่เรียกกันว่า “เดอะ ลาสต์ ซัปเปอร์” (The Last Supper) นั้นมีสาวกร่วมโต๊ะพร้อมหน้ากันกับพระองค์รวม 13 คน

และความเชื่อว่าวันศุกร์ เป็นวันโชคร้าย ก็เพราะเป็นวันที่พระเยซูคริสต์ถูกตรึงกางเขน และเป็นวันที่อดัมกับอีฟละเมิดกัดแอปเปิ้ล ต้องห้ามของพระผู้เป็นเจ้าในสวนเอเดน จนต้องถูกขับไล่ออกมา ยิ่งกว่านั้นยังเชื่อว่าเป็นวันที่อดัมกับอีฟล้มหายตายไปจากโลกอีกด้วย ดังนั้น เมื่อวันศุกร์มาตรงกับวันที่ 13 จึงเหมือนเป็นวันมหาอัปมงคลทีเดียว


ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องความเชื่อในโชคลางเท่านั้น ยากแก่การขุดค้นต้นตอความจริง แต่ผู้คนก็ยังเชื่อกันอย่างกว้างขวาง เช่น นักเดินเรือจะไม่ยอมออกเรือในวันที่ 13 หรือห้องพักตามโรงแรมต่างๆ ในยุโรป ก็ไม่ค่อยจะมีห้องเบอร์ 13 และที่อาการหนักกว่าเพื่อนคือประเทศตุรกี ที่ลงทุนเฉือนเลข 13 ออกไปจากสารระบบตัวเลขทีเดียว


--------------------

Credit : กาต่าย... ::

Modified on: 08-07-2008, 00:32:56

188. hokuta (0)

Mail to hokuta


    08-07-2008, 00:48:38   [Edit message]   [ ระวังโจรหลอกขายโปร/สิ่งของ แลกกับเลขบัตรทรูมันนี่ ต้องขอเบอร์บ้านทุกครั้ง! ]
ตำนานโจรสลัด

แม้คำว่า "โจรสลัด" หรือ Pirate จะเป็นคำค่อนข้างใหม่ในภาษาอังกฤษ (เพิ่งมีการบัญญัติ ความหมายของศัพท์คำนี้อย่างเป็นทางการเมื่อราวคริสต์ศตวรรษที่ 17 นี่เอง) แต่อาชีพปล้นเขากิน นี้มีมาแต่โบราณ จะเรียกว่าเป็นอาชีพแรกๆ ของโลก ก็คงได้

หลักฐานที่เก่าแก่ที่สุดปรากฏอยู่บนจารึกดินเผาในรัชสมัยของ ฟาโรห์อัคเคนาเตน ของอียิปต์ เมื่อ 1,350 ปีก่อนคริสตกาล ว่ามีกลุ่มโจรไม่ปรากฏสัญชาติเที่ยวไล่ปล้นสะดมเรือ ตามชายฝั่งแอฟริกาเหนือในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน พ่อค้าวาณิชชาวกรีกที่ค้าขายกับพวกฟีนิเชียนและอนาโตเลีย ล้วนยอมรับว่าการถูกปล้นเป็นความเสี่ยงที่มากับอาชีพ

นายโจรรายแรกที่ได้รับเกียรติบันทึกชื่อไว้ในประวัติศาสตร์คือ โพลีเครเตส เจ้าเมืองซาโมสในช่วงทศวรรษ ที่ 510 ก่อนคริสตกาล ผู้มีบัญชาให้กองทัพเรือของตัวออกไปชิงทรัพย์ชาวบ้านเขาอยู่เป็นนิจ ตามมาด้วย ราชินีอาร์เทมีเซีย แห่งเฮลิคาร์นาสซุส ของกรีก ในทศวรรษที่ 480 ก่อนคริสตกาล ซึ่งว่ากันว่าลงเรือไปบัญชาการปล้นด้วยตัวเองทีเดียว เลยกลายเป็นแบบอย่างให้สตรีมีฐานันดรในสมัยโบราณ หนีชีวิตอันแสนน่าเบื่อในรั้วในวังออกมาท่องทะเลกันเป็นแถว

ที่ประสบความสำเร็จก็มีตัวอย่างเช่น แม่เอลิสซ่า หรือ "ดิโด้" ผู้ได้เครดิตเป็นถึงคนก่อตั้งเมืองคาร์เธจ แต่โจรที่พวกกรีกผูกใจเจ็บที่สุดน่าจะเป็น เคลโอมิส สมญา "ทรราชแห่งเมธีมน่าบน (เกาะ) เลสบอส" ซึ่งไม่ได้เป็นโจรสลัดโดยตรง แต่ประกอบสัมมาอาชีพด้วยการเป็นนายหน้าเรียกค่าไถ่ตัวชาวเอเธนส์ ที่ถูกโจรสลัดจับตัวไป (คงมีการแบ่งเปอร์เซ็นต์กันตามสมควร)

อาชีพโจรสลัดในสมัยโรมันรุ่งเรืองเฟื่องฟูอย่างรวดเร็ว เพราะรัฐบาลโรมันประมาท ไม่ยอมตัดไฟเสียแต่ต้นลม ปล่อยให้กองโจรย่อยๆ มีพลพรรคมากขึ้นจนกลายเป็นกองเรือขนาดใหญ่ ยิ่งในช่วงเศรษฐกิจย่ำแย่ ชาวโรมันหันไปเป็นโจรสลัด (และไม่สลัด) กันเยอะ เพราะรายได้ดี ทรัพย์สินที่ได้มาก็เอาไปใช้ คนก็จับไปเรียกค่าไถ่ หรือขาย เป็นทาส

จูเลียส ซีซ่าร์ เอง เมื่อตอนเป็นเด็กหนุ่มก็เคยถูกโจรสลัดจับมาแล้ว (เหล่าโจรเรียกค่าไถ่ตัวซีซ่าร์เพียง 20 ทาเล้นท์ หน่วยชั่งน้ำหนักเงินโบราณ) ทำให้ซีซ่าร์ฮึดฮัด หาว่าตั้งค่าไถ่ถูกเหมือนไม่ให้เกียรติกัน ในที่สุดพวกโจรเลยต้องเพิ่มค่าตัวเป็น 50 ทาเล้นท์ แถมปฏิบัติต่อซีซ่าร์ อย่างดีเหมือนแขกผู้มีเกียรติมากกว่านักโทษ แต่พอรอดกลับไปได้ ซีซ่าร์ก็คุมทัพมาลุยจับโจรพวกนี้ไปเชือดคอ เสียสิ้น

แม้รัฐบาลโรมันจะพยายามหามาตรการต่างๆมาปราบปราม ถึงขึ้นออกกฎข้อบังคับหัวเมืองชายทะเลทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นไซปรัส อเล็กซานเดรีย อียิปต์ หรือซีเรีย ไม่ให้ให้ที่พักพิงหรือหลบซ่อนกับโจรสลัดเป็นอันขาด ไม่งั้นจะถูกปรับอย่างหนัก ซึ่งก็คงได้ผลพอสมควร เพราะเมื่อเข้าสู่ยุคกลาง บันทึกเกี่ยวกับโจรสลัดในน่านนํ้าโรมันก็มีน้อยลง


189. hokuta (0)

Mail to hokuta


    08-07-2008, 00:49:46   [Edit message]   [ ระวังโจรหลอกขายโปร/สิ่งของ แลกกับเลขบัตรทรูมันนี่ ต้องขอเบอร์บ้านทุกครั้ง! ]
ที่ดังไต่อันดับขึ้นมา คือ โจรไวกิ้ง จอมโหดทั้งหญิงชายที่ออกมาล่าเหยื่อกันแถวๆ ทะเลเหนือและยุโรปช่วงคริสต์ทศวรรษที่ 800-1,100 นั้น พวกไวกิ้งขยายพื้นที่ปฏิบัติการไปจดรัสเซีย และกรุงคอนสแตน-ติโนเปิล (ปัจจุบันอยู่ในประเทศตุรกี) เล่นเอาข้าวของแพง เดือดร้อนไปตามๆ กัน น่าแปลกที่โจรไวกิ้งที่ฝากชื่อมาถึงสมัยปัจจุบันล้วนเป็นสตรีทั้งนั้น ตระผมลสูงเสียด้วย (อาจเป็นเพราะไม่มีใครจำชื่อนายโจร เนื่องจากไม่ใช่ของแปลกและน่าดู)

ที่ดังที่สุดคือมหาโจรี อัลวีดา เจ้าหญิงแห่งก็อทแลนด์ (ตอนนี้เป็นส่วนหนึ่งของประเทศสวีเดน) ผู้หนีออกมาจากตำหนักเพราะไม่อยากแต่งงาน และเบื่อพระบิดาที่แสนจะหวงลูกสาว จนต้อง กักตัวไว้แต่ในวัง ไม่ให้เจอใครหน้าไหน เธอปลอมเป็นชายแล้วโจนขึ้นเรือไปเป็นสลัดทะเลเอาดื้อๆ เจ้าหญิงอัลวีดานี้ค่อนข้างดัง เพราะนอกจากจะสวยจัดแล้ว ยังดุขนาดได้เลื่อนขั้นเป็นกัปตันคุมลูกน้องออกปล้น ร้อนถึงเจ้าผู้ครองเมืองท่าแถวๆ นั้นต้องรวมหัว กันส่งเจ้าชายนักรบชาวเดนมาร์กคนหนึ่ง ออกมาปราบ แล้วเลยเกิดเรื่องรักหลังรบ จนอัลวีดาทิ้งอาชีพจอมโจรไปเป็นจอมใจของเจ้าชายเดนมาร์กองค์นั้นแทน

แถวทะเลจีนใต้และเอเชียตะวันออกไกล ก็มีโจรชุกชุมไม่แพ้กัน ตำนานจีนโบราณพูดถึงแม่นาง เฉียวเกาฝู่เจิ้น ผู้เกรียงไกรอยู่ในทะเลจีนใต้ ราวปีที่ 600 ก่อนคริสตกาล (อาหมวยที่มีพฤติกรรม เย้ยกฎหมายเยี่ยงนี้มีหลายคน ล้วนมีกิตติศัพท์น่าเกรงขามจนน่าเชื่อว่า มีการใส่สีตีไข่เติมเข้าไป เช่น แม่นาง ชิงยี่โซว หรือ ชิงฉี ซึ่งอาละวาด อยู่ในช่วงต้น คริสต์ศตวรรษที่ 19 มีเรืออยู่ในอาณัติเกือบ 2,000 ลำ ลูกน้องอีก 70,000-80,000 คน ใหญ่กว่ากองทัพเรือ บางประเทศเสียอีกหรือแม่นาง หวงเป่ยเหม่ย ผู้มีสมุนในอาณัติอยู่กว่า 50,000 ชีวิต คอยฉกทรัพย์อาเฮียอาผม๋ อยู่ในทะเลจีนใต้เมื่อ 60-70 ปีก่อน โจรจีน ส่วนใหญ่ยึดเกาะไต้หวันเป็นหัวหาดบัญชาการปล้น มักจะใช้เรือใหญ่ บางลำจุคนได้ถึง 300 คน เหยื่อที่โปรดปรานคือเมืองท่าและหมู่บ้านชายฝั่ง บางทีเหิมเกริมถึงกับแล่นกองเรือเข้าไปในแม่นํ้าแยงซี เพื่อปล้นเมืองใหญ่ตามริมแม่นํ้าก็มี

ส่วนโจรญี่ปุ่นก็ใช่ย่อย ช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 13 ถึง 16 โจรญี่ปุ่นมีชื่อเรื่องความโหดไม่แพ้พวกไวกิ้ง แถมไม่เล่นงานคนชาติเดียวกันเองเสียด้วย เน้นเรือเกาหลีเป็นหลัก จนรัฐบาลเกาหลีสมัยนั้นต้องออกมาแก้เกมด้วยการเซ็นสัญญาตกลงกับขุนนางญี่ปุ่นว่า จะจำกัดเรือสินค้าญี่ปุ่นให้เข้ามาในน่านนํ้าเกาหลีได้ไม่เกินปีละ 50 ลำนั่นแหละ ปัญหาเรื่องสลัดญี่ปุ่นจึงซาลงได้

วิวัฒนาการสำคัญของอาชีพโจรสลัด (ฝรั่ง) เริ่มขึ้นสมัยคริสต์ศตวรรษที่ 15 และ 16 นั่นคือการเข้าซบอกนายทุน ซึ่งก็ไม่ใช่ใครที่ไหน นอกจากพ่อค้าวาณิชที่ถูกปล้นบ่อยๆ นั่นแหละ นายวาณิชผู้มีวิสัยทัศน์เหล่านี้แปลงวิกฤติเป็นโอกาส ด้วยการลงทุนจ้างโจรไว้เป็นลูกน้องเสียเลย นอกจากจะใช้ป้องกันเรือสินค้าของตนแล้ว ยังใช้ให้ไปปล้นเรือของพ่อค้าคู่แข่งให้ล่มจมได้อีกด้วย

โจรแบบนี้เรียกว่า คอร์แซร์ (corsairs) คอร์แซร์ที่ดังและดีคือ คอร์แซร์ ฝรั่งเศส ซึ่งพุ่งเป้าไปที่เรือ อังกฤษ เพราะเป็นชาติคู่แข่งทางการค้าที่สำคัญ แต่หลังๆ ก็มีเลยเถิดไปถึงเรือชาติอื่นๆ ด้วย ยกเว้น เรือชาติฝรั่งเศสเท่านั้น ทรัพย์สินเงินทองที่ได้มา ส่วนใหญ่ตกไปถึงมือผู้ว่าจ้าง เหล่าโจรแบ่งไว้ เล็กน้อยพอเป็นกำไร ดีออกอย่างนี้ นายจ้างย่อมซึ้งนํ้าใจ ช่วยกันล็อบบี้รัฐบาลให้ออกกฎหมายคุ้มครองเหล่าคอร์แซร์ ให้อยู่สุขสบาย มีใบอนุญาตประกอบกิจการปล้นอย่างถูกกฎหมาย เล่นเอาสลัดฝรั่งเศสสบายไปหลายชั่วอายุคน

(กฎหมายนี้เพิ่งเลิกไปเมื่อต้นคริสต์ศตวรรษที่ 19 นี่เอง)

วิวัฒนาการสำคัญ ของอาชีพโจรสลัด (ฝรั่ง) เริ่มขึ้นสมัยคริสต์ศตวรรษที่ 15 และ 16 นั่นคือการเข้าซบอกนายทุน ซึ่งก็ไม่ใช่ใครที่ไหน นอกจากพ่อค้าวาณิช ที่ถูกปล้นบ่อยๆ นั่นแหละ นายวาณิชผู้มีวิสัยทัศน์เหล่านี้แปลงวิกฤติ เป็นโอกาสด้วยการลงทุน จ้างโจรไว้เป็นลูกน้องเสียเลย นอกจากจะใช้ป้องกันเรือสินค้าของตนแล้ว ยังใช้ให้ไปปล้นเรือของพ่อค้าคู่แข่ง ให้ล่มจมได้อีกด้วยโจรแบบนี้เรียกว่า คอร์แซร์ (corsairs)

คอร์แซร์ที่ดังและดีคือ คอร์แซร์ฝรั่งเศส ซึ่งพุ่งเป้าไปที่เรืออังกฤษเพราะเป็นชาติคู่แข่งทางการค้าที่สำคัญ แต่หลังๆ ก็มีเลยเถิดไปถึงเรือชาติอื่นๆ ด้วย ยกเว้นเรือฝรั่งเศสเท่านั้น ทรัพย์สินเงินทองที่ได้มาส่วนใหญ่ตกไปถึงมือผู้ว่าจ้าง เหล่าโจรแบ่งไว้เล็กน้อยพอเป็นกำรี้กำไร ดีออกอย่างนี้ นายจ้างย่อมซึ้งนํ้าใจ ช่วยกันล็อบบี้รัฐบาลให้ออกกฎหมาย คุ้มครองเหล่าคอร์แซร์ให้อยู่สุขสบาย มีใบอนุญาตประกอบกิจการปล้นอย่างถูกกฎหมาย เล่นเอาสลัดฝรั่งเศสสบายไปหลายชั่วอายุคน

(กฎหมายนี้เพิ่งเลิกไปเมื่อต้นคริสต์ศตวรรษที่ 19 นี่เอง)

190. hokuta (0)

Mail to hokuta


    08-07-2008, 00:51:08   [Edit message]   [ ระวังโจรหลอกขายโปร/สิ่งของ แลกกับเลขบัตรทรูมันนี่ ต้องขอเบอร์บ้านทุกครั้ง! ]
คอร์แซร์ที่ดังเหมือนกัน แต่ไม่ค่อยดีเท่าไหร่คือ คอร์แซร์มุสลิม ที่ออกล่า เหยื่ออยู่ตามชายฝั่ง แอฟริกาเหนือ เรียกรวมๆ กันว่า บาร์บารี่คอร์แซร์ เพราะชุมนุม กันอยู่ตามชายฝั่งทะเล ตั้งแต่ชายแดนตะวันตก ของอียิปต์ไปจนถึงมหาสมุทรแอตแลนติก ที่เรียกกันว่าชายฝั่งบาร์บารี่ (barbary Coast)

หล่งกบดานใหญ่คือ เมืองตูนิสและเมืองแอลเจียร์ นายทุนของพวกบาร์บารี่คอร์แซร์คือ ชนชั้นปกครองของตุรกี ซึ่งจะเรียกส่วนแบ่งอย่างน้อย 10% จากทรัพย์ที่ปล้นมาได้ แค่นั้นก็กำไรบาน เพราะพวกบาร์บารี่คอร์แซร์นี้ชอบปล้นเรือสเปน ที่ขนสมบัติ และทรัพยากรมาจากโลกใหม่ ปล้นทีรวยอู้ฟู่ไปหลายอาทิตย์ บาร์บารี่คอร์แซร์นาม บาร์บาโรสซ่า (Barbarossa แปลว่า อ้ายเคราแดง) มีชื่อที่สุด ด้วยนโยบายใครขวางหน้าฆ่าสถานเดียว จนชาวแอลจีเรียผู้รักสันติทนไม่ได้ ต้องจับมือกับชาติคริสเตียนอย่างฝรั่งเศสเพื่อกำจัดเสีย

เมื่อทรัพยากรของทวีปแอฟริกาเริ่มร่อยหรอลง และโคลัมบัสแกดันแล่นเรือ หลงไปเกยตื้นที่ทวีปอเมริกาเข้า สเปนเลยหันมาขนสมบัติ จากที่นั่นมาอย่างเอิกเกริก ยั่วจมูกโจรในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ให้รีบชักใบไปมหาสมุทรแอตแลนติก และทะเลแคริบเบียนกันเป็นแถว ทำเอาทะเลเมดิเตอร์เรเนียนปลอดภัยขึ้นมาทันตาเห็น

พฤติกรรมยึดทวีปของสเปน สร้างความหมั่นไส้แกมกังวล ให้กับยุโรปชาติอื่นเป็น อันมาก เพราะกลัวว่าสเปนจะกลายเป็นมหาอำนาจ เลยเกิดอาชีพโจรสลัดหลวงขึ้น เรียกว่าพวก ไพรเวเทียร์ (Privateers) ซึ่งเป็นคนที่ได้รับการ ว่าจ้างจากรัฐบาลโดยตรง ให้พิทักษ์ผลประโยชน์ของชาติตน และบ่อนทำลายผลประโยชน์ของชาติศัตรู คือสเปน และอื่นๆ

ไพรเวเทียร์คนสำคัญคือ ท่าน เซอร์ฟรานซิส เดรก (Sir Francis Drake) ผู้สร้างเกียรติประวัติว่าเป็นชาวอังกฤษคนแรกที่แล่นเรือรอบโลกได้สำเร็จ นอกจากเดินเรือเก่งแล้วยังปล้นทั้งเมืองท่า ทั้งเรือสเปน ที่แล่นอยู่แถวทะเลปานามา รวมเฉพาะเรือก็ร้อยกว่าลำเข้าไปแล้ว ทักษะทั้งสองนี้ช่วยให้เดรกเป็นบุรุษผู้มั่งคั่งที่สุดของอังกฤษ และอัศวินคนโปรดของควีนเอลิซาเบธที่ 1 ยุคของเดรกถือเป็นยุคทองของโจรเมืองผู้ดี แม้เป้าหมายหลักจะเป็นเรือสเปน แต่หากเรือของชาติอื่นที่มีของมีค่าน่าปล้นก็ไม่รังเกียจ แย่งส่วนแบ่งตลาดของโจรฝรั่งเศสไปได้โข จนนักประวัติ-ศาสตร์ฝรั่งเศสคนหนึ่งถึงกับบันทึกไว้อย่างหมั่นไส้ว่า

"ไม่มีใครเป็นโจรสลัด ได้ดีเท่าอังกฤษ"

ปี ค.ศ.1604 กษัตริย์ เจมส์ที่ 2 ซึ่ง ไม่ค่อยชอบนโยบายไพรเวเทียร์สักเท่าไร แอบไปเซ็นสัญญาสันติภาพกับสเปน ยังผลให้สลัดอังกฤษทั้งหลาย กลายเป็นโจรนอกกฎหมายไปโดยไม่รู้ตัว บ้างก็กลับมารับราชการเป็นทหาร ที่ไม่ถูกกับชีวิตเรียบง่าย ก็ออกไปเป็นโจรสลัด (Pirates) จริงๆ จะได้ปล้น โดยไม่ต้องนับญาติกันเหมือนก่อน บ้างก็กลายเป็นพวก บัคคาเนียร์ (Buccaneers) ซึ่งเป็นคำเรียกบุรุษทั้งสุภาพ และไม่สุภาพสัญชาติอังกฤษ ดัตช์ หรือฝรั่งเศสผู้ได้รับการสนับสนุน จากรัฐบาลของตนให้ปล้นสะดมเรือ และเมืองท่าของสเปน

"บัคคาเนียร์" มาจากคำว่า "เนื้อแห้ง" ในภาษาฝรั่งเศส คงเนื่องมาจากชีวิตในเรือ ที่ไม่ค่อยมีอะไรกิน บัคคาเนียร์ส่วนใหญ่เป็นคนใช้หนีนาย ทหารเก่า ผู้ใช้แรงงาน และชายชาตรีผู้รักการผจญภัย นายโจรเหล่านี้ไม่ได้ถูกว่าจ้างเป็นหลักเป็นฐาน แต่ทุกครั้งที่ทำความเสียหายให้กับสเปนได้ก็จะได้รับค่าตอบแทนเป็นเงินทอง หรือตำแหน่งทางการเมือง

แหล่งชุมนุมแรกของเหล่าบัคคาเนียร์คือ เกาะตอร์ตูก้า (นอกชายฝั่งไฮติในปัจจุบัน) ต่อมาจึงย้ายไปที่จาเมกา บัคคาเนียร์ที่โด่งดังก็มี เซอร์เฮนรี่ มอร์แกน มีชื่อเสียงทางด้านการบุกเข้ายึดเมืองท่าสเปนแถวปานามา จาเมกาและคอสตาริกา ยึดได้แล้วก็ฆ่าเจ้าเมือง เก็บทรัพย์ แล้วเผาให้ราบ เมืองสำคัญที่เจอแบบนี้คือปานามาซิตี้ ซึ่งนอกจากจะทำให้มอร์แกนรวยกว่าเดิมทันตาเห็นแล้วยังได้ บรรดาศักดิ์เป็นอัศวิน แถมตำแหน่งเจ้าเมืองจาเมกาอีกต่างหาก

โจรสลัดนอกกฎหมายที่มีชื่อเสียงโด่งดัง เป็นตำนานมาถึงทุกวันนี้มีอยู่หลายคน ที่ดังที่สุดคงเป็น กัปตันคิดด์ ซึ่งจริงๆแล้วไม่ได้มีฝีมือ ในการปล้นอะไรสักเท่าไหร่ แถมปกครองคนก็ไม่เก่ง เจอลูกน้องปฏิวัติประจำ แต่ก่อนถูกแขวนคอดันส่งจดหมาย ไปยังโฆษกสภาผู้แทนของอังกฤษ ขออิสรภาพแลกกับการเปิดเผย ที่ซ่อนทรัพย์สมบัติ ท่านโฆษกฯไม่เล่นด้วย และคิดด์ก็ถูกแขวนคอตาย ไปตามกำหนด

แต่คนรุ่นหลังๆ ลงทุนลงแรง ตามหาสมบัติกัปตันคิดด์กันจ้าละหวั่น จนสมบัติตัวเองเกลี้ยงไปหลายคนก็ยังไม่มีใครเคยได้เจอ อีกคนคือ อ้ายเคราดำ (Balckbeard) ผู้ดังเพราะความโหดเ!้ยม ส่วนสาวๆ ที่สร้างชื่อในทางนี้ก็คือ แอน บอนนี่ และ แมรี่ รี้ด คู่หูคู่ปล้นที่เล่าลือกันว่าเ!้ยมเกรียมกว่าผู้ชายหลายเท่า

แม้ว่าโจรสลัดแบบที่เห็นในหนัง จะหมดไปตั้งแต่ต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 เนื่องจากวิวัฒนาการทางเทคโนโลยีช่วยให้การสื่อสาร การเดินทางและการค้าเป็นไปโดยสะดวกรวดเร็ว ไม่ต้องรอนแรมในเรือนานๆเหมือนเมื่อก่อน แต่โจรสลัดก็ยังมีอยู่ในปัจจุบัน เรายังมีสลัดอากาศมายึดเครื่องบินให้หวาดเสียวเล่น การเข้าโจมตีเรือเพื่อปล้นทรัพย์ หรือจับคนไปเรียกค่าไถ่ ก็ยังมีอยู่ในทะเลทั่วโลก

นิตยสารไทม์ยังเคยสรุปไว้ในปี ค.ศ. 1997 (พ.ศ.2540) ว่า สลัดแขกอาระเบียน มีอาวุธทันสมัยที่สุด ส่วนสลัดแอฟริกันตะวันตกยังเชื่อถือมีด และเรือแคนูขุดเองอยู่ ส่วนทางตะวันออกโจรสลัด มักเป็นสมาชิกองค์กรอาชญากรรม

ที่มา : http://www.bloggang.com/viewblog.php?id=zercon&date=23-09-2007&group=7&gblog=17 ::

Modified on: 08-07-2008, 00:52:03

191. hokuta (0)

Mail to hokuta


    08-07-2008, 01:07:19   [Edit message]   [ ระวังโจรหลอกขายโปร/สิ่งของ แลกกับเลขบัตรทรูมันนี่ ต้องขอเบอร์บ้านทุกครั้ง! ]
10 วิธีที่จะทำให้คุณเห็น "ผี"

วิธีที่ 1 : ประสาทสัมผัสที่ 6
หากคุณมีซิกเซ้นในด้านนี้ดี หรือลองนั่งสมาธินานๆ จนจิตนิ่ง มันอาจจะทำให้คุณสัมผัส กับอะไรบางอย่างได้ (ต้องเงียบไว้)

วิธีที่ 2 : คนท้องและฆ่าตัวตาย
วิธีนี้สำหรับผู้หญิง หากเคยฆ่าตัวตายในชาติก่อน ในขณะที่กำลังท้อง หรือแค่ท้องอ่อนๆ ก็จะทำให้เห็น "ผี" ได้ หากชาตินี้ตั้งท้องขึ้นมาอีก

วิธีที่ 3 : เล่นผีถ้วยแก้ว
ให้คุณหาชามแก้ว และแก้วที่คุณรู้สึกถูกใจ ต้องตามากที่สุด มาเล่น ในระหว่างที่มันออกไปจากแก้ว ให้คุณคว่ำแก้วลงบนจานแก้วซะ แล้วสิ่งที่คุณอยากเห็นก็มาให้คุณเห็นแน่นอน

วิธีที่ 4 : เสียงเรียกตอนอาหารมื้อค่ำ
หากคุณเห็นคนตายต่อหน้า ต่อตา หรือพึ่งเกิดอุบัติเหตุ หากคุณอยากเห็นให้นำอาหาร ชาม ช้อน หม้อไปวาง แล้วเคาะ พวก "ผี" จะมาให้คุณเห็นทันที

วิธีที่ 5 : เล่นซ่อนหา
ถ้าคุณอยากเห็น มีวิธีสนุกๆคือ ให้เล่นซ่อนหากันตอนดึก โดยเฉพาะที่สวน วิญาณ จะโผล่ออกมาให้คุณเห็น และคนที่หาคุณจะมองไม่เห็นคุณ หรือเพื่อนคนอื่นๆ เพราะวิญญาณเหล่านั้น บดบังตัวอยู่

วิธีที่ 6 : ดินฝังศพ
ให้คุณเอาดินที่ฝังศพ แล้วดินที่พึ่งฝังใหม่จะยิ่งเห็น ให้คุณเอาดินมาป้ายตาทั้ง 2 ข้าง แรงอาฆาแค้นของ "ผี" ทำทำให้คุณเห็นอย่างแน่

วิธีที่ 7 : หว่างขา
คนเราเกิดมา ภายใต้หว่างขาของแม่ เหมือนกับจาก ภพหนึ่งสู่อีกภพหนึ่ง เช่นเดียวกัน ให้คุณมองลอดใต้หว่างขา นานๆ แล้วใครบางคนจะมองคุณอยู่ด้วย

วิธีที่ 8 : การเดินผ่าน ทาง 3 แพร่ง
วิธีนี้อาจทำให้เห็นบ้าง เช่นเดียวกับเหมือนเราเป็นจดหมาย แล้วเราลอดใต้ตู้จดหมาย จะมีคนมาเอา เหมือนกันถ้าอยากเห็นให้ลอดผ่าน เสาไฟ หรืออะไรบางอย่างที่ติดกันกับกำแพง ตอนเย็นๆ อาจทำให้คุณเห็นได้

วิธีที่ 9 : เสียงโหยหวนยามค่ำคืน
ให้คุณร้องไห้ จากการเศร้าและคิดฆ่าตัวตายจริงๆ และให้เดินในซอยเปลี่ยวตอนดึก จะมีเสียงแทรกผ่านเสียงร้องไห้ และพวก "ผี" ที่คิดฆ่าตัวตายจะมาตามหลอกหลอนคุณไม่ให้ฆ่าตัวตาย

วิธีที่ 10 : ชุดงานศพ
วิธีนี้ ให้คุณหาชุดเสื้อผ้าของคนตายมาใส่แล้วลองกลั้นลมหายใจดู คุณอาจเห็นบางสิ่งบางอย่าง และไปสู่อีกโลกหนึ่งได้ หรือถ้าอยากเห็น ให้เอาโลงที่จะใส่ศพ (ยังไม่ได้ใส่ศพ) มานอนดูรับรองไม่นาน "ผี" จะออกมาให้คุณเห็น

Credit : The EYES

< หน้าที่แล้ว [1] [2] [3] [4] [5] [6] [7] [8] หน้าถัดไป >
ขอความร่วมมือสมาชิกทุกท่าน งดเว้นการโพสกระทู้ หรือข้อความที่ เกี่ยวข้อง กับการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์
ไม่ว่าจะเป็นการขอเพลง MP3, การ์ตูน หรือผลงานอันมีลิขสิทธิ์อื่นๆ เนื่องจากการกระทำดังกล่าวผิดต่อกฏหมายลิขสิทธิ์ และมีบทลงโทษทางกฏหมายขั้นรุนแรง

[ Post new topic ]
--= รับสอนพิเศษ ป.5-ม.6 ทุกวิชาโดยนิสิตวิศวฯ และเศรษฐศาสตร์จุฬาฯ 087-598-2828 ปรึกษาได้ไม่แพงจ๊ะ (Keaw) =--
รับวาดรูป, รูปเหมือน, รูปล้อเลียน, กรอบรูป, ภาพวาด, ภาพเหมือน, ของขวัญ
กรุณาอย่านำข้อความหมิ่นประมาทผู้อื่นมาโพสต์กระทู้นะครับ เพราะคนโพสต์สามารถถูกฟ้องรองเอาได้นะครับ (ข้อมูลจากทางตำรวจครับ) !

[ ลงทะเบียน ] [ ดูผลการประมูล ] [ เปลี่ยนรหัสผ่าน ] [ ลืมรหัสผ่าน ] [ ดู feedback ] [ ตรวจสอบรายการประมูล ] [ เงื่อนไขในการให้บริการ ]


Jump to: