---- โฆษณาตำแหน่งนี้ (หมุนวนไม่เกิน 10 อัน) เพียง 5,000/เดือน กดที่นี่เพื่อดูรายละเอียด ----
หน้าแรกมุมสมาชิกแนะนำถาม-ตอบ
ขณะนี้เป็นเวลา 11:05 ของวันที่ 21/09/2014
[ ดูกระทู้ทุกบอร์ดรวมกัน กดที่นี่ ]
*** 1 ก.พ 56 - มือถือ Truemove-H หรือ TOT (imobile3gx, iec3g) สามารถยืนยันตัวได้แล้ว โดยโทรไปหมายเลข *499297 แทน (ค่าบริการนาทีละ 9.63 บาท) ***
พบเห็น รูปไม่เหมาะสม, สิ่งผิดกฏหมาย ติดต่อผู้ดูแลเว็บ กดที่นี่เพื่อดูรายละเอียด
Palm Board (หน้าที่ 3/4)
< หน้าที่แล้ว [1] [2] [3] [4] หน้าถัดไป >
100 อันดับ โลกต้องจารึก
64. doraliebe (0)
Mail to doraliebe


บริจาคเงินช่วยน้ำท่วม
ชื่อบัญชี : สภากาชาดไทยช่วยผู้ประสบอุทกภัย
เลขที่ : 045-3-04190-6
ประเภท : กระแสรายวัน
ธนาคาร : ไทยพาณิชย์
    12-07-2009, 04:01:35   [Edit message]   [ ระวังโจรหลอกขายโปร/สิ่งของ แลกกับเลขบัตรทรูมันนี่ ต้องขอเบอร์บ้านทุกครั้ง! ]
ผมเบื่อแจ๊คเดอะริปเปอร์มากที่สุด

เป็นตำนานลึกลับที่ค้นหาได้ง่ายที่สุด

มีอยุ่ในทุกๆตำนวนเรื่องแนวนี้

ทั้งๆที่สมัยก่อนการสืบสวนของตำรวจยังไม่ได้ดีถึงเท่านี้

ถ้าเกิดมาเป็นสมัยนี้ ตามไม่ยากหรอก

65. Mr 150z (0)

Mail to Mr 150z


    12-07-2009, 08:40:28   [Edit message]   [ ระวังโจรหลอกขายโปร/สิ่งของ แลกกับเลขบัตรทรูมันนี่ ต้องขอเบอร์บ้านทุกครั้ง! ]
บาร์โธโลมิว ตอนหลังได้รับเชื้อเชิญไห้ไปเป็น 7 เทพ โจรสลัด ป่ะคับ

จำได้ว่าตอนที่กินอาหารมื้อสุดท้ายกับพระเยซู มันดันกินผล กินิว กินิว เข้าไป ซึ่งเป็นผมไม้ที่ เยซูได้มากจากสวรรค์ โดนนึกว่าเป็น น้อยหน่า จากนั้นมันก็เลยกลายเป็น มนุษย์อุ้งเท้า! โดนสามารถใช้ แรงดันอากาศได้


66. Maytung (0)

Mail to Maytung


    12-07-2009, 11:37:08   [Edit message]   [ ระวังโจรหลอกขายโปร/สิ่งของ แลกกับเลขบัตรทรูมันนี่ ต้องขอเบอร์บ้านทุกครั้ง! ]
ประวัติความเป็นมาของซานตา คลอส


ในกลางคริสต์ศตวรรษที่ 3 หนูน้อยนามว่า นิโคลาส (Nicholas) ได้ถือกำเนิดขึ้นมาในเมืองปาตารา ซึ่งอยู่ทางฝั่งทะเลตอนใต้ของตุรกี (ปัจ ุบันเหลือเพียงซากปรักหักพัง) นิโคลาสได้รับการเลี้ยงดูอบรมให้นับถือศาสนาคริสต์ หากทว่าอาณาจักรโรมันซึ่งครอบครองแถบทะเลเมดิเตอร์เรเนียนอยู่ในสมัยนั้น ยังนับถือเทพเจ้าและกดขี่ชนคริสเตียน ทำให้ นิโคลาสและชาวคริสต์ทั้งปวงมีชีวิตอยู่ด้วยความหวาดหวั่น

ต่อ มาบิดามารดาของนิโคลาสต้องเสียชีวิตลงด้วยกาฬโรค แต่ยังดีที่ทิ้งทรัพย์สมบัติมหาศาลไว้ให้กับบุตรชาย นิโคลาสในวัยหนุ่มจึงสุขสบาย และโดยที่เขาเป็นผู้มีน้ำใจ การมีทรัพย์สินจึงช่วยให้เขาสามารถสงเคราะห์ผู้ยากไร้กว่าได้อย่างง่ายดาย และสร้างตำนานที่สืบทอดกันมาจนถึงทุกวันนี้

นั่น คือ เมื่อหนุ่มนิโคลาส ได้ทราบข่าวครอบครัวหนึ่งซึ่งยากจน จนถึงขั้นบิดา หัวหน้าครอบครัวตัดสินใจที่จะขายลูกสาวสามคนไปเป็นโสเภณี ทั้งนี้ เพราะใน ดินแดนแถบนั้นมีประเพณีว่า หญิงสาวจะต้องนำเงินทองไปขอหมั้นฝ่ายชาย แต่ผู้เป็นบิดาไม่มีเงินเพียงพอที่ใช้เป็นสินสอดหมั้นให้แก่ลูกสาวได้

นิ โคลาส สงสารครอบครัวนี้ ในยามราตรี เขาจึงลอบแฝงความมืด เอาถุงใส่เหรียญทองคำโยนเข้าไปทางหน้าต่างบ้านเพื่อให้ใช้เป็นค่าสินสอด เขากระทำดังนี้ติดต่อกันสองวัน ผู้เป็นบิดาของสามสาวน้อยดีใจและฉงนใจมากว่า ใครหนอที่มาช่วยเหลือ ในคืนที่สาม เขาจึงเฝ้าแอบดูแล้วก็พบว่าบุคคลผู้นั้นคือหนุ่มน้อยนิโคลาสนั่นเอง

การ แบ่งปันความสุขในรูป แบบของนิโคลาสจึงถือเป็นประเพณีที่นิยมปฏิบัติกันตามตำนานนี้ด้วยความที่ เป็นผู้ยึดมั่นในศาสนา นิโคลาสจึงเข้าเป็นนักบวชคริสเตียนและต่อมาก็ได้เป็นบิชอป แล้วย้ายไปประจำอยู่ที่เมือง มายรา (Myra) ซึ่ง ท่านสามารถปฏิบัติ ศาสนกิจในตอนนี้ได้อย่างเต็มที่ เพราะคอนสแตนติน จักรพรรดิองค์ใหม่ของโรมเลิกเป็นปรปักษ์กับศาสนาคริสต์และยังให้ความสนับ สนุนด้วย

ท่าน สาธุคุณนิโคลาสได้ทุ่มเทชีวิตอุทิศให้ศาสนาจนมีชื่อเสียงเลื่องลือ กอปรกับตำนานเดิมที่ท่านได้ทำไว้ ทำให้เมื่อท่านมรณภาพ ในราวปี ค.ศ. 340 จึง ได้มีการสร้างโบสถ์เก็บรักษาศพของท่านไว้ ณ เมืองมายรา และเมื่อผู้จาริกแสวงบุญได้มาคารวะศพของท่าน ก็ได้เห็นสิ่งอัศจรรย์บังเกิดขึ้น นั่นคือกระดูกของท่าน มีน้ำไหลซึมออกมา เรียกกันว่า มานนา (manna) ชาวบ้านได้ใช้เป็นน้ำศักดิ์สิทธิ์ในการรักษาโรคต่างๆได้อย่างชะงัด

ผู้มีศรัทธาจึงได้ยกท่านขึ้นเป็นนักบุญเซนต์นิโคลาส

เสียงร่ำลือเกี่ยวกับ เซนต์นิโคลาส ดังไปไกลถึงเมืองเล็กๆชื่อ บาริ (Bari) ซึ่ง เป็นเมืองท่า ของอิตาลี โดยเหตุที่บาริไม่มีสิ่งใดดึงดูดใจคนต่างแดน เทียบไม่ได้กับเวนิซ ซึ่งเป็นที่ประดิษฐานศพของเซนต์มาร์ค และมีผู้คนเดินทางไปเคารพกันมาก เหล่าพ่อค้าวาณิชแห่งบาริจึงคิดอ่านหาทางให้เมืองของตนมีความสำคัญขึ้นบ้าง โดยว่าจ้างนักโจรกรรมกลุ่มหนึ่งให้ไปลักขโมยกระดูกของนักบุญนิโคลาสจากโบสถ์ เมืองมายรา

ในปี ค.ศ.1089 แม็ท ธิว หัวหน้ากลุ่มโจรกรรม นำเรือเดินทางไปถึงมายราแล้วบุกไปถึงโบสถ์ จากนั้นก็บังคับนักบวชประจำโบสถ์ให้พาไปยังโลงศพของเซนต์นิโคลาส เขาใช้ค้อนทุบฝาโลง มีกลิ่นหอมพวยพุ่งออกมาน่าอัศจรรย์ แม็ทธิวแลเห็นกระดูกมีแสงเรืองรองดุจถ่านหินติดไฟ เขากระทำคารวะแล้วยกกระดูกขึ้นจุมพิต รวบรวมห่อหุ้มอย่างระมัดระวังนำลงเรือกลับไปยังอิตาลี

บรรดา พ่อค้าแห่งเมืองต่างเฉลิมฉลองอย่างยินดี และร่วมกันสร้างโบสถ์เพื่อบรรจุกระดูกเซนต์นิโคลาส โบสถ์นี้ได้จารึกชื่อแม็ทธิวพร้อมทั้งชื่อลูกเรือ รวมทั้งสิ้น 62 คน ไว้ แม้เป็นวีรกรรมที่ไม่ถูกต้องทำนองคลองธรรมในสายตาผู้อื่น แต่สำหรับชาวเมืองบาริแล้ว นับเป็นสิ่งที่สร้างคุณค่าให้แก่เมืองของเขาอย่างมหาศาล นอกจากจะมีผู้คนหลั่งไหลมาบูชากระดูกของท่านนักบุญแล้ว ในภายหลังก็ยังเป็นสถานที่กำเนิดของซานตา คลอส แห่งเทศกาลคริสต์มาส ที่ขจรขจายไปทั่วโลกอีกด้วย

แม้ จะนำมาไว้ที่บาริ แต่ก็สร้างความมหัศจรรย์ได้เช่นกัน นั่นคือมีน้ำมนต์ศักดิ์สิทธิ์มานนา ซึมออกมาอย่างสม่ำเสมอ นักจาริกแสวงบุญต่างก็พากันมาเอาน้ำมนต์ไปรักษาความเจ็บไข้ได้ป่วย แม้แต่นักรบครูเสดก็ยังเอาขวดมารองรับมานนา เพื่อนำติดตัวไปในการทำศึก มิช้ามินานทั่วยุโรปก็มีการเฉลิมฉลองวันที่ 6 ธันวาคมของทุกปี อัน เป็นวันคล้ายวันมรณภาพของเซนต์ นิโคลาส

แต่จนล่วงมาถึงคริสต์ศตวรรษ ที่ 12 ซึ่ง ประเพณีมอบของขวัญแบบในปัจจุบันได้เริ่มขึ้น โดยเหล่านางชีแห่งฝรั่งเศสผู้ประทับใจในตำนานของนักบุญนิโคลาสได้กระทำตาม ท่าน นั่นคือเอาผลไม้ ถั่ว ขนมหวาน ใส่ลงถุงเท้า แล้วไปแขวนยังหน้าบ้านคนยากคนจนในวัน เซนต์นิโคลาส มิช้าประเพณีนี้ก็แพร่สะพัดไปทั่วยุโรปอย่างรวดเร็ว หากทว่าในกาลต่อมา ได้มีเหล่ามิจฉาชีพถือโอกาสหากินโดยนำเอา ความศักดิ์สิทธิ์ของท่านนักบุญไปหลอกลวงขายเป็นเครื่องรางของขลังต่างๆ ทำให้ชาวบ้านหลงเชื่องมงายเสียทรัพย์สิน ทางการจึงสั่งระงับการเฉลิมฉลองในวันนี้

อย่าง ไรก็ตาม ผู้ที่ศรัทธาในเซนต์นิโคลาส ก็ยังมีอยู่มาก พวกเขาจึงขยับเลื่อนการฉลองไปผนวกกับเทศกาลคริสต์มาสอันเป็นวันคล้ายวัน ประสูติของพระเยซู สัญลักษณ์ของเซนต์ นิโคลาสจึงเกิดขึ้นในวันคริสต์มาสตั้งแต่นั้นมา

และก็เป็นอเมริกา ที่สร้างภาพท่านนักบุญขึ้นมาในนาม ซานตา คลอส (Santa Claus) โดยจิตรกรนาม โธมัส นาสต์ (Thomas Nast) ได้เขียนภาพซานตา คลอส ในแบบที่เราเห็นกันอยู่ทุกวันนี้แหละครับ

67. Maytung (0)

Mail to Maytung


    12-07-2009, 11:40:30   [Edit message]   [ ระวังโจรหลอกขายโปร/สิ่งของ แลกกับเลขบัตรทรูมันนี่ ต้องขอเบอร์บ้านทุกครั้ง! ]
เดอเมสธิด แมลงผีดิบ

"เด อเมสธิด" คือชื่อแมลงที่อันตรายที่สุดในโลกในขณะนี้ เพราะมันคือแมลงร้ายที่สามารถฉีกกินเนื้อหนังของ!ต่าง ๆ จนถึงกระดูกได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด

ซาก ศพที่ถูกมันรุมทึ้งกินเนื้อหนังและเลือดสด ๆ นั้นจะกลายสภาพเป็นโครงกระดูกสีขาวเนียนชวนสยอง ยิ่งกว่าการแล่เนื้อเถือหนังของยอดฝีมือถลกหนังรายใด ๆ ในโลกนี้

และ ตอนนี้พวกมันกำลังถูกนำตัวมาใช้ในงายวิจัยของพิพิธภัณฑ์แห่งหนึ่ง ของสหรัฐอเมริกาอยู่โดยที่งานหลัก ๆ ของมันก็คือทำหน้าที่กัดกินซาก!หลายชนิดจนเหลือแต่โครงกระดูกที่สมบูรณ์ ที่สุดเพื่อท่จะได้ทำงานวิจัยอย่างสบายมือ และเมื่อทำงานเสร็จแต่ละชิ้นงานนั้นพวกมันก็จะถูก "ทำลาย" ด้วยสารเคมีรุนแรงเพื่อให้แน่ใจว่า พวกมันจะไม่กระจัดกระจายออกไปก่อกรรมทำเข็ญกับสิ่งมีชีวิตนอกพิพิธภัณฑ์นั่นเอง

แมลงที่มีชื่อว่า เดอเมสธิด นี้เรื่มเป็นที่รู้จักกันในหมู่นักวิจัยของพิพิธภัณฑ์ The American Museum of Natural History (พิพิธภัณฑ์อเมริกันเพื่อประวัติศาสตร์ธรรมชาติ) ในช่วงทศวรรษที่ 1930 (ราว 70 ปีก่อน) โดยที่ช่วงเวลานั้นทางพิพิธภัณฑ์กำลังรอรับ!เลี้ยงลูกด้วยนมบางชนิดที่ถูกส่งตัวมาจากทวีปแอฟริกาอย่างใจจดใจจ่อ

หาก แต่การส่ง!ที่ต้องการมาทางเรือนั้นใช้เวลาในการเดินทางนานพอใช้ และเมื่อเรือมาถึงอเมริกาก็ปรากฏว่า!ที่ถูกส่งมาทางเรือนั้นกลายสภาพ เป็นกองกระดูกขาวโพลนไปหมด เรียกว่าตอนออร์เดอร์กันได้ออร์เดอร์!เป็น ๆ แต่พอมาถึงจุดหมายปลายทาง ก็กลายเป็นกองกระดูกขาวโพลนแหงแก๋เสียนี่

ที่น่าตกใจก็คือนักวิจัย(ในสมัยนั้น)ได้พบกับแมลงกินเนื้อหนังสุดโหดที่ชื่อ เดอเมสธิด

จากการทดลองและวิจัยเกี่ยวกับแมลงนี้อย่างเนิ่นนาน ทำให้ได้ข้อสรุปหลายประการจากแมลงที่มีความยาวราว 5-7 มม.เหล่านี้ว่าพวกมันมีประโยชน์ต่อพิพิธภัณฑ์ด้วยเช่นกัน ไม่ใช่ว่าจะมีแต่อันตรายอย่างเดียว

นั่นก็คือทางส่วนงานที่เรียกว่า กองพิพิธภัณฑ์ปลา ภายในพิพิภัณฑ์ The Museum of Natural History แห่ง นี้จำเป็นจะต้องใช้แมลงกินเนื้อเหล่านี้ในการกำจัดซากปลาหายากบางพันธุ์ ที่ต้องการเก็บเฉพาะแต่โครงกระดูกเอาไว้ได้อย่างยอดเยี่ยมมาก นั่นคือเมื่อปล่อยพวกมันลงไปกินเนื้อปลากันอย่างตะกละตะกรามกันแล้ว พวกมันจะแทะเนื้อเถือหนังปลานั้นอย่างรวดเร็วและเรียบร้อยเป็นที่สุด และสุดท้ายซากปลานั้นก็จะกลายเป็นกระดูกที่สวยงามพอที่จะดำเนินการขั้นต่อไป ได้ทันที



แต่ ถ้าไม่มีแมลงพวกนี้มาช่วยงาน เหล่าเจ้าหน้าที่ของกองฯนี้จะต้องลำบากในการนำปลาไปต้ม เคี่ยวจนกระทั่งเนื้อหนังหลุดร่อนออกไปและยังต้องมาวุ่นวายกับการต่อกระดูก ปลารวมกัน เป็นตัวปลาอย่างลำบากลำบนคล้ายการต่อจิ๊กซอว์อีกด้วย



นอก จากการให้มันสวาปามซากปลาแล้วยังมีก!อื่น ๆ ที่ทางพืพืธภัณฑ์ได้อาศัยแมลงเดอเมสธิด ในการช่วยกัดกินเลือดเนื้อของมันพวกมันเหล่านั้นก็คือ !เลื้อยคลานต่าง ๆ !เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดเล็กหรือ แม้กระทั่งหัวอันใหญ่ โตของช้างที่ตายแล้วก็เป็นเหยื่ออันโอชะของแมลงพวกนี้

ไม่ มีใครรู่ว่าถ้ามันกลุ้มรุมกัดกิน!เป็น ๆ แล้วจะเป็นอย่างไร แต่กับซาก!ที่ตายแล้วจำเป็นจะต้องนำซาก!(โดยเฉพาะปลา)ไปผึ่งลมให้ ความชื้นระเหยไปเสียก่อน พวกแมลงเหล่านี้จึงจะกินซาก!อย่างร่าเริง แต่ถ้านังมีความชื้นอยู่มาก มันก็จะละเลยเสีย



แต่ ถ้าเป็นกรณี!เป็น ๆ นั้นทางพิพิธภัณฑ์ยังอุบเงียบอยู่ เพียงแต่บอกว่า ถ้าปล่อยให้แมลงเหล่านี้เป็นอิสระหรือโบยบินสู่โลกภายนอกแล้วล่ะก็ มันคงสร้างความประหวั่นพรั่นพรึงได้ไม่น้อยเช่นกัน ดังนั้น จึงจำเป็นอยู่เองที่จะต้อง "สังหาร" พวกมันเสียทุกคราวที่นำแมลงเดอเมสธิดจำนวนหนึ่งนี้ออกมาใช้งาน โดยที่ยังเก็บส่วนที่เหลือไว้ในที่เก็บอย่างดี ในคลังเก็บของพิพิธภัณฑ์เพื่อเอาไว้กัดกินซาก!ต่าง ๆ กันต่อไป

ไม่น่าเชื่อว่าเรื่องร้ายแรงแบบนี้จะถูก "ปิดเงียบ" มานานถึง 70 ปีมาแล้ว และเมื่อชาวโลกส่วนใหญ่ได้รับรู้เรื่องราวนี้เข้าไปแล้วจะมีความคิดเป็นเช่นไร ?

ช่างน่าขนพองสยองเกล้าเสียจริง ๆ

68. isudteam (0)

Mail to isudteam


    12-07-2009, 11:43:43   [Edit message]   [ ระวังโจรหลอกขายโปร/สิ่งของ แลกกับเลขบัตรทรูมันนี่ ต้องขอเบอร์บ้านทุกครั้ง! ]
ฉลาด ขึ้นเยอะเลยคับ ต่อๆ
69. Maytung (0)

Mail to Maytung


    12-07-2009, 11:47:07   [Edit message]   [ ระวังโจรหลอกขายโปร/สิ่งของ แลกกับเลขบัตรทรูมันนี่ ต้องขอเบอร์บ้านทุกครั้ง! ]
"วานูอาตู" ประเทศที่มีความสุขที่สุดในโลก



"วา นูอาตู"หมู่เกาะกลาง"แปซิฟิก"ได้รับเลือกเป็นประเทศที่มีความสุขในโลก เผยผู้คนไม่เห่อตามกระแสบริโภคนิยม มีความหวังดีต่อกัน ไทยติดอันดับ 32 สิงคโปร์รั้งท้าย มีสุขน้อยที่สุดในเอเชีย

สำนักข่าวรอยเตอร์และเอเอฟพีรายงาน เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม ว่า มูลนิธิเศรษฐกิจใหม่ (เอ็นอีเอฟ) เปิดเผยผลสำรวจดัชนีความสุขในประเทศต่างๆ 178 ประเทศ ทั่วโลก พบว่า ประเทศวานูอาตู หมู่เกาะเล็กๆ ในมหาสมุทรแปซิฟิกตอนใต้มีความสุขที่สุดในโลก นอกจากนี้ ยังมีโคลัมเบีย คอสตาริกา โดมินิกัน และปานามา ที่ติด 5 อันดับแรกของประเทศที่มีความสุขที่สุดในโลก ในขณะที่บรรดาประเทศอุตสาหกรรมส่วนใหญ่มีดัชนีความสุขไม่มาก

เอ็น อีเอฟใช้มาตรฐานความเป็นอยู่และผลกระทบจากสิ่งแวดล้อมเป็นตัววัดความสุขของ ประชาชน อีกทั้งยังวัดจากความพอใจในการมีชีวิต ความคาดหวังในชีวิต และปริมาณการใช้สภาพแวดล้อมในการดำเนินชีวิต หมายถึงปริมาณของที่ดินที่เหมาะสมสำหรับจำนวนประชากรและการบริโภคพลังงาน

การ มีความสุขของจำนวนชาววานูอาตูไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าประเทศนี้มีประชากรเท่า ไหร่ หากแต่เป็นเพราะประชาชนมีความพึงพอใจกับสิ่งเล็กน้อย ไม่ใช่สังคมที่ขับเคลื่อนโดยการบริโภค แต่อยู่กันเป็นชุมชนและครอบครัว มีความหวังดีต่อกัน เป็นสถานที่ที่ไม่ต้องกังวลอะไรมาก สิ่งเดียวที่กลัวกันคือพายุไซโคลนหรือแผ่นดินไหว

สำหรับประเทศที่มีดัชนีความสุขน้อยที่สุด คือประเทศซิมบับเว อยู่ในอันดับสุดท้าย คือ 178 ตามมาด้วยสวาซิแลนด์ บุรุนดี สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโกและยูเครน ส่วนกลุ่มประเทศอุตสาหกรรม หรือจี 8 กลายเป็นกลุ่มประเทศที่มีดัชนีความสุขน้อยเช่นกัน อิตาลีอยู่อันดับที่ 66, เยอรมนี 81, ญี่ปุ่น 95, อังกฤษ 108, แคนาดา 111, ฝรั่งเศส 129, สหรัฐอเมริกา 150 และรัสเซียอยู่อันดับที่ 172

ขณะที่ประเทศสิงคโปร์อยู่อันดับที่ 131 กลายเป็นประเทศในเอเชียที่มีดัชนีความสุขน้อยที่สุด ส่วนเวียดนามมากที่สุดคืออยู่อันดับที่ 12 ตามมาด้วยภูฏาน ประเทศไทยถูกจัดอยู่อันดับที่ 32, ฟิลิปปินส์ 17, อินโดนีเซีย 23, จีน 31, มาเลเซีย 44, อินเดีย 62, ไอซ์แลนด์ 64, เนเธอร์แลนด์ 70, สเปน 87, ฮ่องกง 88, ซาอุดีอาระเบีย 89, เดนมาร์ก 99, ปากีสถาน 112, นอร์เวย์ 115, สวีเดน 119, ฟินแลนด์ 123, ออสเตรเลีย 139, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ 154, แอฟริกาใต้ 156, คูเวต 159 และกาตาร์ 166




วานูอาตู (Vanuatu) หรือชื่อทางการคือ สาธารณรัฐวานูอาตู (Republic of Vanuatu) เป็นประเทศหมู่เกาะที่ตั้งอยู่ในมหาสมุทรแปซิฟิกตอนใต้ ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของประเทศออสเตรเลีย 1,750 กม. และตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของนิวแคลิโดเนีย ทางทิศตะวันตกของประเทศฟิจิ และทางทิศใต้ของหมู่เกาะโซโลมอน 500 กม. ชื่อของประเทศนี้ในยุคอาณานิคม คือ นิวเฮอร์ไบรดส์



ประวัติศาสตร์


เกาะจำนวนมากของวานูอาตูมีผู้อาศัยมานานนับพัน ๆ ปี หลักฐานที่เก่าแก่ที่สุด พบว่ามีอายุย้อนไปถึงประมาณ 2,000 ปีก่อนคริสตกาล และเมื่อ ค.ศ. 1606 นักสำรวจชาวโปรตุเกส ชื่อ เปโดร เฟร์นันเดซ เด กีโรส (Pedro Fernández de Quirós) ก็นับเป็นชาวยุโรปคนแรกที่เดินทางมาถึงหมู่เกาะนี้ ชาวยุโรปเริ่มตั้งถิ่นฐานในหมู่เกาะดังกล่าวในปลายศตวรรษที่ 18 หลังจากกัปตันเจมส์ คุก นักสำรวจชาวอังกฤษได้เดินทางมายังหมู่เกาะแห่งนี้ เมื่อระหว่างการเดินทางครั้งที่ 2 ของเขา

เมื่อ ค.ศ. 1906 ฝรั่งเศสและสหราชอาณาจักรตกลงที่จะปกครองดินแดนนี้ร่วมกัน โดยเรียกหมู่เกาะแห่งนี้ว่า "นิวเฮอร์ไบรดส์" ครั้นถึงทศวรรษ 1960 ประชากรชาววานูอาตูเริ่มกดดันเพื่อก่อตั้งรัฐบาลของตนเอง และภายหลังก็เรียกร้องเอกราชคืน และในที่สุดอังกฤษและฝรั่งเศสก็ยอมคืนอำนาจอธิปไตยอย่างสมบูรณ์สู่เจ้าของ พื้นที่อีกครั้ง เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม ค.ศ. 1980 (พ.ศ. 2523)

ในช่วงคริสต์ทศวรรษ 1990 วานูอาตูประสบความผันผวนทางการเมือง และในที่สุดก็นำไปสู่รัฐบาลแบบกระจายอำนาจมากขึ้น



การเมือง

รัฐสภา ของวานูอาตูเป็นแบบสภานิติบัญญัติสภาเดียว มีสมาชิก 52 คน สมาชิกเหล่านี้ได้รับการเลือกตั้งทุกๆ 4 ปี จากการลงคะแนนเสียง ผู้นำพรรคหลักในรัฐสภา มักจะได้รับเลือกเป็นนายกรัฐมนตรี และเป็นผู้นำคณะรัฐบาล สำหรับประมุขของรัฐ คือประธานาธิบดี ได้รับเลือกคราวละ 5 ปี จากรัฐสภาและประธานรัฐบาลท้องถิ่น 6 จังหวัด อย่างไรก็ตามการจัดตั้งรัฐบาลนั้นยังปรากฏปัญหาหลายต่อหลายครั้ง อันเนื่องมาจากแตกแยกระหว่างผู้พูดภาษาอังกฤษและฝรั่งเศส

File attach: วานูอาตุ.jpg (40 KB) ใช้ GetRight หรือโปรแกรมช่วยดาวน์โหลดไม่ได้ครับ)
70. Maytung (0)

Mail to Maytung


    12-07-2009, 11:52:01   [Edit message]   [ ระวังโจรหลอกขายโปร/สิ่งของ แลกกับเลขบัตรทรูมันนี่ ต้องขอเบอร์บ้านทุกครั้ง! ]
เศรษฐกิจ

เศรษฐกิจ นั้นส่วนใหญ่จะอิงกับเศรษฐกิจแบบเลี้ยงชีพ หรือเกษตรกรรมขนาดเล็ก ซึ่งเลี้ยงชีพประชากรราว 65% สำหรับการประมง บริการการเงินนอกประเทศ และการท่องเที่ยว (เมื่อปี ค.ศ. 1997 มีนักท่องเที่ยวประมาณ 50,000 คน) เป็นเศรษฐกิจหลักอันดับรองลงมา นอกจากนี้ก็ยังมีอุตสาหกรรมขนาดเล็ก รายได้จากการเก็บภาษีส่วนใหญ่มาจากภาษีนำเข้า และ 12.5% เป็นภาษีมูลค่าเพิ่มจากสินค้าและบริการ

การ เติบโตของเศรษฐกิจนั้นต้องชะลอลงอันเนื่องจากส่วนใหญ่ต้องอาศัยสินค้านำเข้า สำหรับใช้ในชีวิตประจำวัน การประสบภัยธรรมชาติ และระยะทางที่ยาวไกลจากตลาดหลักและระหว่างเกาะน้อยใหญ่ แผ่นดินไหวอย่างรุนแรงในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 1999 และตามด้วยสึนามิ ก่อให้เกิดความเสียหายอย่างมากต่อเกาะทางตอนเหนือ ทำให้ประชากรหลายพันคนไร้ที่อยู่อาศัยแผ่นดินไหวอย่างรุนแรงอีกครั้งหนึ่ง เมื่อเดือนมกราคม 2002 ก่อให้เกิดความเสียหายในวงกว้าง ในเมืองหลวง และพื้นที่โดยรอบ ทั้งยังประสบภัยจากสึนามิในเวลาต่อมาด้วย

ค่า จีดีพีของวานูอาตูเติบโตโดยเฉลี่ยไม่ถึง 3% ในทศวรรษ 1990 และตอบสนองความสนใจจากต่างประเทศ รัฐบาลจึงได้สัญญาที่จะเข้มงวดกับระเบียบด้านการเงินนอกประเทศ เมื่อกลางปี 2005 รัฐบาลได้เพิ่มความพยายามที่จะเร่งตลาดท่องเที่ยว ประเทศออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ เป็น ผู้สนับสนุนหลักจาก ต่างประเทศของวานูอาตู เป็นเมืองปลอดภาษี ซึ่งไม่เปิดเผยข้อมูลบัญชีแก่รัฐบาลใดๆ และหน่วยงานควบคุมกฎหมาย ในวานูอาตูนั้น ไม่มีภาษีเงินได้ ไม่มีการควบคุมการแลกเปลี่ยนเงินตรา บริษัทต่างๆ เลือกที่จะลงทุนในวานูอาตู เพื่อหลีกเลี่ยงกฎระเบียบ และการกระทำผิดกฎหมาย



ประชากร


ประชากร : 202,609 คน (กรกฎาคม 2547)

ประชากร ส่วนใหญ่ของวานูอาตูเป็นชาวเมลานีเซียพื้นเมือง หรือนีวานูอาตู ส่วนที่เหลือประกอบด้วยชาวยุโรป เอเชีย และชาวหมู่เกาะอื่นๆ ในมหาสมุทรแปซิฟิก

ภาษาที่ใช้อย่างเป็นทางการมีด้วยกัน 3 ภาษา คือ ภาษาอังกฤษ ภาษาฝรั่งเศส และภาษาบิสลามา อันเป็นภาษาลูกผสมแบบหนึ่ง ที่มีรากฐานจากภาษาอังกฤษ นอกจากนี้แล้วยังมีภาษาถิ่นต่างๆ อีกกว่า 100 ภาษาที่ใช้พูดกันในหมู่เกาะนี้ นับเป็นพื้นที่ซึ่งมีความหนาแน่นของภาษาสูงที่สุดในภูมิภาคใดๆ ของโลก (โดยเฉลี่ยมีผู้พูดเพียง 2,000 คนต่อ 1 ภาษา) พื้นที่ซึ่งมีความหนาแน่นใกล้เคียงกันก็คือ ปาปัวนิวกินี

ศาสนาคริสต์เป็นศาสนาที่ประชากรนับถือมากที่สุดในวานูอาตู มีหลายคณะนิกายด้วยกัน สำหรับ Presbyterian เป็นนิกายที่มีผู้นับถือมากที่สุด นั่นคือมีผู้นับถืออยู่ประมาณ 1 ใน 3 ของประชากรทั้งหมด

สำหรับลัทธิคาร์โก (Cargo) ก็ได้รับความนิยมนับถือจากผู้ศรัทธาจำนวนหนึ่ง



วัฒนธรรม

วา นูอาตูยังคงมีความหลากหลายของวัฒนธรรมอย่างเหนียวแน่น ทั้งที่เป็นวัฒนธรรมในท้องถิ่น และได้รับอิทธิพลจากต่างประเทศ วัฒนธรรมของวานูอาตูอาจแบ่งได้ตามภูมิภาคหลักๆ 3 ภาคดังนี้

ภาค เหนือ ความมั่งคั่งจะพิจารณาได้จากว่าผู้คนสามารถให้ทรัพย์สินได้มากเท่าใด (โดยเฉพาะสุกร ซึ่งถือเป็นสัญลักษณ์ของความมั่งคั่ง ทั่วทั้งหมู่เกาะแห่งนี้)

ภาคกลาง ถือเป็นแหล่งวัฒนธรรมโปลีนีเซียแบบดั้งเดิมมากกว่า

ภาคใต้ มีวัฒนธรรมการมอบตำแหน่งที่เกี่ยวกับสิทธิพิเศษ

นอกจากนี้ชายหนุ่มจะมีพิธีต่าง ๆ เกี่ยวกับการเข้าสู่ความเป็นผู้ใหญ่ เพื่อการเริ่มต้นชีวิตวัยผู้ใหญ่

71. Maytung (0)

Mail to Maytung


    12-07-2009, 11:55:52   [Edit message]   [ ระวังโจรหลอกขายโปร/สิ่งของ แลกกับเลขบัตรทรูมันนี่ ต้องขอเบอร์บ้านทุกครั้ง! ]
เรียกข้าว่า โอซามา บินลาเดน


ประเด็นร้อนเหตุการณ์ที่สหรัฐฯ สายตาชาวโลกต่างพุ่งเป้าไปที่นายบิน ลาดิน ผู้นำกลุ่มขบวนการก่อการร้ายมุสลิมหัวรุนแรง จอมโจรหมายเลข 1

หาก ย้อนสาวไปถึงปูมหลังของเหตุการณ์รุนแรง ฝีมือขบวนการ ก่อการร้ายลึกลับที่เกิดขึ้นทั่วโลกแต่ละครั้ง คงต้องเริ่มต้นนับหนึ่งกันตั้งแต่ เหตุการณ์ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2

ช่วง เวลานั้น ภาพลักษณ์ของสหรัฐอเมริกา เริ่มมีท่าทีแปรเปลี่ยนจากมาดลุงแซมผู้โอบอ้อมและเอื้ออารี เป็นแยงกี้เลือดร้อน ที่ดุดัน ชอบกร่าง และคุยโตโอ้อวด ใช้อัตตาตัดสินความถูกผิดของแต่ละประเทศทั่วโลก

ยิ่ง กว่านั้น การที่สหรัฐฯมีกฎหมายฉบับหนึ่งที่เขียนไว้เปิดกว้างว่า ให้สามารถใช้กำลังเอาผิดกับใคร และที่ไหนในโลกนี้ก็ได้ ซึ่งทำตัวเป็นภัยคุกคามความมั่นคงในชีวิตและทรัพย์สินของอเมริกันชน แม้ว่าบุคคลผู้นั้นจะอยู่ภายใต้อธิปไตยของดินแดนใดในโลก

ประเด็นนี้กลายเป็นชนวนสำคัญ เหมือนเติมน้ำมันให้กองไฟ เร่งเร้าจุดกระแสความหมั่นไส้ ยิ่งขึ้นให้แก่บางประเทศในโลกนี้

หลาย ปีที่ผ่านมา เริ่มมีความถี่ในการลอบวางระเบิดทำลายทรัพย์สินของสหรัฐฯ หรือคนอเมริกัน ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์ลอบวางระเบิดที่สถานทูตอเมริกัน ในเคนยาและแทนซาเนีย เมื่อปี 2541 ทำให้มียอดผู้ตายกว่า 200 ราย เหตุการณ์ เรือพิฆาตยูเอสเอสโคล ที่ประเทศเยเมน ถูกโจมตี

เบื้อง หลังก่อการจลาจลที่เมืองมาลุกัส ของอินโดนีเซีย การแข็งข้อของชาวเชชเนียและแคชเมียร์ เบื้องหลังแผนลอบสังหาร ประธานาธิบดี ฮอสนี มูบารัก แห่งอียิปต์ แผนลอบสังหาร สมเด็จพระสันตะปาปา จอห์น ปอล ที่ 2

รวม ทั้งเหตุการณ์ฆ่าหมู่นักท่องเที่ยวในอียิปต์ หรือแม้กระทั่งเหตุการณ์ รอบวางระเบิดก่อนหน้าที่ชั้นใต้ดิน ตึกเวิลด์เทรด เซ็นเตอร์ ในสหรัฐฯก็ตาม เหล่านี้ล้วนเป็นโศกนาฏกรรม ที่หน่วยปราบปรามการก่อการร้ายของทางการ อเมริกา โยงใยกล่าวหาว่า มีผู้นำกลุ่มพลังมุสลิมหัวรุนแรงคอยชักใยอยู่เบื้องหลัง และแทบทุกครั้ง..หัวโจกของเหตุการณ์ดังกล่าว ถูกพุ่งเป้าประเด็นสงสัยตัวผู้อยู่เบื้องหลังไปที่ นายโอซามา บิน ลาดิน


บิน ลาดิน ผู้นี้เป็นใคร มีรากเหง้ามาจากไหน


โอซามา บิน ลาดิน (Osama Bin Laden) ศัตรูหมายเลข 1 ของสหรัฐฯ ซึ่งมีค่าหัวแพงถึง 5,000,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณกว่า 215 ล้านบาท อายุประมาณ 40 ปี เป็นบุตรของมหาเศรษฐี เจ้าของบ่อน้ำมันชาว ซาอุดีอาระเบีย ซึ่งมีทรัพย์สินทั้งสิ้นไม่ต่ำกว่า 300 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 12,000 กว่าล้านบาท

ไม่น่าเชื่อว่า เขามีปกติมีนิสัยถ่อมตัว ขี้อาย เมื่อ 10 กว่า ปีที่แล้ว ลาดิน เคยมีจุดยืนอยู่ฝ่ายเดียวกับ สหรัฐอเมริกา เนื่องจากมีจุดมุ่งหมายเดียวกันคือ ต้องการทำลายสหภาพโซเวียต ซึ่งส่งกำลังเข้าไป รุกรานอัฟกานิสถาน

ข้อ สำคัญ...หน่วยงานข่าวกรอง หรือซีไอเอของสหรัฐฯนั่นเอง ที่เป็นผู้บ่มเพาะทั้งเทคนิค วิธีการ และความเชี่ยวชาญ ในการเป็นสายลับและเคลื่อนไหวข้ามประเทศให้แก่บิน ลาดิน จนพวกเขา กลายเป็น...ขบวนการที่มีประสิทธิภาพอย่างยากจะหาตัวเทียบ แต่ต่อมาบิน ลาดิน กลับไม่พอใจสหรัฐฯ ด้วยเหตุผลสำคัญ...การที่รัฐบาลซาอุดีอาระเบียยอมไฟเขียว ให้สหรัฐฯเข้าไปปักหลักอยู่ในซาอุฯ ซึ่งถือเป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งพระผู้เป็นเจ้า จากความเป็นสหายซี้ปึ้กกับสหรัฐฯ ทำให้เขาเปลี่ยนท่าทีหันไปเข้ากับขบวนการก่อการร้าย กลุ่มมุสลิมหัวรุนแรง

ใน ที่สุด...ทางการของซาอุดีอาระเบีย เจ้าของประเทศซึ่งเขามีสัญชาติ ถึงกับประกาศถอนเขาออก จากการเป็นพลเมืองของซาอุดีอาระเบียไปเมื่อ พ.ศ.2537 ด้วยข้อหา "เป็นบุคคลซึ่งมีความ ประพฤติที่ไม่ชอบ"

สุด ท้ายเมื่อ บิน ลาดิน ตัดสินใจลี้ภัยไปอาศัยอยู่ในประเทศซูดาน ตามคำชวนของ นายฮัสซัน อับทูราบี หนึ่งในผู้นำศาสนาอิสลามชื่อดัง อยู่ได้ไม่นาน เพราะสหรัฐฯและกลุ่มชาติตะวันตก ร่วมกันกดดันจนต้องหนีไปซุกอยู่ในอัฟกานิสถาน พร้อมด้วยลูกสมุนผู้สวามิภักดิ์กว่า 100 คน

ลา ดินใช้วิธีส่งแฟกซ์จากที่ซ่อนตัวในอัฟกานิสถานไปทั่วโลก เขาตั้งเป้าโจมตีฐานทัพของสหรัฐฯ ในซาอุดีอาระเบีย ด้วยเหตุผลว่า ทำให้สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ทางศาสนาอิสลามได้รับความเสื่อมเสีย

บิน ลาดิน เป็นผู้นำกลุ่มพลังทางศาสนาและการเมืองที่เรียกว่า "อัล แกดา" ซึ่งแฝงตัวกระจัด กระจายอยู่ตามประเทศที่นับถือศาสนาอิสลามทั่วโลก กลุ่มพลังนี้มีแม้แต่ในสหรัฐฯเอง

ขบวนการใหญ่ปักหลักอยู่ในอัฟกานิสถาน เคยหมายจะใช้โอกาส เมื่อคราวประชุมกลุ่มผู้นำจี-8 เมื่อวันที่ 20-22 ก.ค. ที่ผ่านมา ณ เมืองเจนัว ประเทศอิตาลี ทำการลอบสังหารประธานาธิบดี จอร์จ ดับเบิลยู. บุช แห่งสหรัฐฯ

นอก จากนี้ ยังมีรายงานว่า กลุ่มดังกล่าวได้ผูกไมตรีอย่างแนบแน่นกับกลุ่มจีฮัด กลุ่มฮามาส และบรรดามุสลิมหัวรุนแรงกลุ่มต่างๆ ที่หมั่นไส้สหรัฐฯ เพื่อสนับสนุนการทำสงครามอันศักดิ์สิทธิ์ ต่อต้านอเมริกันและพันธมิตรของสหรัฐ-อเมริกาทั่วโลก

เจ้า หน้าที่ผู้เชี่ยวชาญด้านการปราบปรามขบวนการก่อการร้ายของทางการสหรัฐฯ ได้พยายามไล่ล่า หาตัวนายบิน ลาดิน แบบพลิกแผ่นดิน หามาเป็นเวลาหลายปี ถึงกับยอมทุ่มเงินงบประมาณ หลายล้านดอลลาร์ อาศัยช่องทางการทูต ทั้งทางตรงและทางอ้อม หรือทำทุกวิถีทางเพื่อล่าตัวบุคคลผู้นี้ แต่แล้วจนทุกวันนี้ก็ยังควานหาตัวเขาไม่พบ


File attach: binladen.gif (29 KB) ใช้ GetRight หรือโปรแกรมช่วยดาวน์โหลดไม่ได้ครับ)
72. Maytung (0)

Mail to Maytung


    12-07-2009, 12:00:54   [Edit message]   [ ระวังโจรหลอกขายโปร/สิ่งของ แลกกับเลขบัตรทรูมันนี่ ต้องขอเบอร์บ้านทุกครั้ง! ]
เครือข่าย "บิน ลาเดน"



จน ถึงขณะนี้ ถึงแม้จะยังไม่มีหลักฐานยืนยันชัดเจน แต่เบาะแสทุกอย่าง รวมถึงท่าทีของรัฐบาลสหรัฐ และนักวิเคราะห์ต่างชาติ ดูเหมือนจะปักใจเชื่อว่า "ออสมา บิน ลาเดน" มหาเศรษฐีชาวซาอุดีอาระเบีย ผู้นำกลุ่ม "อัล ไกดา" อยู่เบื้องหลังการก่อวินาศกรรมช็อกโลก ที่นครนิวยอร์ก และกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เมื่อวันที่ 11 ก.ย.ที่ผ่านมา

แม้ ว่าชื่อของกลุ่มอัล ไกดา (Al-Qaeda) จะไม่คุ้นหูของคนที่ติดตามข่าวต่างประเทศ หากเทียบกับชื่อของ ฮามาส หรือ อัล ญิฮัด แต่โดยข้อเท็จจริง กลุ่มก่อการร้ายข้ามชาติกลุ่มนี้ เป็นขบวนการที่มีเครือข่ายโยงใยทั่วทุกมุมโลก ตั้งแต่เกาะโคโมรอสของแอฟริกา ไปจนถึงประเทศจอร์แดน และจากแคนาดา ไปจนถึงประเทศออสเตรเลีย

ที่สำคัญคือ กลุ่มอัล ไกดา กำลังขยายเครือข่ายรุกเข้ามาในภูมิภาคเอเชีย รวมถึงประเทศเพื่อนบ้านของไทยมากขึ้น

หลัก ฐานชิ้นสำคัญที่บ่งชี้ความเกี่ยวข้องระหว่างกลุ่มอัล ไกดา ของบิน ลาเดน กับประชาคมมุสลิมในเอเชีย คือ รัมซี ยูเซฟ ผู้ต้องหาคดีวางระเบิดตึกเวิลด์เทรด เซ็นเตอร์ เมื่อปี 2536 ซึ่งในปีเดียวกันนั้น มีหลักฐานบ่งชี้ว่า ยูเซฟ มีแผนจะก่อวินาศกรรมเครื่องบินของสายการบินสหรัฐ 11 เที่ยว บินในเอเชีย อีกทั้งยังพบว่า ยูเซฟ ได้รับการสนับสนุนทั้งที่พักพิงและเงินทุนโดยกลุ่มอาบู เซยาฟ กลุ่มมุสลิมหัวรุนแรงของฟิลิปปินส์

หลังจากเหตุการณ์วางระเบิดสถานทูตสหรัฐ 2 แห่งในแอฟริกา เมื่อปี 2541 ซึ่ง เป็นอีกหนึ่งผลงานของบิน ลาเดน หน่วยงานข่าวกรองของชาติตะวันตก เริ่มได้ข้อมูลเพิ่มมากขึ้นเกี่ยวกับเครือข่ายและปฏิบัติการของกลุ่มอัล ไกดา และสิ่งที่น่าตกตะลึง ก็คือ กลุ่มอัล ไกดา เริ่มแผ่ขยายอิทธิพลเข้ามาในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะที่อินโดนีเซีย มาเลเซีย รวมถึงฟิลิปปินส์ และพม่า

เชื่อ กันว่า กลุ่มอัล ไกดา เป็นนายทุนใหญ่ให้กลุ่มอาบู เซยาฟ ของฟิลิปปินส์ ซึ่งก่อเหตุจับตัวนักท่องเที่ยวต่างชาติ ตั้งแต่เมื่อเดือนพ.ค.ที่ผ่านมา นอกจากนี้ หลักฐานล่าสุด บ่งชี้ว่า บิน ลาเดน ได้กระชับความสัมพันธ์กับกลุ่ม ลักซ์การ ญิฮัด ในอินโดนีเซีย และกลุ่มแนวร่วมปลดปล่อยมุสลิมโมโร ซึ่งมีเครือข่ายอยู่ในฟิลิปปินส์และมาเลเซีย

ไม่ เพียงเท่านั้น ดูเหมือนว่า ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จะกลายเป็นฐานลงทุนและแหล่งฟอกเงินของกลุ่มอัล ไกดา ไปแล้ว โดยพบว่า ธนาคารหลายแห่งในตะวันออกกลาง ถูกใช้เป็นแหล่งรวบรวมเงินบริจาคจากประชาคมมุสลิมทั่วโลก ขณะที่การโอนเงินและการดูแลธุรกรรมการเงินเหล่านี้ เป็นหน้าที่ของโมฮัมหมัด จามาล กาลิฟา น้องเขยของบิน ลาเดน ผู้รับผิดชอบงานด้านการเงินและการลงทุนของกลุ่มอัล ไกดา ทั้งในสิงคโปร์ มอริเชียส มาเลเซีย และฟิลิปปินส์

ข้อมูล ข่าวกรองตะวันตก ระบุว่า กลุ่มอัล ไกดา ได้ใช้ธุรกิจการค้าเพชรและการทำประมง เป็นธุรกิจบังหน้าเพื่อการฟอกเงินผิดกฎหมาย โดยอาศัยช่องโหว่ของกฎหมายต่อต้านการฟอกเงินในหลายๆ ประเทศของภูมิภาคนี้

ขณะ เดียวกัน เจ้าหน้าที่เอฟบีไอ หรือหน่วยสืบสวนสอบสวนกลางของสหรัฐ เชื่อว่า กลุ่มอัล ไกดา ของบิน ลาเดน มีเครือข่ายอยู่ในสหรัฐเช่นกัน โดยเฉพาะที่เมืองบอสตัน รัฐแมสซาชูเซตส์ ซึ่งเป็นจุดที่ผู้ก่อการร้าย จี้เครื่องบินโดยสาร 2 ลำ เพื่อนำมาใช้เป็นอาวุธพุ่งชนตึกเวิลด์เทรด เซ็นเตอร์

โร เบิร์ท ฟิตซ์แพทริค อดีตรองหัวหน้าสำนักงานบอสตันของเอฟบีไอ ระบุว่า ณ ขณะนี้ สายสัมพันธ์ระหว่างบิน ลาเดน กับเมืองบอสตัน กำลังถูกตรวจสอบอย่างใกล้ชิด เพื่อหาหลักฐานมัดตัวผู้นำกลุ่มอัล ไกดา กับการก่อวินาศกรรมเด็ดปีกพญาอินทรี เมื่อ 3 วันก่อน

เจ้า หน้าที่สหรัฐ วิ่งวุ่นกับการสอบปากคำคนขับรถแท็กซี่ทุกคนของบริษัท บอสตัน แคบ ซึ่งคนใกล้ชิดของบิน ลาเดน เคยทำงานด้วย เพื่อดูว่า คนเหล่านี้ มีความเชื่อมโยงกับพนักงานดูแลสัมภาระบนเครื่องบินหรือไม่ เนื่องจากทางการตั้งข้อสันนิษฐานว่า อาวุธที่ใช้ในการไฮแจ็คเครื่องบิน น่าจะได้มาจากพนักงานของสายการบิน

ก่อนหน้านี้ เมื่อปีที่แล้ว เอฟบีไอ ได้สอบสวนคนขับรถแท็กซี่ 2 คน ในบอสตัน คือ บาสซัม เอ.คานจ์ ชาวเลบานอน และราอิด เอ็ม.ฮิจาซี ชาวปาเลสไตน์ เนื่องจากมีข้อสงสัยว่า บุคคลทั้งสอง ซึ่งอาศัยอยู่ในบอสตันเป็นเวลานานหลายปี มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับบิน ลาเดน

อย่าง ไรก็ดี คานจ์ เพิ่งเสียชีวิตในเลบานอนเมื่อปีที่แล้ว ขณะที่ฮิจาซี ถูกจับกุมในจอร์แดน ด้วยข้อหาวางแผนระเบิดโรงแรมในนิวยอร์ก ช่วงเทศกาลเฉลิมฉลองวันปีใหม่ เมื่อปี 2543

ไม่เพียงเท่านั้น ข้อมูลของเอฟบีไอระบุว่า เมื่อปี 2537 ชี ค บัคร์ โมฮัมเหม็ด บิน ลาเดน น้องชายของบิน ลาเดน ได้บริจาคเงินก้อนโตให้คณะนิติศาสตร์ หรือโรงเรียนกฎหมายของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด เพื่อเป็นทุนการศึกษาสำหรับงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกฎหมายอิสลาม


โอซามา บิน ลาเดนกับ'มาสเตอร์พีซ'จากห้วงลึกของปรโลก



บน ซากปรักหักพังของอาคารเวิลด์เทรด เซ็นเตอร์ คือน้ำตาแห่งความสูญเสีย ใต้ซากเดียวกันนั้น ชีวิตเป็นเรือนพันดับสูญไปกับความกราดเกรี้ยวปานปีศาจคลุ้มคลั่ง เสียงไถ่ถามปนสะอื้นของผู้คน หนุ่มสาว เฒ่าชรา ที่กำลังติดตามมาผู้ที่เป็นที่รักแห่งตน ทำให้ เวสต์ ไซด์ ไฮเวย์ และถนนใกล้เคียงเหมือนเป็นฉากในภาพยนตร์หายนภัยที่ไม่มีสักผู้เดียวที่ ปราศจากความรู้สึกสูญเสีย

File attach: บิลาเดน.jpg (33 KB) ใช้ GetRight หรือโปรแกรมช่วยดาวน์โหลดไม่ได้ครับ)
73. Maytung (0)

Mail to Maytung


    12-07-2009, 12:29:28   [Edit message]   [ ระวังโจรหลอกขายโปร/สิ่งของ แลกกับเลขบัตรทรูมันนี่ ต้องขอเบอร์บ้านทุกครั้ง! ]
นี่ คือผลลัพธ์ของการก่อการร้ายครั้งร้ายแรงที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ มนุษยชาติ ก่อให้เกิดความสูญเสียอย่างใหญ่หลวงทางด้านจิตวิญญาณของผู้คนเรือนแสน หากมิใช่นับล้าน เหตุการณ์ในวันอังคารทมิฬ ทั้งที่มหานครนิวยอร์ก และกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เป็นเสมือนหนึ่งประจักษ์พยานต่อหน้าต่อตาผู้พบเห็นทั่วโลกว่า ความจงเกลียดจงชัง รังสรรค์ให้เกิดสิ่งใด

น่าเสียดายที่มนุษย์ทุกผู้ทุกนาม ไม่ยักจดจำบทเรียนทำนองนี้ได้แม้แต่ครึ่งค่อน4 วัน หลังการสูญเสียในระดับเดียวกับหายนะและโศกนาฏกรรม น้ำตาถูกกล้ำกลืน เสียงสะอื้นเหือดหาย ความกราดเกรี้ยวเริ่มครอบงำ ยิ่งนานยิ่งลึกล้ำ ยิ่งนานยิ่งอึดอัดกระวนกระวาย ยิ่งต้องการระบายออก ยิ่งต้องการตอบโต้ ต้องการสิ่งชดเชย ทดแทนการสูญเสียแล้ว สหรัฐอเมริกาก็ประกาศสงคราม ประกาศสงครามในรูปลักษณ์ที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน ประกาศสงครามกับคนคนหนึ่ง ขบวนการขบวนการหนึ่ง และลัทธิลัทธิหนึ่ง

อีกครั้งแล้วที่ความเกลียดมีชัยชนะเหนือความรัก ครั้งนี้เป้าหมายคือ โอซามา บิน ลาเดน


ทำไมต้องเป็น "บิน ลาเดน"


แม้ เจ้าหน้าที่ทางการสหรัฐอเมริกา ไม่ว่าจะเป็นเอฟบีไอภาคสนามระดับกระจ้อยร่อย เรื่อยไปจนถึงผู้นำสูงสุดอย่าง จอร์จ ดับเบิลยู. บุช ไม่ยอมปริปากว่าสงสัยใคร หรือ ขบวนการใดโยงใยอยู่เบื้องหลัง มรณกรรมจากระดับ 25,000 ฟุต

แต่ ทันทีที่ทราบแน่ชัดว่าสถานการณ์โดยรวมเป็นอย่างไร ทุกคนที่เกี่ยวข้องอยู่กับงานด้านความมั่นคงของสหรัฐอเมริกา ปักใจในทันทีว่า โอซามา บิน ลาเดน ซาอุดีอาระเบียนไร้รากวัย 44 ปี เป็นเจ้าของผลงานชิ้นนี้

ในความเป็นจริง เมื่อถึงบ่ายวันเกิดเหตุ หน่วยดักฟังของสำนักงานความมั่นคงแห่งชาติ (เอ็นเอสเอ) ก็ดักจับสัญญาณอิเล็กทรอนิกส์ 2 ครั้งที่ชี้เบาะแสได้ว่า การกระทำครั้งนี้เป็นเกี่ยวพันถึง บิน ลาเดน เมื่อถึงค่ำ ยังไม่ทันครบ 12 ชั่วโมง หลังเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติการยืนยันกับผู้สื่อข่าวที่สนิทสนมว่า หลักฐานที่ประมวลได้เบื้องต้นบ่งชี้ให้เห็นว่า บิน ลาเดน เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ ไม่นานถัดมา เจ้าหน้าที่ระดับสูงผู้หนึ่งระบุอย่างเชื่อมั่นว่า 90 เปอร์เซ็นต์ ของหลักฐานชี้ไปที่ มหาเศรษฐีนักก่อการร้ายรายนี้

ถ้า เป็นไปตามคำร่ำลือ รูปแบบของการประกอบอาชญากรรมต่อผู้บริสุทธิ์หนนี้ เหมาะเจาะกับพฤติกรรมที่ผ่านมาของ บิน ลาเดน เกือบทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นความอดทน อดกลั้น พยายามอย่างถึงที่สุดที่จะดำเนินการตามเป้าหมาย นอกเหนือจากความเฉียบคม เปี่ยมประสิทธิภาพ และยอมดับสูญไปด้วยกัน การเลือกเป้าหมาย ศักยภาพในการควบคุมและบัญชาการ

หลักฐานบ่งชี้อื่นๆ ยังมีมากมายกว่านั้น เพียงแต่รอวันเวลาแสดงออกมาให้โลกประจักษ์เท่านั้นเอง

บา ครี อัตตรานี ผู้สื่อข่าวของมิดเดิล อีสต์ บรอดคาสติ้ง เซ็นเตอร์ ซึ่งมีโอกาสได้พบกับคนสนิทของ บิน ลาเดน เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ยืนยันว่า หลายคนในจำนวนนั้นย้ำกับเขาว่าภายใน 2-3 สัปดาห์จะมีการโจมตีต่อสถานที่ของอเมริกันและอิสราเอลอย่างแน่นอน


เครือข่าย บิน ลาเดน ในบอสตัน

ใน บรรดาหลักฐานที่ทำให้เจ้าหน้าที่สหรัฐปักใจเชื่อว่า ปฏิบัติการครั้งนี้เกี่ยวเนื่องกับขบวนการ อัล เควดา ของ บิน ลาเดน นั้น รวมถึงการค้นพบ "จดหมายลาตาย" ที่ค้นได้จากอพาร์ตเมนต์ และรถยนต์ในนิวยอร์ก เป็นคำร่ำลาถึงพ่อแม่ของผู้ที่ถูกระบุว่าเป็นผู้ปฏิบัติการจี้เครื่องบิน เพื่อปฏิบัติการเย้ยนรกในครั้งนี้

นอกเหนือจากนั้น เจ้าหน้าที่ยังเน้นการค้นหาไปที่ฟลอริดา รัฐซึ่งผู้ต้องสงสัยอย่างน้อย 2-3 คนพำนักอยู่และเข้าร่ำเรียนวิธีขับเครื่องบินที่นั่น เช่นเดียวกัน ที่บอสตัน จุดเริ่มต้นของเครื่องบิน 2 ในจำนวน 4 ลำ ที่ถูกจี้เพื่อปฏิบัติการครั้งนี้ ก็ได้รับความสนใจเช่นเดียวกัน เจ้าหน้าที่ไม่เพียงได้หลักฐานเป็นบัตรผ่านเข้าออกท่าจอดเครื่องบินโดยตรงใน รถคนร้ายเท่านั้น หากยังค้นพบข้อเท็จจริงที่น่าตระหนกว่า โอซามา บิน ลาเดน มีความสัมพันธ์ลึกซึ้งอย่างยิ่งกับนครแห่งนี้ในสหรัฐอเมริกา

ที่ บอสตัน ไม่เพียงมีญาติพี่น้องของ บิน ลาเดน จัดตั้งทุนการศึกษาให้กับนักศึกษาที่เข้าเรียนในมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดเท่า นั้น ยังมี ญาติอีกคนที่เป็นเจ้าของคอนโดมิเนียมหรู 6 หลังในตัวเมือง ยิ่งไปกว่านั้นมีบุคคลที่มีปูมหลังเกี่ยวข้องกับการก่อการร้ายอย่างน้อย 2 คน เคยเป็นพนักงานขับรถแท็กซี่ ให้กับบริษัทรถแท็กซี่ในท้องถิ่น

นัก วิเคราะห์บางรายชี้ว่า เป็นไปได้เช่นเดียวกันที่ว่า การกระทำครั้งนี้จะเป็นฝีมือของกลุ่มก่อการร้ายกลุ่มอื่นนอกเหนือจากขบวนการ อัล เควดา ของ บิน ลาเดน ไม่ว่าจะเป็น ฮามาส เฮซบอลเลาะห์ หรือแม้แต่กลุ่มหัวรุนแรงในกลุ่มฟาตาห์ สายเหยี่ยวในขบวนการปลดปล่อยปาเลสไตน์ที่นำโดย นายยัสเซอร์ อาราฟัต แต่ข้อสรุปสุดท้ายก็ยังคงเป็น บิน ลาเดน อยู่ดี ทั้งนี้เนื่องเพราะ ขบวนการอัล เควดา ของ บิน ลาเดน มีความใกล้ชิดอย่างยิ่งกับขบวนการก่อการร้ายปาเลสไตน์ในตะวันออกกลาง 2 กลุ่มดังกล่าว เป็นความผูกพันทั้งในแง่ของอุดมการและศัตรูร่วมของพวกเขานั่นเอง



"เซลล์ก่อการร้าย" ที่มาทีมจากนรก


บิน ลาเดน มีวิธีการบริหารทีมก่อการร้ายของตนอย่างโดดเด่น ไม่เหมือนใคร เขาแบ่งกลุ่มก่อการร้ายภายใต้บังคับบัญชาของตนเองออกเป็นกลุ่มย่อยๆ ส่งไปฝังตัวในประเทศต่างๆ ทั่วโลก เขาเรียกมันว่า "เซลล์" เหมือนเซลล์ย่อยๆ ที่กอปรขึ้นเป็นร่างกายมนุษย์

File attach: เครือข่าย.gif (90 KB) ใช้ GetRight หรือโปรแกรมช่วยดาวน์โหลดไม่ได้ครับ)
74. l_e_l (0)

Mail to l_e_l


    12-07-2009, 12:31:48   [Edit message]   [ ระวังโจรหลอกขายโปร/สิ่งของ แลกกับเลขบัตรทรูมันนี่ ต้องขอเบอร์บ้านทุกครั้ง! ]
ทำไมไม่มี ศาสตราจาร อัปดุล แจีะแม๊ะ มูเลาะ กอแป ล่ะไอสัด อุปดุล อุสส่าช่วยพ่อมิงจาก ไม้ตบแมงวันน่ะ
75. VasereFuckไซโคจิตงุดเงี้ยว (0)

Mail to VasereFuckไซโคจิตงุดเงี้ยว


    12-07-2009, 15:35:53   [Edit message]   [ ระวังโจรหลอกขายโปร/สิ่งของ แลกกับเลขบัตรทรูมันนี่ ต้องขอเบอร์บ้านทุกครั้ง! ]
ก้อ ฆ่าเวลาได้ดีในระดับนึง

เอามาลงเรื่อยๆมา


76. AutisticYongy นายโรคจิต (0)
Mail to AutisticYongy นายโรคจิต


    12-07-2009, 16:10:30   [Edit message]   [ ระวังโจรหลอกขายโปร/สิ่งของ แลกกับเลขบัตรทรูมันนี่ ต้องขอเบอร์บ้านทุกครั้ง! ]
ขุดให้ครับ

เดี๋ยวขะมาอ่านนะครับ

77. Maytung (0)

Mail to Maytung


    12-07-2009, 16:13:50   [Edit message]   [ ระวังโจรหลอกขายโปร/สิ่งของ แลกกับเลขบัตรทรูมันนี่ ต้องขอเบอร์บ้านทุกครั้ง! ]
ผลงาน "บิน ลาเดน"



สหรัฐ - ในปี 2536 เชื่อ ว่าอุซามะฮ์ บิน ลาดิน มีส่วนเกี่ยวข้องกับการวางระเบิดตึกเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ โดยผู้ต้องสงสัยคือ แรมซี่ อาห์เหม็ด ยูซุป และ ชีค โอมาร์ อับเดล เราะห์มาน นอกจากนี้ยังมีการวางแผนระเบิดเครื่องบินโดยสารของสหรัฐฯ 11 ลำในปี 2538อีกด้วย

เคนยา-แทนซาเนีย - สหรัฐฯ ระบุว่า บิน ลาดิน มีส่วนเกี่ยวข้องในการระเบิดสถานทูตสหรัฐฯในทั้งสองประเทศเมื่อปี 2541 ซึ่งมีผู้เสียชีวิต 224 คน ในจำนวนนี้มีคนอเมริกันอยู่ด้วย 12 คน รวมถึงคนบาดเจ็บนับพัน

เยเมน - วันที่ 12 ตุลาคม 2543 มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงกับกรณีระเบิดพลีชีพที่เรือบรรทุกเครื่องบิน USS Cole ที่ลอยลำอยู่ในเยเมนทำให้มีทหารอเมริกันเสียชีวิตไป 17 คน

อียิปต์ - ปี 2540 มีส่วนเกี่ยวข้องกับการสังหารหมู่ นักท่องเที่ยวชาวเยอรมัน ในเมืองลุกซอร์

จอร์แดน - เชื่อว่าอยู่เบื้องหลังความพยายามลอบสังหารเจ้าชายฮัซซัน ในปี 2536

ซาอุดิอาระเบีย - มีส่วนเกี่ยวพันกับการวางระเบิดรถในกองบัญชาการทหารของสหรัฐฯ ในกรุงริยาร์ด ในปี 2538 จนมีชาวอเมริกันเสียชีวิตไป 5 คน

โซมาเลีย - ปี 2538 เมื่อ ทหารสหรัฐฯ ที่ถูกส่งไปปฏิบัติภารกิจในโซมาเลียถูกสังหาร อุซามะห์ บิน ลาดิน ก็ถูกกล่าวหาว่า มีส่วนร่วมกับการกระทำดังกล่าว หลังจากนั้น 6 เดือนเมื่ออเมริกาถอนตัวออกจากโซมาเลีย

ฟิลิปปินส์ - มีส่วนวางแผนสังหาร ประธานาธิบดี คลินตัน และพระสันตปาปา จอห์น พอลที่สอง ขณะที่ก็เกี่ยวข้องในการระเบิดเครื่องบินของสายการบินฟิลลิปปินส์ เหนือเกาะโอกินาว่า ที่ญี่ปุ่น

เชื่อว่า ขณะนี้ อุซามะฮ์ บิน ลาดิน พำนักอยู่ ในอัฟกานิสถาน ประเทศเพื่อนบ้านใกล้ชิด ของ ปากีสถาน โดยเมื่อมีนาคม 2543 นิตยสาร เอเชียวีค ระบุว่า เขาป่วยหนักปาง ตายจากโรคไตล้มเหลว ใกล้จะถึงแก่กรรม แต่ยังคงเป็นผู้นำขบวนการก่อการร้าย โดยมีบุคคลใกล้ชิดดิ้นรนหาเครื่องฟอกไตมา ต่อชีวิต

อย่างไรก็ตามก็มีนักข่าวของนิตยสาร TIME เคยไปสัมภาษณ์เขาถึงที่ และระบุว่า

"ร่างที่ผอมสูง ภายใต้ชุดแบบพื้นเมือง (Shalwar Kameez) กางเกงหลวมๆ เสื้อเชิ้ตยาว แจ็กเก็ตทหารโทรมๆ ผ้าพันคอแบบยาว และปืน AK-47 อยู่ ข้างกาย เขาพูดภาษาอารบิกแบบนุ่มๆ และเอ่ยถึงพระเจ้าในแทบทุกประโยค แต่เสียงของเขาแข็งขึ้นเมื่อพูดถึงสหรัฐอเมริกา ซึ่งเขาพูดถึงบ่อยๆ ตลอด 4 ชั่วโมงของการสัมภาษณ์ และนับเป็นครั้งที่ที่เขาพูดถึงอเมริกา หลังจากประเทศนี้สั่งฆ่าเขา

อุซามะฮ์ บิน ลาดิน ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้บงการวางระเบิด สถานทูตสองแห่งในอัฟริกา สังหารคนไป 224 ศพเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2541 บิน ลาดินเล่าว่าเขาเพิ่งรอดจากมิสซายส์ของอเมริกาที่ไปถล่มศูนย์บัญชาการทางตอน ใต้ของอัฟกานิสถาน หลังจากนั้นเขาก็ต้องระวังตัวมากขึ้น รวมทั้งปฏิบัติตามคำแนะนำของ รัฐบาลตาลีบันผู้ปกครองส่วนใหญ่ของอัฟกานิสถานที่ไม่ให้เปิดเผยตัว และให้สัมภาษณ์กับสื่อใดๆ อย่างไรก็ตามไม่นานหลังจากนั้นเมื่อสหรัฐฯ ทิ้งระเบิดอีกระลอกในอิรัก ทำให้ตาลีบันตัดสินใจว่าจะต้องให้ บิน ลาดิน พูดอะไรซะบ้าง เพื่อปฏิเสธความเกี่ยวข้องในการระเบิดสถานทูต และข่าวลือที่ว่าเขากำลังจะตายด้วยโรคมะเร็ง

ดังนั้น บิน ลาดิน จึงเรียกตัว ราฮิมูลลาห์ ยูซุฟไซ นักข่าวประจำปากีสถานของ The News TIME และ ABC News ไป ที่แคมป์ของเขาในจังหวัด เฮลมานด์ อัฟกานิสถาน ด้วยเหตุที่เขากำลังหลบหนีสหรัฐฯ ทำให้บิน ลาดินไม่ใช้โทรศัพท์ต่อกับดาวเทียม เนื่องจากกลัวว่าจะบอกตำแหน่งที่อยู่ของเขาได้ อย่างไรก็ตามเมื่อวันที่ ยูซุฟไซ เข้าไปพบกับ บิน ลาดิน ดูเหมือนชายที่เป็นศัตรูหมายเลขหนึ่งของสหรัฐฯ จะคงมีสุขภาพดี แม้จะยอมรับว่าตัวเอง เจ็บคอและเจ็บหลังบ่อย"


บินลาเดน ตายแล้ว – แต่ชีรักไม่ยอมรับ



หนังสือพิมพ์ภูมิภาคเล เคอปูบลิแกงของฝรั่งเศสฉบับวันที่ 23 ก.ย. ตีพิมพ์สำเนาเอกสารลับจากหน่วยข่าวกรองต่างประเทศของฝรั่งเศส หรือดีจีเอสอี ซึ่งอ้างรายงานที่ยังไม่ได้รับการยืนยันจากหน่วยข่าวลับของซาอุดีอาระเบีย โดยรายงานดังกล่าวระบุว่า ผู้นำเครือข่ายอัลกออิดะห์เสียชีวิตแล้วจากอาการไข้ไทฟอยด์อย่างรุนแรง(อ้าว ไม่ใช่มะเร็งเหรอ) ซึ่งส่งผลให้ขาช่วงล่างของเขาเป็นอัมพาตขณะที่เขาหลบซ่อนตัวอยู่ในปากีสถาน เมื่อวันที่ 23 สิงหาคมที่ผ่านมา

ทั้ง นี้ ประธานาธิบดีชีรักกล่าวว่า รายงานนั้นไม่มีทางได้รับการรับรอง และเขายังรู้สึกประหลาดใจที่หนังสือพิมพ์ฉบับดังกล่าวตีพิมพ์รายงานที่คัด ลอกมาจากหน่วยข่าวกรองของฝรั่งเศสซึ่งอ้างข้อมูลจากหน่วยข่าวกรองของซาอุดิ มาอีกทอดหนึ่ง

ด้าน สหรัฐฯ ทั้งโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ ชอน แมคคอร์แมก และโฆษกทำเนียบขาว แบลร์ โจนส์ ก็ออกมากล่าวว่าไม่สามารถยืนยันรายงานดังกล่าวได้

ขณะ ที่ประธานาธิบดีฮามิด การ์ไซแห่งอัฟกานิสถานบอกว่า รายงานจากหนังสือพิมพ์ฝรั่งเศสฉบับนี้เป็นเพียงการคาดเดาเท่านั้น แต่มันคงจะเป็นข่าวดี หากปรากฎว่านั่นเป็นความจริง

แต่ที่รู้แน่ๆ คือโลกยังไม่ได้ปลอดขบวนการก่อการร้ยแน่นอน



78. Maytung (0)

Mail to Maytung


    12-07-2009, 16:15:07   [Edit message]   [ ระวังโจรหลอกขายโปร/สิ่งของ แลกกับเลขบัตรทรูมันนี่ ต้องขอเบอร์บ้านทุกครั้ง! ]
เชื่อหรือไม่ หูของเรา เคยเป็นจมูกมาก่อน !!!!


หลังจากที่นักวิทยาศาสตร์ได้ทำการศึกษาโครงกระดูกโบราณของฟอสซิลของปลาที่มีอายุ 370 ล้านปี พบว่า หูที่เราใช้ได้ยินในปัจจุบันนี้ อาจมีวิวัฒนาการเริ่มแรกมาจาก ท่อที่ใช้หายใจ

นัก ชีววิทยาที่ทำการศึกษาด้านวิวัฒนาการ มีความสนใจมาก ว่าอวัยวะที่ใช้รับรู้ความรู้สึกต่างๆที่มีความสลับซับซ้อนอย่างมากนี้ ได้มีการวิวัฒนาการมาจากอีกอวัยวะหนึ่งที่มีหน้าที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิงใน รุ่นบรรพบุรุษของเราได้อย่างไร

ตัวอย่าง เช่น กระดูกโครงสร้างของปลาโบราณ ที่ได้พัฒนามาเป็นหูนั้นดูเหมือนว่า แต่ก่อนกระดูกส่วนนี้ทำหน้าที่เป็นโครงสร้างของร่างกาย ช่วงส่วนของแก้มและกราม

แต่ ว่ากระบวนการในการวิวัฒนาการมาเกิดเป็นหูได้นั้น ยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัดว่าเกิดได้อย่างไร เพราะหูเป็นอวัยวะที่ศึกษาได้ง่ายกว่าอวัยวะอื่นเพราะว่า ประกอบด้วยกระดูกเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งทำให้มันยังคงสภาพในฟอสซิลได้ในขณะที่อวัยวะที่มีหน้าที่พิเศษเฉพาะตัว เช่น ตา และจมูกก็เน่าเปื่อยไปก่อนหน้านานแล้ว

ดังนั้น Martin Brazeau และ Per Ahlberg จาก Uppsala University ในประเทศสวีเดนจึงได้ตัดสินใจที่จะสำรวจอวัยวะที่เหมือนหูของPanderichthys !โบราณที่มีความยาว 1 เมตรที่เก็บไว้ในพิพิธภัณฑ์ Latvian Natural History ในเมือง Riga

Panderichthys เป็น ปลาชนิดหนึ่งที่เชื่อว่ามีวิวัฒนาการใกล้เคียงกับ!สี่เท้าในยุคแรกๆ ที่ได้เริ่มขึ้นจากน้ำมาอาศัยบนพื้นดินและเป็นต้นกำเนิดของ!มีกระดูก สันหลังในยุคปัจจุบันนี้ด้วยโดยพวกเขาพบว่า กระดูกที่ทำหน้าที่เป็นโครงในส่วนหัวมีลักษณะที่ผสมกันทั้งของปลาและ! สี่เท้าซึ่งนี่เปรียบเหมือนการได้เห็นภาพถ่ายการทำงานของวิวัฒนาการในช่วง ที่มันมีการเปลี่ยนแปลงพอด

โบราณมีช่องทางแคบๆจากกะโหลกศีรษะมาที่ปาก ที่เรียกว่า spiracle ซึ่งช่องนี้ประกอบด้วยกระดูกยาวๆที่เรียกว่า hyomandibular ซึ่งทำหน้าที่ค้ำส่วนแก้มเอาไว้

ส่วนใน!สี่เท้ากระดูกนี้จะสั้นและหนากว่าซึ่งถือว่าเป็นขั้นที่เกิดก่อนการพัฒนาไปเป็น กระดูกโกลน (stapes) ในหูชั้นกลางที่ทำหน้าที่ส่งผ่านคลื่นเสียงในกะโหลกศีรษะของเราโดยนักวิจัย

ได้พบว่าปลา Panderichthys มี spiracle ที่กว้างและตรงแทนที่จะแคบและสั้นอย่าง hyomandibularทั่วไป นักวิทยาศาสตร์บางกลุ่มได้เคยตั้งสมมติฐานว่าหูในสมัยก่อนน่าจะมีหน้าที่ในการหายใจ และหลักฐานที่พบใหม่จากฟอสซิลนี้

ทีมของ Brazeau และ Ahlberg เชื่อว่า spiracle ที่กว้างขึ้นใน Panderichthysอาจ ทำหน้าที่เป็นท่อในการหายใจ แบบที่พบในฉลามและปลากระเบนของยุคปัจจุบันนี้ซึ่งอวัยวะนี้ช่วยให้ปลาสามารถ ดูดน้ำเข้าทางเหงือกในขณะที่นอนอยู่บนพื้นทะเลโดยไม่ต้องดูดเอาพวกหินทรายปน เข้ามาทางปากได้

การ ศึกษานี้ชี้ให้เห็นถึงวิวัฒนาการของอวัยวะ ที่เป็นรูปธรรมชัดเจนและถือว่าเป็นหลักฐานที่คัดค้านแนวคิดผู้สร้างโลกคือ พระเจ้าที่กล่าวว่าอวัยวะที่ใช้รับรู้สัมผัสนั้นมีโครงสร้างที่ซับซ้อนมากจน น่าจะต้องเกิดจากการสร้างสรรค์ของสิ่งมีชีวิตที่เหนือมนุษย์ธรรมดา

แล้วคุณล่ะเชื่อหรือเปล่า?

79. Maytung (0)

Mail to Maytung


    12-07-2009, 16:17:11   [Edit message]   [ ระวังโจรหลอกขายโปร/สิ่งของ แลกกับเลขบัตรทรูมันนี่ ต้องขอเบอร์บ้านทุกครั้ง! ]
อพอลโล 11 คุณ เชื่อหรือไม่ ?

ก่อนหน้านี้...เมื่อ 35 ปีที่แล้วของวันที่ 16 กรกฎาคมยานอะพอลโล 11 ทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า จากฐานปล่อยจรวดที่แหลมคานาเวรอล รัฐฟลอริดาเมื่อเวลาประมาณ 9.32 น.ตามเวลาในสหรัฐฯ

อะพอลโล 11 นำนักบินอวกาศ 3 คน ขึ้นไปด้วยคือนีล อาร์มสตรองเป็นผู้บังคับการยานอวกาศ ไมเคิล คอลลิน และ เอ็ดวิน บัซซ์ อัลดริน เป็นลูกเรือ โดยมีเป้าหมายของภารกิจขึ้นไปสำรวจดวงจันทร์ ทั้งนี้นับได้ว่าอะพอลโล 11 เป็นยานอวกาศลำแรกที่ลงจอดบนดวงจันทร์และพามนุษย์ไปเหยียบดวงจันทร์ได้เป็นครั้งแรก

อะพอลโล 11 เข้าสู่วงโคจรของดวงจันทร์เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม หลังจากที่ออกจากโลกมาเป็นระยะทาง 240,000 ไมล์ รวมใช้เวลาเดินทาง 76 ชั่วโมง

ในวันที่ 20 กรกฎาคมเวลาประมาณ 13.46 น.ของสหรัฐฯ เมื่ออพอลโล 11 อยู่ในวงโคจรของดวงจันทร์รอบที่ 13 เวลาของการลงไปบนดวงจันทร์ครั้งแรกของมนุษย์เริ่มต้น นีล อาร์มสตรอง ผู้บังคับการอพอลโล 11 กับ เอดวิน อัลดริน ออกจากยานบังคับการ "โคลัมเบีย" เข้าไปอยู่ในยานดวงจันทร์ "อีเกิล" และแยกตัวออกจากโคลัมเบีย จึงเหลือไมเคิล คอลลินส์ เพียงคนเดียวที่อยู่ในโคลัมเบียโคจรไปรอบดวงจันทร์

เมื่อเวลา 16.18 น. ของวันที่ 20 กรกฎาคม ยานอีเกิลลงจอดบนดวงจันทร์ที่บริเวณทะเลแห่งความสงบ ทางด้านตะวันตกเฉียงใต้ของดวงจันทร์ หลังจากนั้นอาร์มสตรอง ออกจากยานดวงจันทร์เป็นคนแรกพร้อมประกาศด้วยคำพูดติดหูว่า "ก้าวเล็ก ๆ ของมนุษย์คนหนึ่ง เป็นก้าวกระโดดไกลของมนุษยชาติ" และก้าวลงจากบันไดยานสู่ผิวของดวงจันทร์เมื่อเวลา 10.56 น.

ยานอีเกิล เดินทางออกจากทะเลแห่งความสงบเมื่อเวลา 13.54 น. ของวันที่ 21 กรกฎาคมและ เชื่อมต่อกับยานบังคับการ โคลัมเบีย เมื่อเวลา 19.35 น. เมื่ออาร์มสตรองและ อัลดริน กลับเข้าไปอยู่ใน ยานบังคับการ โคลัมเบีย เรียบร้อยแล้ว ยานดวงจันทร์ อีเกิล ก็ถูกสลัดทิ้ง

เวลา 12.50 น. ของวันที่ 24 กรกฎาคม อะพอลโล 11 เดินทางกลับถึงโลก ยานบังคับการ โคลัมเบีย ลงบนมหาสมุทรแปซิฟิก ห่างจากฮาวายไปทางตะวันตกเฉียงใต้ 950 ไมล์ รวมใช้เวลาในการปฏิบัติภารกิจตั้งแต่ออกจากโลกจนกลับมาทั้งสิ้น 195 ชั่วโมง 18 นาที

อย่างไรก็ตามเมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2001 สถานีโทรทัศน์ฟ็อกซ์ ในอเมริกา ออกอากาศรายการชื่อ 'Conspiracy Theory : Did we land on the Moon?' ซึ่งเคเบิลทีวีของไทยได้นำมาออกอากาศเช่นกันโดยใช้ชื่อรายการว่า 'อพอลโล่ 11... ปฏิบัติการลวงโลก?' โดยแฉว่าอะพอลโล 11 ของนาซาไม่เคยไปเยือนดวงจันทร์

รายการ ดังกล่าวทำให้องค์การนาซาต้องออกมาเต้นผาง และบรรดาผู้ชมที่เคยเชื่อว่ามนุษย์ไปเหยียบดวงจันทร์มาจริงก็หนาวๆร้อนๆไป ตามกัน ทฤษฎีนี้ได้จับผิดรายละเอียดต่างๆในการไปลงดวงจันทร์ เช่นทำไมธงชาติสหรัฐฯจึงโบกสะบัดทั้งๆ ที่ในอวกาศไม่มีลม

หรือ แม้แต่ดวงจันทร์ไม่มีบรรยากาศ ไม่มีเมฆ ทำไมในฉากหลังของทุกภาพมีแต่ฟ้ามืดๆ ไม่เห็นดาวสักดวง หรือเงาของนักบินอวกาศรวมทั้งวัตถุต่างๆ ทำไมถึงทอดไปคนละทิศทางทั้งๆที่ได้รับแสงจากดวงอาทิตย์ดวงเดียวกัน

นอกจากนี้รอยเท้าของมนุษย์อวกาศดูไม่น่าจะเป็นไปได้ แม้เขาจะสวมชุดอวกาศที่หนักถึง 82 กก. แต่ดวงจันทร์มีแรงโน้มถ่วงเพียง 1 ใน 6 ของ โลก จึงน่าจะเบามากจนไม่น่าจะเหยียบพื้นให้เป็นรอยได้ขนาดนั้น หรือถ้าเป็นรอยก็ไม่ควรจะคงรูปอยู่เหมือนกับเหยียบทรายเปียก ควรจะเลือนไปทันที เหมือนเหยียบทรายแห้ง

เรื่องราวของอะพอลโล 11 ทั้งในแง่ "จริง" หรือ "หลอก" สามารถค้นคว้าหาได้ตามฐานข้อมูลต่างๆ โดยเฉพาะบนอินเทอร์เน็ตที่มีกระทู้ต่างๆ ก็ ได้ครับ แต่สำหรับหนังสือภาคภาษาไทยแล้ว เมื่อปลายปีที่ผ่านมา ดร.ชัยวัฒน์ คุประตกุล นักสื่อสารทางวิทยาศาสตร์ดีเด่น ได้ออกหนังสือชื่อ "อะพอลโล กับทฤษฎีลวงโลก?" ตอบหลายๆ คำถามว่า อะพอลโลเคยไปลงดวงจันทร์จริงหรือไม่? ซึ่งคำถามนี้ก็ยังคงมีต่อๆ ไปแม้ว่าปีนี้จะเป็นปีที่ 35 ของการส่งอะพอลโล 11 ขึ้นไปถึงดวงจันทร์และกลับมาถึงโลกอย่างปลอดภัยแล้วก็ตาม

80. Maytung (0)

Mail to Maytung


    12-07-2009, 16:19:37   [Edit message]   [ ระวังโจรหลอกขายโปร/สิ่งของ แลกกับเลขบัตรทรูมันนี่ ต้องขอเบอร์บ้านทุกครั้ง! ]
" น้ำ " ไหลขึ้นที่สูงได้ เชื่อหรือไม่ ?



เมื่อ พัฒนาจากแนวคิดไลเดนฟรอซเอฟเฟกต์ ที่อธิบายว่าหยดน้ำจะไม่สัมผัสกับพื้นผิวกระทะที่ร้อนฉ่า และยังสั่นไปมา ทำให้ทีมนักวิทยาศาสตร์ลองใช้พื้นผิวที่เป็นหยักก็พบว่าไอน้ำพาหยดน้ำขยับ ขึ้นไปตามแนวหยักได้

บีบีซีนิวส์ – นักฟิสิกส์สามารถทำให้ “ น้ำ ” ไหลขึ้นสู่ที่สูงได้อย่างน่าอัศจรรย์ โดยสาธิตโชว์หยดน้ำที่ค่อยๆ ไต่ระดับขึ้นบนพื้นผิวหยักเหมือนขึ้นบันไดมีความชัน 12 องศา ซึ่งพัฒนาแนวคิดนี้มาจาก “ ไลเดนฟรอสต์ เอฟเฟกต์ ” ที่พบว่าหยดน้ำบนกระทะที่ร้อนจัดนั้นไม่ติดกับพื้นกระทะและสั่นไหวได้

นัก วิทยาศาสตร์ชาวสหรัฐฯ ทำการทดลองเพื่อค้นหาว่าโมเลกุลของไอน้ำร้อนจะสามารถเคลื่อนที่ย้อนขึ้นที่ สูงได้อย่างไร โดยผลการทดลองครั้งนี้ทีมนักวิทยาศาสตร์ได้เขียนอธิบายลงในวารสารฟิสิกส์รี วิวเล็ตเตอร์ส ( Physical Review Letters ) ว่าน่าจะนำไปใช้ในการทำความเย็นให้กับอุปกรณ์ไมโครชิป

สิ่ง ที่นักฟิสิกส์ทีมนี้ค้นพบก็เนื่องมาจากการสังเกตในห้องครัวอย่างที่ทุกๆ เคยเข้าไปหุงหาอาหารกัน โดยตั้งกระทะไว้บนเตาให้เกิดความร้อนจนเกิดจุดเดือดของน้ำ และเมื่อหยดน้ำลงบนกระทะที่ร้อนบริเวณด้านใต้ของหยดน้ำที่สัมผัสกับผิวกระทะ ก็จะไม่ได้สัมผัสกันแนบชิด และสั่นไปมา ซึ่ง “ โยฮานน์ กอตต์ลอบ ไลเดนฟรอสต์ ” ( Johann Gottlob Leidenfrost ) นักฟิสิกส์ชาวเยอรมันสามารถอธิบายได้เมื่อช่วงศตวรรษที่ 18 โดยต่อมาเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า “ ไลเด็นฟรอซ เอฟเฟค ” ( Leidenfrost Effect )

หยดน้ำค่อยๆ เคลื่อนตัว โดยมีไอน้ำคอยพยุงอยู่ด้านล่าง

“ พวกเราสนใจว่าจะสามารถนำปรากฏการณ์นี้ไปใช้เคลื่อนย้ายของเหลวต่างๆ โดยรอบได้อย่างไร ” ดร.ไฮเนอร์ ลิงเค ( Heiner Linke ) เจ้า ของโครงการทำน้ำเคลื่อนไหวในทิศทางต่างๆ ซึ่งวิธีการนั้นก็ไม่ได้ยากเย็นอะไร แทนที่จะใช้วัตถุพื้นราบ ก็ใช้วัตถุที่เป็นร่องหยักๆ เหมือนขั้นบันไดแทน



จาก การทดลองทีมงานเห็นหยดน้ำพยายามดิ้นผลักตัวขึ้นสู่ที่สูงตามรอยหยักที่มี ความลาดชัน ไม่เหมือนกับตอนที่อยู่บนก้นกระทะแบนราบที่สั่นไปมาเพียงอย่างเดียว ซึ่งตัวกลไกที่ทำให้หยดน้ำสามารถไหลย้อนขึ้นก็คือ “ ไอน้ำ ” ซึ่ง ดร.ลิงเคอธิบายว่า หยดน้ำอยู่บนไอน้ำที่กำลังไหลขึ้นสู่ที่สูงกว่า เหมือนกับไอน้ำเป็นเรือพาหยดน้ำไต่ขึ้นไปตามรอยหยักของพื้นผิว

หยดน้ำสามารถไต่รอยหยักไปได้ทีละขั้น ตามแนวลาดที่มีความชัน 12 องศา และเมื่อนำภาพที่บันทึกไว้มาฉายต่อเนื่องอย่างรวดเร็ว จะเห็นว่าหยดน้ำกำลังไต่ขึ้นที่สูง เหมือนกับ!เซลล์เดียวไร้รูปร่างกำลังค่อยๆ กระดึบๆ

อย่าง ไรก็ดี สิ่งที่ ดร.ลิงเคกำลังศึกษาอยู่ก็คือต้องการให้มีการขับเคลื่อนในระดับโมเลกุล เพื่อนำไปใช้ในระบบทำความเย็นของคอมพิวเตอร์ไมโครชิป ซึ่งกระแสไฟฟ้าได้ไหลผ่านไมโครโพสเซสเซอร์ ทำให้เกิดความร้อน และความร้อนดังกล่าวก็ไปจำกัดการทำงานของอุปกรณ์คอมพิวเตอร์

แม้ ว่าจะมีชิปหลายชนิดที่เติมวงจรที่ทำให้อุปกรณ์เย็นขึ้น แต่ก็ยังต้องการตัวปั๊มเพื่อผลักความเย็นกระจายได้ทั่ว ซึ่งทำให้ต้องสร้างความร้อนมากกว่าเดิมเสียอีก ดังนั้นการที่สามารถบังคับทิศทางของโมเกลกุลของน้ำและไอน้ำได้นับเป็นหนทาง ที่จะช่วยให้เกิดการสร้างระบบทำความเย็นในไมโครชิปแบบที่ไม่ต้องอาศัยการขับ เคลื่อนใด ๆ


81. Maytung (0)

Mail to Maytung


    12-07-2009, 16:21:22   [Edit message]   [ ระวังโจรหลอกขายโปร/สิ่งของ แลกกับเลขบัตรทรูมันนี่ ต้องขอเบอร์บ้านทุกครั้ง! ]

โดราเอม่อนมีตอนจบจริงเหรอ?


โดราเอม่อนนั้น อาจเรียกได้ว่าเป็นการ์ตูนยอดฮิตตลอดกาลในบ้านเราและทั่วโลกเลยก็ว่าได้ ไม่ว่าจะผ่านไปกี่10 ปี โดราเอม่อนก็ยังคงได้รับความนิยมอยู่ ก็ด้วยความที่โดราเอม่อนนั้นเป็นการ์ตูนที่ส่งเสริมจินตนาการในแง่ของวิทยา ศาสตร์ หรือจะส่งเสริมในด้านของมิตรภาพ ระหว่างเพื่อนและครอบครัว ผ่านทางตัวละครที่เป็นหุ่นยนต์แมวสีฟ้าที่มาจากศตวรรษที่22 นาม โดราเอม่อน และผองเพื่อนทั้งหลายไม่ว่าจะเป็น โนบิตะ ชิซูกะ ซูเนโอะ และ ไจแอนท์ และโดราเอม่อนก็มีไอเท็มของวิเศษที่มาจากอนาคต ที่ทำให้พวกเรานั้นได้สนุกหรรษากัน แต่ส่วนหนึ่ง ก็ต้องยกความดีความชอบให้กับ ฟูจิโอะ ฟูจิโกะ ถ้าไม่ได้เขา เราๆท่านๆคงไม่มีวันรู้จักกับโดราเอม่อนได้อย่างแน่นอน

หลังจาก ฟูจิโอะ ฟูจิโกะ จากโลกนี้ไปตั้งแต่ปี 1996 (พ.ศ.2539) ในขณะที่สื่ออย่างอินเตอร์เน็ตก็ ได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดกระแสอย่างหนึ่งของโดราเอม่อน นั่นก็คือ ตอนจบของโดราเอม่อน นั่นเอง ซึ่งมีทั้งหมดอยู่ 2 แบบ และ ต่างก็อ้างว่า ตอนจบทั้ง2แบบ นั้น ฟูจิโอะ ฟูจิโกะ เป็นคนแต่งขึ้นมาเอง ทำเอาแฟนๆโดราเอม่อนทั้งในญี่ปุ่นและในบ้านเรา นั้นต่างก็รู้สึกสับสนว่าตอนจบที่แท้จริงเป็นแบบไหนกันแน่ ถึงลูกศิษย์ของอ.ฟูจิโกะจะออกมาแก้ข่าวว่าไม่เป็นความจริงแล้วก็ตาม แต่ก็ยังเป็นหัวข้อที่กลุ่มสาวกคนรักโดราเอม่อนยังถกเถียงกันไม่รู้จักจบ จนอาจกลายเป็นมลภาวะทางสายตาของคนที่เข้าอ่านกระทู้ในเว็บบอร์ดบางแห่งเสีย ด้วย

บางคนอาจสงสัยว่า ตอนจบทั้ง2แบบนั้นเป็นแบบไหนกันบ้าง ซึ่งถ้าจะพูดกันจริงๆ น่าจะเรียกว่า เป็น 2 เวอร์ ชั่นมากกว่า เพราะมีทั้งจบแบบแฮปปี้ และจบแบบเศร้าหักมุมสุด ซึ่งผมจะขอเล่าคร่าวๆก็แล้วกัน อ่านแล้วก็ขอให้ใช้วิจารณญาณกันดีๆนะครับ



82. Maytung (0)

Mail to Maytung


    12-07-2009, 16:23:50   [Edit message]   [ ระวังโจรหลอกขายโปร/สิ่งของ แลกกับเลขบัตรทรูมันนี่ ต้องขอเบอร์บ้านทุกครั้ง! ]
ตอนจบแบบแรก แบบประทับใจ


บ่ายวันหนึ่ง ซึ่งก็เป็นวันธรรมดาเหมือนวันอื่นทั่วไป
โนบิตะกลับมาจากโรงเรียน และวิ่งขึ้นชั้น 2 ไปที่ห้องของเขา
โดเรมอนกำลังนอนอยู่ในห้อง ...ซึ่งก็เป็นเหมือนปกติทุก ๆ วัน

"เฮ้!! โดเรมอนตื่นเถอะแล้วไปเล่นด้วยกัน" โนบิตะชวน
แต่โดเรมอนก็ยังไม่ตื่น
โนบิตะคิดว่า โดเรมอนคงจะเหนื่อย ปล่อยให้นอนต่อไปดีกว่า
ดังนั้นเขาจึงวิ่งออกไปเล่นข้างนอนกับชิซูกะและเพื่อนคนอื่นๆ

2-3 ชั่วโมงต่อมา เมื่อโนบิตะกลับถึงบ้าน
เขาพบว่าโดเรมอนยังนอนอยู่นิ่งที่เดิม
โนบิตะเริ่มรู้สึกถึงบางสิ่งบางอย่างที่แปลกไป
"ปกติโดเรมอนไม่นอนนานอย่างนี้นี่นา "

เขาพยายามจะปลุกโดเรมอน แต่ก็ไม่มีการตอบสนองใดๆ
โนบิตะเริ่มรู้สึกกลัวและพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อที่จะปลุกโดเรมอน
แต่ไม่ว่าโนบิตะจะพยายามแค่ไหน ก็ทำให้โดเรมอนตื่นขึ้นมาไม่ได้

ถึงตอนนี้โนบิตะรู้ชัดเจนแล้วว่ามีบางอย่างผิดปกติ
โดเรมอนไม่เคยเป็นแบบนี้มาก่อน..

โนบิตะเริ่มร้องไห้
แต่แม้จะร้องไห้หรือตะโกนเรียกอย่างไร..
เจ้าหุ่นยนต์แมวตัวอ้วนก็ไม่เคลื่อนไหว

แล้วโนบิตะก็เกิดความคิดขึ้นมา!!
เขากระโดดลงไปในลิ้นชักโต๊ะ.. ใช่แล้ว! ไทม์แมชชีนนั่นเอง
โนบิตะใช้ ไทม์แมชชีนไปในอนาคต ไปหา โดเรมี น้องสาวของโดเรมอน
โนบิตะไปขอความช่วยเหลือจากโดเรมี และพาเธอกลับมากับเขากลับมาในปี 1998

หลังจากนั่ง ไทม์แมชชีน กลับมายัง ปี 1998
โดเรมีก็เริ่มตรวจระบบต่างๆ เพื่อดูว่ามีอะไรผิดปกติเกิดขึ้นกับพี่ชายของเธอ
หลังจากนั้นไม่นาน โดเรมีก็บอกว่า..
"แบตเตอรี่ของโดเรมอนหมด"

โนบิตะได้ยินดังนั้นก็โล่งใจ และบอกกับโดเรมีว่า
"แบตเตอรี่หรือ?? โดเรมอนไม่ได้เสียหายอย่างอื่นใช่ไหม
งั้นจะรีรออะไรอยู่ล่ะ รีบเปลี่ยนแบตเตอรี่ใหม่ให้เขา
และทำให้โดเรมอนตื่นกลับมาเหมือนเดิมทีสิ"

แต่ ..โดเรมีส่ายหน้าและพูดขึ้นว่า
"โนบิตะซัง ฉันควรทำอย่างนั้นเหรอ??"

"อะ... อะไรนะ โดเรมี เธอหมายความว่ายังไง"
โดเรมีตอบว่า..
"ก็ แบตเตอรี่หลักของ โดเรมอนอยู่ตรงนี้ ใกล้กับกระเป๋าหน้าของเขา และไฟมันหมดแล้ว
ซึ่งแต่เดิมโดเรมอนจะมีแบตเตอรี่สำรองอยู่ที่หู
แต่ก็อย่างที่รู้ ๆ กันล่ะว่า หูของโดเรมอนถูกหนูแทะกินไปเมื่อหลายปีมาแล้ว
ดังนั้นตอนนี้โดเรมอนก็เลยไม่มีแบตเตอรี่สำรอง"

"แล้วมันหมายความว่ายังไงล่ะ" โนบิตะสงสัย
"ก็หมายความว่า ถ้าฉันเปลี่ยนแบตเตอรี่ให้โดเรมอน
ความทรงจำทุกอย่างของโดเรมอนก็จะหายไปจากส่วนของหน่วยความจำนะสิ"

"อะไรนะ "

83. Maytung (0)

Mail to Maytung


    12-07-2009, 16:24:45   [Edit message]   [ ระวังโจรหลอกขายโปร/สิ่งของ แลกกับเลขบัตรทรูมันนี่ ต้องขอเบอร์บ้านทุกครั้ง! ]

"แล้วเธฮยังจะให้ฉันเปลี่ยนแบตเตอรี่ให้อย่างนั้นหรือ"

โนบิตะหลับตาแล้วร้องไห้....
แต่หลังจากนั้นไม่นานเขาก็หยุดร้อง และบอกโดเรมีจังว่า..
"โดเรมี ขอบคุณนะที่อุตส่าห์มา ฉันจะดูแลโดเรมอนเอง เธอกลับไปอนาคตเถอะ"

โดเรมีจังไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรเพื่อช่วยโนบิตะดี
เธอเข้าไปกอดโนบิตะเพื่อปลอบใจ และก็กลับไปอนาคต

หลังจากโดเรมีกลับไป โนบิตะอุ้มโดเรมอนไปนอนในตู้ของโดเรมอนตามเดิม

วัน-เวลาผ่านไป...........
ปี ค.ศ.2010 โนบิตะโตขึ้น
ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา เขาก็เปลี่ยนไป เขาทุ่มเทเรียนอย่างหนัก ไม่มีการร้องไห้อีกต่อไป
และเขาก็มีชีวิตอยู่โดยที่ไม่มีโดเรมอน
เขาบอกชิซูกะและทุก ๆ คนว่า โดเรมอนได้กลับไปสู่อนาคตของเขาแล้ว
และจะไม่สามารถได้พบกับโดเรมอนได้อีกต่อไป

ชิซูกะรู้สึกประทับใจในท่าทางที่เปลี่ยนไปอย่างเหลือเชื่อของโนบิตะ ซึ่งแตกต่างจากเมื่อก่อนอย่างสิ้นเชิง
พวกเขาตกหลุมรักซึ่งกันและกัน และในที่สุดก็ได้แต่งงานกัน...

โนบิตะเติบโตเป็นนักวิทยาศาสตร์ เขาได้สร้างห้องของเขาให้กลายเป็นห้องทดลอง
และทุ่มเทศึกษาอย่างหนักในงานของเขาตลอดทั้งวัน
เขาได้บอกชิซูกะว่าไม่ให้เข้ามาในห้องทดลองของเขา
เพราะมีสิ่งที่เป็นอันตรายอยู่มากมาย

แต่แล้ววันหนึ่งเขากลับเรียกชิซูกะให้เข้าไปในห้องของเขา
ห้องทดลองซึ่งเขาเคยบอกว่าเต็มไปด้วยอันตราย
นั่นเป็นครั้งแรกที่ชิซูกะได้เข้าไปในห้องของสามีเธอ

และเมื่อชิซูกะเข้าไป เธอถึงกับตกใจจนพูดไม่ออก....
เพราะสิ่งที่เธอเห็น- -เพื่อนเก่าของเธอ.. ผู้ที่เธอเคยเล่นด้วยในวันเด็ก
"โดเรมอน"

โดเรมอนไม่ได้เคลื่อนไหว ดูเหมือนว่าเขากำลังหลับ

"ดูนะชิซูกะ ฉันจะเสียบปลั๊กเดี๋ยวนี้แหละ.."
โนบิตะเปิดสวิตช์หลักของโดเรมอน
โดเรมอน ลืมตาขึ้นมาอย่างรวดเร็ว.....

นั่นเป็นช่วงเวลาสำหรับคำถามที่ทุกคนอยากรู้ว่า "ผู้ประดิษฐ์โดเรมอน... คือใคร"
มีคำตอบที่ชัดเจนแล้วว่า คนนั้นคือ โนบิตะ นั่นเอง....

ที่โนบิตะเรียนอย่างหนัก และทุ่มเท ก็เพื่อที่จะได้พบ ได้คุยกับเพื่อนเก่าของเขาอีกครั้งหนึ่ง
จนถึงขณะนี้.. โนบิตะก็กลายเป็นผู้ที่สร้างโดเรมอนขึ้นมา
เขาได้ค้นพบโครงสร้าง สถาปัตยกรรม และโปรแกรมทั้งหมดที่เป็นแบบฉบับของโดเรมอน

โนบิตะและชิซูกะ ร้องไห้เบา ๆ ด้วยความยินดี....
ขณะที่โดเรมอนลืมตาขึ้นมา... มองไปรอบ ๆ และในที่สุดก็พูดขึ้นว่า
"โนบิตะ นายทำการบ้านเสร็จรึยัง?"

เมฆสีขาวบริสุทธิ์ยังคงลอยล่องอยู่บนท้องฟ้าเหมือนดังวันก่อน
วันเวลาที่พวกเขาได้ร่วมใช้ชีวิตอยู่ด้วยกัน....



84. Maytung (0)

Mail to Maytung


    12-07-2009, 16:25:51   [Edit message]   [ ระวังโจรหลอกขายโปร/สิ่งของ แลกกับเลขบัตรทรูมันนี่ ต้องขอเบอร์บ้านทุกครั้ง! ]
จบลงอย่างน่าเศร้าใจ

วันหนึ่ง ฉากในโรงพยาบาล โนบิตะตื่นขึ้นมา และเจอพ่อกับแม่และเพื่อนๆ ครบทุกคน
ยืนอยู่รอบเตียง แล้วโนบิตะก็ถามถึงโดเรมอน ทุกคนกลับปฎิเสธว่า ไม่รู้จักและบอก
โนบิตะว่า โนบิตะหลับมานานเป็นปีแล้วเนื่องจากไม่สบาย และโนบิตะก็นึกย้อนถึง
เรื่องราวเกี่ยวกับโดเรมอน ทั้งการผจญภัยต่างๆ ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นเพียงความฝันเท่านั้น
โดเรมอน เซวาสึ และโดเรมี ล้วนเป็น ความฝันของเขาทั้งสิ้น
โนบิตะเป็นเด็กที่ไม่แข็งแรง และไม่มีเพื่อนรักที่ จะอยู่ด้วย เขาต้องนอนโรงพยาบาล
ตลอดเวลาและเขาก็หลับไป
ฉากต่อมา เริ่มที่ พ่อแม่และเพื่อนๆของโนบิตะ
ร้องไห้กันอยู่ในงานศพของ โนบิตะ..เขาจากไปก่อนวัยอันควร..
และเรื่องราวทุกอย่างก็จบลง ที่โนบิตะฝันถึงโดเรมอนและอนาคตนั้น
เป็นเพราะเขารู้ดีว่า เขาจะต้อง ตายในอีกไม่นาน เขาจึงอยากที่จะมีอนาคต
มีเพื่อนรัก มีการผจญภัยสนุกสนาน แต่ฝันของเขาก็ไม่มีวันเป็นจริง... ตลอดไป......


...ตอนจบแบบที่ 2 นี้...
เขาว่ากันว่า "ฟูจิโกะ ฟูจิโอะ" ได้ร่างไว้ก่อนที่จะจากไป แต่เพียงตอนจบที่ร่างเอาไว้ ยังไม่ได้กำหนดแน่ชัดว่าจะจัดพิมพ์แต่อย่างใด


ตกลง ตอนจบทั้งสองตอนเป็นของจริงหรือ?


นี่คือตอนจบทั้ง 2 แบบ ที่ได้กล่าวมา แต่เมื่ออ่านซ้ำๆกันหลายรอบ ก็พบว่ามีจุดพิรุธอยู่พอสมควร และคาดว่าน่าจะเป็นแฟนๆการ์ตูนบางกลุ่มเป็นคนแต่งขึ้นมาโดยเฉพาะ ตอนจบในแบบที่2 อ่านไปก็คล้ายๆกับว่า โนบิตะ เป็นคนสร้างโดราเอม่อน ยังไงยังงั้น ทั้งๆที่ความเป็นจริงแล้ว โดราเอม่อนนั้น เป็นหุ่นยนต์ที่เกิดมาจากโรงงานประกอบหุ่นยนต์ในศตวรรษที่22 ไม่ ได้เกิดมาจากนักวิทยาศาสตร์ ถ้าใครได้อ่านโดราเอมอนตอนที่เกี่ยวกับโนบิตะในโลกอนาคต จะพบว่า โนบิตะกับชิซูกะแต่งงานกันจริงๆ แต่โนบิตะนั้นเป็นพนักงานบริษัทธรรมดาเท่านั้นเอง และ โดราเอม่อนจะทำงานได้นั้น จะต้องกดสวิตช์ที่หาง ไม่ใช่เสียบปลั๊ก

พูดถึงตอนจบแบบที่2แล้ว ก็ขอพูดถึงตอนจบแบบแรกที่เศร้าๆแบบหักมุมสุดๆหน่อย บอกตรงๆว่า ไม่เชื่อเป็นอันขาด เพราะ ผมเชื่อว่า อ.ฟูจิโกะ ผู้แต่ง เขาคงไม่ทำร้ายจิตใจคนอ่านถึงขนาดนั้น ถึงแม้ว่ามันเป็นตอนจบสไตล์ดราม่าที่อาจถูกใจสำหรับบางคน แต่มันเศร้าเกินธรรมชาติ เกินกว่าที่เด็กๆหรือผู้อ่านบางคนจะยอมรับได้

ใครก็ตามที่ได้อ่านตอนจบทั้ง2แบบ นั้นแล้ว ใครจะเชื่อหรือไม่ก็ตามแต่ แต่มีอีกสิ่งหนึ่งที่เป็นเกร็ดน่ารู้เกี่ยวกับตอนจบของโดราเอม่อน ซึ่งอ.ฟูจิโกะเป็นคนแต่งเองจริงๆ ซึ่งไม่ใช่2แบบข้างต้น โดยทีแรกอาจารย์ตั้งใจจะเขียนตอนนี้ให้เป็นตอนจบจริงๆ นั่นก็คือตอนที่ชื่อว่า ลาก่อน โดราเอม่อน(หาอ่านได้ในเล่มที่6 ตอน สุดท้าย) แต่ก็มีกระแสจากคนอ่านให้อาจารย์กลับมาเขียนโดราเอม่อนต่อ และอาจารย์ก็ตอบรับกระแสจากแฟนๆ ด้วยการเขียนตอนที่ชื่อว่า น้ำยาโกหก ซึ่งเป็นตอนที่โดราเอม่อนกลับมาหาโนบิตะอีกครั้ง (ตอนแรกของเล่ม 7) และจากนั้นเป็นต้นมา โดราเอม่อนก็มีทีท่าจะเป็นการ์ตูนไม่มีวันจบอีกเรื่องหนึ่ง

และมีหลักฐานอีกส่วนหนึ่งที่บ่งบอกว่า อ.ฟูจิโกะ ไม่เคยคิดที่จะเขียนตอนจบ2แบบ ที่ว่านั่นเลย จากหนังสือการ์ตูนอัตชีวประวัติของ ฟูจิโกะ ฟูจิโกะ ที่ได้กล่าวถึงช่วงเวลาสุดท้ายของอาจารย์ ว่า เขาต้องการให้เด็กๆที่มีความสุขกับโดราเอม่อนนั้นมีความสุขให้เต็มที่ และ ฉากที่อาจารย์หมดสติขณะเขียนการ์ตูนอยู่ก่อนไปจบชีวิตที่โรงพยาบาลนั้น เป็นตอนที่อาจารย์เป็นลมหมดสติขณะกำลังร่างต้นฉบับอยู่นั้น เป็นโดราเอม่อนตอนพิเศษตะลุยเมืองตุ๊กตาไขลาน นั่นเอง


เกร็ดอีกอย่างหนึ่งสำหรับสิ่งสุดท้ายที่อ.ฟูจิโกะทำก่อนที่จะเสียชีวิต ก็มีดังนี้

· โดราเอม่อนที่เขียนเป็นตอนสุดท้าย ผู้มาจากดาวการาป้า(ตอนสุดท้ายของเล่ม 45)

· คิดพล็อตเรื่องตอนสุดท้าย ตอน ผจญภัยเกาะมหาสมบัติ ซึ่งเป็นภาคหนังโรง เพราะมีแหล่งอ้างอิงหลายที่ที่ให้ Credit ว่าตอนนี้เป็นตอนที่ท่านวางโครงเรื่องไว้ก่อนที่อ.ฟูจิโกะจะเสียชีวิต

· โดราเอม่อนตอนที่เขียนเป็น comic" เป็นตอนสุดท้าย "ผจญภัยสายกาแล็กซี่" เพราะเป็นเวลาพอดีกับที่อ.ฟูจิโกะเสียชีวิตและลายเส้นหลังจากเล่มนี้จะดูแปลกตาไปเลย



จากเกร็ดดังกล่าว ก็เป็นการบ่งบอกว่า ตอนจบทั้ง2แบบ นั้น อ.ฟูจิโกะ ไม่เคยคิดที่จะแต่งออกมาเลยแม้แต่น้อย และ อ.ฟูจิโกะก็ไม่คิดที่ จะให้โดราเอม่อนมีวันจบจริงๆ เพื่อให้ผู้อ่านไม่ว่าจะเป็นเด็กและผู้ใหญ่มีความสุขได้อย่างเต็มที่เลย

85. Maytung (0)

Mail to Maytung


    12-07-2009, 16:27:56   [Edit message]   [ ระวังโจรหลอกขายโปร/สิ่งของ แลกกับเลขบัตรทรูมันนี่ ต้องขอเบอร์บ้านทุกครั้ง! ]
ถ้ามันไม่ใช้ แล้วมันมาจากไหน


ทั้ง สองตอนนี้ ทราบที่มาแล้วครับ ว่ามันถูกแต่งขึ้นโดยเหล่าโอตากุผู้ชื่นชอบโดจินชิเป็นชีวิตจิตใจ โดยพวกเขาเหล่านี้ชอบโดราเอม่อนมากถึง จึงคิดวาดตอนจบโดราเอม่อนเป็นโดจินชินแล้วไปวางขายที่ย่านอากิฮาบาระ แหล่งเครื่องใช้ไฟฟ้า การ์ตูน-เกมส์ ที่ขึ้นชื่อของญี่ปุ่น หรือไม่ก็งาน comiket จัดขึ้นที่โตเกียวอินเตอร์เนชันแนลเทรดเซนเตอร์ซึ่งมีฮอลล์ใหญ่ 6 ฮอลล์เนื้อที่กว่าแปดแสนตารางเมตร ขายกันแต่ "โดจินชิ" ล้วนๆ ในช่วงเวลา 3 วันที่จัดงานมีกลุ่มการ์ตูนเข้าร่วมประมาณ 35,000 กลุ่มซึ่งประกอบด้วยผู้สร้างสรรค์โดจินชิรวมกว่าแสนคนขายงานของตัวเองให้บรรดาแฟนๆที่มางานราว 420,000 คน และพอดีโดราเอม่อนตอนจบเกิดมันดังเปรี้ยงขึ้นมา เพราะมันดันขายดีเป็นเทน้ำเทท่าเหมือนแจกฟรี จนเกิดข่าวลือ เสียงเล่าอ้างดังกล่าว จนต้องจัดพิมพ์เพิ่มขึ้นอีกล้านกว่าเล่มเพื่อเพียงพอต่อความต้องการของผู้ อ่าน จึงไม่น่าแปลกอะไรที่การ์ตูนเรื่องนี้ตกไปอยู่ในมือของคนไทยสักคนหนึ่ง หรือไม่ก็เปิดเน็ตแล้วแพร่หลายในเน็ตจนมาถึงไทยในที่สุด

การ์ตูนชุดนี้เป็นงานโดจินชิ (การ์ตูนทำมือ) ที่วาดโดย อ.ทะจิม่า ยาสุเอะ (Tajima Yasue) ในชื่อกลุ่ม ว่า GA-FAKE COTERIE โดยใช้โครงเรื่องจากฟิกชั่นเกี่ยวกับตอนจบของโดราเอม่อน ที่แพร่กระจายตามเมล์ลูกโซ่ (หรือที่บ้านเราเรียกกันว่า Forward Mail) ซึ่งเริ่มวางขายครั้งแรกในงาน Comic Market ฤดูร้อน ครั้งที่ 68 ช่วงวันที่ 12-13 สิงหาคม 2548

และหลังจากนั้น ในงาน Comic Market ครั้งต่อมา (C69) ฤดูหนาว ช่วงวันที่ 29-30 ธันวาคม 2548

ผล งานชิ้นนี้ก็ได้รับความสนใจจากแฟนๆโดราเอม่อน จนเริ่มมีการเผยแพร่ผ่านอินเทอร์เน็ตเป็นที่กว้างขวาง และปัจจุบันก็ยังมีผู้ให้ความสนใจ จนหนังสือขาดตลาด และต้องพิมพ์ซ้ำอีกครั้ง


หลักฐานล่ะ

ผมคัดลอกมาเลยครับ ขี้เกียจเปลี่ยนสำนวนเดี๋ยวผิดเพี้ยน



โชกาคุคังฟ้อง โดราเอมอนตอนจบละเมิดลิขสิทธิ์


เป็น กรณีศึกษาที่น่าสนใจมากครับสำหรับวงการโดจินในญี่ปุ่น ซึ่งเหล่านักเขียนต่างก็รู้กันอยู่เต็มอกว่าการนำเอาคาแรคเตอร์ของเหล่าตัว การ์ตูนทั้งหลายทีมีลิขสิทธิ์มาเขียนนั้นเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์แบบหนึ่ง อยู่ แต่ว่าสนพ.ทั้งหลายนั้นต่างก็พากันเอาหูไปน่าตาไปไร่ไม่คิดอะไรกันมากเพราะ ว่าเป็นการทำกันในกลุ่มเล็กๆ ไม่ได้หวังผลกำไรอะไรมากมาย แถมจะได้มีโอกาสเห็นฝีมือของนักเขียนหน้าใหม่ๆ อีกด้วย แต่ว่าคดีมันก็มาเกิดขึ้นจนได้สำหรับเรื่องหนึ่งที่หลายๆ คนคงน่าจะรู้จักกันดีอย่าง "โด ราเอม่อนตอบจบ" ซึ่งปีที่แล้วมีการนำมาโพสกันให้ดูตามเวปต่างๆ โดยผลงานชุดดังกล่าวนั้นถือว่าเป็นโดจินของเซอร์เคิลกลุ่มหนึ่งซึ่งเขียนโดย อ้างอิงเนื้อเรื่องมาจากเมลล์ลูกโซ่เรื่องตอนจบของโดราเอม่อนในช่วงปลายของ ยุคปี 90 ซึ่งมีเนื้อหาคร่าวๆ ว่าอยู่ดีๆ โดราเอม่อนก็หยุดทำงานไปดื้อๆ ทำให้โนบิตะพยายามขยันเรียนมากขึ้นจนได้กลายเป็นนักวิทยาศาสตร์แล้วกลับมา ซ่อมโดราเอมอน

ปัญหาก็คือว่ากลุ่มเซอร์เคิลดังกล่าวนั้นสามารถขายโดจินได้มากเกินคาด เพราะมีการประมาณตัวเลขออกมาแล้วว่าสามารถขายได้ถึง 15,500 เล่มแล้วนับตั้งแต่เปิดตัวโดจินชุดนี้เมื่อปลายปี 2005 ซึ่ง ทำให้ทางโชกาคุคังนั้นต้องวิ่งโร่ออกมาแจ้งดำเนินคดีว่าผู้เขียนโดจินชุดนี้ ละเมิดลิขสิทธิ์อย่างรุนแรงมากแถมยังสั่งให้หยุดจำหน่ายในทันทีด้วย



สรุป

ถึง แม้ว่าเรื่องตอนจบของโดราเอม่อนนั้นจะยังเป็นเรื่องที่ยังเถียงกันไม่จบใน หมู่ของแฟนการ์ตูนก็ตาม แต่สิ่งหนึ่งที่เราพอจะมองออกนั่นก็คือ ถึงบางคนจะบอกว่า โดราเอม่อนมีตอนจบ แต่การ์ตูนโดราเอม่อนที่ฉายทางทีวี หรือ หนังโรงก็ยังออกมาเรื่อยๆ จนน่าจะพิสูจน์ได้ว่า โดราเอม่อนไม่มีวันจบ และอยู่ในใจของแฟนโดราเอม่อน ตลอดไป แต่สำหรับผมนั้น โดราเอม่อนในยุคของอ.ฟูจิโกะ นั้น จบไปแล้วครับ และ เหล่าลูกศิษย์ของอาจารย์กำลังสานงานต่อ เพื่อให้โดราเอม่อนยังอยู่กับเราตราบนานเท่านาน .......

86. Maytung (0)

Mail to Maytung


    12-07-2009, 16:29:23   [Edit message]   [ ระวังโจรหลอกขายโปร/สิ่งของ แลกกับเลขบัตรทรูมันนี่ ต้องขอเบอร์บ้านทุกครั้ง! ]
เชื่อหรือไม่... ผึ้งสามารถรู้จำใบหน้ามนุษย์ได้



การ ศึกษาค้นคว้าชิ้นหนึ่งได้ค้นพบว่า บรรดาผึ้งทั้งหลายนั้นสามารถรู้จำใบหน้าของมนุษย์ได้จากภาพถ่าย และสามารถจำได้นานเป็นเวลาอย่างน้อย 2 วันเลยทีเดียว

การ ค้นพบดังกล่าวนี้ได้สลัดทิ้งความคลุมเครือทั้งหลายเกี่ยวกับคำถามที่ได้มี การศึกษาค้นคว้ามาอย่างยาวนานว่า ผึ้งนั้นมีความสามารถในการรู้จำใบหน้าของมนุษย์ได้เช่นเดียวกับความสามารถ เช่นเดียวกันนี้ของมนุษย์ได้หรือไม่

นักวิทยาศาสตร์กล่าวเสริมว่า จากผลการค้นพบนี้อาจช่วยในการพัฒนาซอฟต์แวร์รู้จำใบหน้า (face–recognition software) รวมทั้งการศึกษาเจาะลึกไปถึงสมองของแมลงต่างๆ

นัก วิจัยส่วนใหญ่เชื่อกันมานานแล้วว่า การรู้จำใบหน้านั้นต้องการสมองที่มีขนาดใหญ่ รวมทั้งบริเวณที่จำเพาะในสมองเพื่อการประมวลผลข้อมูลใบหน้าด้วย ซึ่งเอเดรียน จี. ไดเออร์ (Adrian G. Dyer) หัวหน้าคณะผู้วิจัยงานชิ้นนี้กล่าวว่า การค้นพบนี้เป็นการขจัดข้อสงสัยไปจนหมดสิ้น

เขา เล่าว่า เมื่อเขาได้ค้นพบข้อมูลนี้แล้ว เขารู้สึกตกตะลึงเป็นอย่างมากถึงกับตะโกนบอกเพื่อนร่วมงานของเขาให้มาพบเขา โดยเร็ว เนื่องจากว่า "คงไม่มีใครเชื่อแน่ๆ เพราะฉะนั้นให้นำกล้องถ่ายรูปติดตัวมาด้วย!!"

ไดเออร์กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า นี่เป็นครั้งแรกที่เราพบว่า!ไม่มีกระดูกสันหลัง (invertebrate) จะมีความสามารถในการรู้จำใบหน้าของสิ่งมีชีวิตในสปีชี่ส์อื่นๆ แต่ว่าไม่ใช่ผึ้งทุกชนิดที่จะมีความสามารถดังกล่าว

ในหลายกรณี มนุษย์เราไม่สามารถที่จะรู้จำใบหน้าได้ ซึ่งไดเออร์ให้ข้อสังเกตไว้ว่า ภาวะเช่นนี้เรียกว่า prosopagnosia

ในการศึกษากับผึ้ง ซึ่งจะถูกรายงานไว้ใน Journal of Experimental Biology ฉบับวันที่ 15 ธันวาคมนั้น ไดเออร์กับผู้ร่วมงานอีก 2 ท่าน จะนำเสนอผึ้งกับภาพถ่ายใบหน้ามนุษย์จำนวนหนึ่งซึ่งได้มาจากแบบทดสอบมาตรฐาน เกี่ยวกับจิตวิทยาของมนุษย์ ภาพถ่ายเหล่านี้จะมีความสว่าง สีของฉากหลัง ตลอดจนขนาดที่ใกล้เคียงกัน และรวมถึงให้มีเฉพาะภาพใบหน้าและช่วงคอเท่านั้น เพื่อหลีกเลี่ยงการที่บรรดาผึ้งที่นำมาทดลองนั้นจะตัดสินจากเสื้อผ้า ในบางกรณี คนที่ปรากฏอยู่ในภาพถ่ายนั้นมีความคล้ายคลึงกับตัวจริงเป็นอย่างมาก

คณะนักวิจัยร่วมกับมหาวิทยาลัยโยฮันน์ ผมเตนเบิร์ก (Johannes Gutenberg University) ใน ประเทศเยอรมนี พยายามที่จะฝึกหัดบรรดาผึ้งในการรู้จำว่า ภาพถ่ายใบหน้าคนมีหยดของเหลวที่ละลายด้วยน้ำตาลเอาไว้ใกล้ๆ กัน จากนั้นรูปภาพอีกชุดหนึ่งที่แตกต่างกันจะถูกนำมาแทนที่หยดของเหลวดังกล่าว

ผึ้งจำนวนหนึ่งประสบความล้มเหลวในการรู้จำว่า พวกมันควรให้วามสนใจไปยังภาพถ่ายเท่านั้น ไดเออร์รายงานว่า แต่ทว่ามีผึ้งจำนวน 5 ตัว เรียนรู้ที่จะบินวนไปมาใกล้ๆ ภาพถ่ายในแนวนอน ในมุมมองที่เหมาะสมกับการจ้องมองที่ภาพถ่ายนั้น ในความเป็นจริงแล้ว ผึ้งเหล่านั้นมีแนวโน้มที่จะบินวนไปวนมาในระดับไม่กี่เซนติเมตรทางด้านหน้า ของภาพถ่ายในชั่วขณะหนึ่งก่อนที่จะ "ร่อนลง" ไปเกาะบนภาพถ่ายนั้น

คณะผู้วิจัยค้นพบว่า บรรดาผึ้งเรียนรู้ที่จะแยกความแตกต่างระหว่างใบหน้าที่ถูกต้องออกจากใบหน้าที่ผิดด้วยความแม่นยำสูงถึงร้อยละ 80 ถึง แม้ว่าใบหน้าพวกนั้นจะมีความคล้ายคลึงกันมากก็ตาม และไม่ได้พิจารณาถึงว่าภาพถ่ายนั้นถูกวางไว้ในตำแหน่งใด แต่กระบวนการรู้จำใบหน้าของผึ้งนี้ก็คล้ายๆ กับมนุษย์ในแง่ที่ว่า ถ้าภาพถ่ายนั้นถูกพลิกแบบกลับหัวกลับหางก็จะไม่สามารถระบุได้อย่างถูกต้อง

คณะ ผู้วิจัยระบุไว้ในรายงานการค้นพบว่า "นี่เป็นหลักฐานว่า การรู้จำใบหน้านั้นจำเป็นต้องมีทั้งส่วนจำเพาะในสมองและระบบประสาทขั้นสูง เป็นพื้นฐานที่สำคัญ" และเป็นที่น่าสังเกตว่าการทดลองนี้ก็เป็นการทดลองชุดเดียวกับที่ใช้ในคนที่ มีความผิดปกติในการรู้จำด้วย

ยิ่งไปกว่านั้น พวกเขาระบุด้วยว่า "ผึ้งจำนวน 2 ตัวซึ่งถูกทดสอบมาแล้วเป็นเวลา 2 วันแล้วยังคงจดจำข้อมูลไว้ในหน่วยความจำระยะยาวได้" ผึ้งตัวหนึ่งถูกให้คะแนนไว้ที่ร้อยละ 94 ในวันแรก และร้อยละ 79 ในวันที่สอง ส่วนผึ้งอีกตัวหนึ่งนั้นมีคะแนนตกลงไปจากร้อยละ 87 เหลือเพียงร้อยละ 76 ในช่วงเวลาเดียวกัน

นอก จากนั้น คณะผู้วิจัยยังได้ตรวจสอบว่าบรรดาผึ้งจะมีความสามารถในการรู้จำได้ดีกว่า สำหรับใบหน้าคนที่ได้รับการพิจารณามาแล้วว่ามีความแตกต่างกันมากๆ พวกเขาค้นพบว่า นี่ดูเหมือนว่าจะเป็นอีกกรณีหนึ่ง แต่ผลลัพธ์นั้นก็ไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ (statistical significance) แต่อย่างใด

ไดเออร์เขียนในอีเมล์ว่า บรรดาผึ้งนั้นดูเหมือนจะไม่เข้าใจใบหน้าของมนุษย์นั้นคืออะไร เขากล่าวเสริมว่า "สำหรับบรรดาผึ้งนั้น ใบหน้าเป็นรูปแบบเชิงมิติ (spatial patterns) หรือเป็นของแปลกประหลาดที่คล้ายๆ กับดอกไม้"

ผึ้งนั้นเป็นที่รู้จักกันในแง่ความสามารถในการรู้จำรูปแบบ (pattern–recognition abilities) ซึ่ง นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่ามันถูกพัฒนาขึ้นเพื่อที่จำแนกความแตกต่างระหว่าง ดอกไม้ สำหรับแมลงซึ่งอยู่ร่วมกันเป็นสังคมนั้นก็ใช้ในการจำแนกพวกที่อยู่ในรัง เดียวกันได้ แต่ในการศึกษาครั้งนี้แสดงให้เห็นว่า พวกมันสามารถรู้จำใบหน้าของมนุษย์ได้ดีกว่าที่มนุษย์จะทำได้ด้วยจำนวนเซลล์ สมองในอัตราส่วน 1 ต่อ 10,000 เลยทีเดียว

87. uTorrent (0)
Mail to uTorrent


    13-07-2009, 01:01:33   [Edit message]   [ ระวังโจรหลอกขายโปร/สิ่งของ แลกกับเลขบัตรทรูมันนี่ ต้องขอเบอร์บ้านทุกครั้ง! ]
ครบร้อยแล้วหรอวะ ลงต่อดิสัส

88. LuNamE (0)

Mail to LuNamE


    13-07-2009, 01:14:18   [Edit message]   [ ระวังโจรหลอกขายโปร/สิ่งของ แลกกับเลขบัตรทรูมันนี่ ต้องขอเบอร์บ้านทุกครั้ง! ]
รับไนท์ พรีส วิซ ลุยบาโฟ 95-99 ซิบ !


89. TonWooZa_ (0)
Mail to TonWooZa_


    13-07-2009, 01:28:53   [Edit message]   [ ระวังโจรหลอกขายโปร/สิ่งของ แลกกับเลขบัตรทรูมันนี่ ต้องขอเบอร์บ้านทุกครั้ง! ]

ขอตำนาน มาวิน


90. inwmawin (0)
Mail to inwmawin


    13-07-2009, 15:18:41   [Edit message]   [ ระวังโจรหลอกขายโปร/สิ่งของ แลกกับเลขบัตรทรูมันนี่ ต้องขอเบอร์บ้านทุกครั้ง! ]
พ่อมีงตาย อย่าลืมจารึกด้วยล่ะ

พ่อมีงตาย อย่าลืมจารึกด้วยล่ะ

พ่อมีงตาย อย่าลืมจารึกด้วยล่ะ

พ่อมีงตาย อย่าลืมจารึกด้วยล่ะ

พ่อมีงตาย อย่าลืมจารึกด้วยล่ะ

พ่อมีงตาย อย่าลืมจารึกด้วยล่ะ

พ่อมีงตาย อย่าลืมจารึกด้วยล่ะ

พ่อมีงตาย อย่าลืมจารึกด้วยล่ะ

พ่อมีงตาย อย่าลืมจารึกด้วยล่ะ

พ่อมีงตาย อย่าลืมจารึกด้วยล่ะ

พ่อมีงตาย อย่าลืมจารึกด้วยล่ะ

91. Maytung (0)

Mail to Maytung


    26-09-2009, 21:53:36   [Edit message]   [ ระวังโจรหลอกขายโปร/สิ่งของ แลกกับเลขบัตรทรูมันนี่ ต้องขอเบอร์บ้านทุกครั้ง! ]
อวสาน "ซัดดัม" ปิดตำนานจอมอหังการโลกสะท้าน


จากอดีตผู้นำจอมอหังการ "ซัดดัม ฮุสเซน" ใน วันนี้ กลายเป็นตาแก่หนวดเครายุ่งเหยิง ไร้สง่า ถูกศัตรูจับกุมตัว ในซ่อนหลุมหลบภัยแคบๆ ถือเป็นการปิดฉากรูดม่านตำนานของอดีตผู้ยิ่งใหญ่ที่โลกสะท้าน ในวัย 66 ปี

8 เดือนแห่งการไล่ล่า "จอมอหังการ"



ในวันที่ 19 มี.ค. สงครามถล่มอิรักเริ่มต้น กองทัพสหรัฐฯเปิดฉากถล่มโจมตีฉับพลัน ห่ากระสุนจรวดลูกแล้วลูกเล่า ถล่มปูพรมเหนือน่านฟ้ากรุงแบกแดด หมายจุดประสงค์เด็ดหัวซัดดัมและสมาชิกคนอื่นๆ ในคณะผู้นำของอิรัก แต่อีกหลายชั่วโมงต่อมา ซัดดัมในชุดเครื่องแบบทหารออกปรากฏตัวทางทีวีอิรัก กล่าวประณามปฏิบัติการทางทหารซึ่งนำโดยสหรัฐฯคราวนี้ว่าเป็นอาชญากรรม อีกทั้งบอกว่าประชาชนชาวอิรักจะต้องได้ชัยชนะ

1 เม.ย. รัฐมนตรีข่าวสาร มูฮัมหมัด ซาอีด อัล ชาฮัฟ นำคำแถลงของซัดดัมมาอ่านออกอากาศทางทีวี และในวันที่ 4 ทีวี อิรักยังแพร่ภาพซัดดัมออกเยี่ยมเยียนกรุงแบกแดด เพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังกองทัพสหรัฐฯประกาศว่ายึดท่าอากาศยานหลักของเมือง หลวงอิรักไว้ได้

หลังจากนั้น เพียง 3 วัน เจ้าหน้าที่อเมริกันเผยว่า ได้เข้าโจมตีอาคารหลังหนึ่งซึ่งซัดดัมกำลังหารือกับบุตรชาย 2 คนของเขา และเมื่อวันที่ 9 เม.ย. ทหารอเมริกัน และประชาชนชาวอิรักส่วนหนึ่งร่วมโค่นรูปปั้นขนาดยักษ์ของซัดดัมที่ตั้งอยู่ กลางกรุง อันเป็นการประกาศต่อชาวโลกว่า กองทัพสหรัฐฯยึดกรุงแบกแดดสำเร็จแล้ว

18 เม.ย. โทรทัศน์อาบูดาบี ออกอากาศเทปวิดีโอบันทึกสิ่งที่ทีวีแห่งนี้บอกว่า เป็นเหตุการณ์ซัดดัมออกตรวจเยี่ยมย่านอะซามิยะห์ ในกรุงแบกแดด เมื่อวันที่ 9 เมษายน ซึ่งเป็นวันที่กรุงแบกแดดตกอยู่ในกำมือของกองทหารสหรัฐฯ ในเทปวิดีโอ ชายคนซึ่งว่ากันว่าคือซัดดัม ได้ปีนขึ้นไปบนรถยนต์คันหนึ่งและโบกไม้โบกมือให้กับฝูงชนผู้สนับสนุนกลุ่ม ใหญ่ " กุซอย" ลูกชายคนรองของซัดดัม ก็ปรากฏให้เห็นในเทปวิดีโอนี้ด้วย ภาพดังกล่าว เปรียบเสมือนคำประกาศของซัดดัมต่อหน้าชาวโลกว่า "ข้ายังไม่ตาย!!"

ใน ขณะที่ต้นเดือนพฤษภาคม ประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู บุช ของสหรัฐฯ ประกาศว่าสงครามระดับใหญ่ๆ ในอิรักสิ้นสุดลงแล้ว และสหรัฐฯกับพันธมิตรเป็นฝ่ายชนะ ทว่าซัดดัม อีกทั้ง บุตรชายทั้งสองของเขาคือ อุดี กับ กุซอย และผู้ช่วยของเขา อิซซัต อิบรอฮิม อัล ดูรี ยังคงลอยนวล

กระทั่งวันที่ 22 ก.ค. "อุดี" กับ "กุซอย" บุตร ชายทั้งสองของซัดดัม ซึ่งอยู่ในบัญชีดำคนอิรักที่อเมริกันต้องการตัวมากที่สุดด้วย ถูกสังหารเสียชีวิต ภายหลังกองทหารสหรัฐฯยกกำลังเข้าถล่มที่ซ่อนตัวของพวกเขาในเมืองโมซุล ทางภาคเหนืออิรัก นักวิชาการชาวสหรัฐหลายคนเชื่อว่า หลังจากนี้เวลาของซัดดัม คงจะเหลือไม่มากแล้ว

หลังจากการเสียชีวิตของบุตรชายทั้งสองเพียงไม่กี่วัน ซัดดัมเผยแพร่เทปบันทึกเสียง ประณามการโจมตีสังหารบุตรชายของเขา เขาประกาศว่า "ถ้าหากซัดดัม ฮุสเซน มีบุตรชายอีก 100 คน นอกเหนือจาก อุดี กับ กุซอย ซัดดัม ฮุสเซนก็จะให้พวกเขาเดินไปบนเส้นทางเดียวกันนี้ เป็นสิ่งคุ้มค่าแล้วที่ได้ทำตามหน้าที่และความถูกต้อง ... นั่นเป็นความหวังของนักรบเพื่อพระเป็นเจ้าทุกๆ คน ในฐานะเป็นกลุ่มของวิญญาณผู้เสียสละพลีชีพอันมีเกียรติอีกกลุ่มหนึ่ง ซึ่งได้ขึ้นไปเฝ้าองค์พระผู้สร้างของพวกเขา"

ราว 2 ถึง 3 เดือน ต่อจากนั้น เทปบันทึกเสียงอีกหลายชิ้นที่เชื่อกันว่าเป็นเสียงของซัดดัม ถูกนำออกเผยแพร่และออกอากาศโดยสื่ออาหรับ เทปบันทึกเสียงชิ้นสุดท้ายนำออกมาเผยแพร่ในวันที่ 16 พ.ย. โดยซีไอเอบอกว่า เทปม้วนดังกล่าวมีคุณภาพเลวเกินกว่าจะสามารถวิเคราะห์หาข้อสรุปได้ว่า เป็นเสียงของอดีตผู้นำอิรักผู้นี้จริงหรือไม่

กระทั่งรอยต่อวันที่ 13 ถึงเช้าตรู่ 14 ธ.ค. ที่ผ่านมา กองกำลังผสมจับกุมตัว "อดีตราชาแห่งอิรัก" ที่เมืองอัด ดาวร์ ใกล้ๆ กับเมืองติกริต ซึ่งสภาพ ณ วันนั้น ไม่ต่างอะไรจาก ตาแก่จนตรอกข้างถนน!! …


เผยนาทีบุกรวบ"ซัดดัม"



สถาน ที่หลบซ่อนตัวของอดีตผู้นำอิรัก ก่อนจะถูกจับ ตามรายงานระบุว่า เป็นบ้านพักเล็กๆ ในโรงนาแห่งหนึ่งในเมืองอัดดาวร์ ห่างจากเมืองติกริต บ้านเกิดของเขา มาประมาณ 10 ไมล์เท่านั้น โดยบริเวณบ้านยังพบ รถแท็กซี่สีส้มเหลือง เชื่อว่า เป็นพาหนะ ของซัดดัม ในการหลบหนี จากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่งตลอดเวลาที่ผ่านมา

จาก ข้อมูลที่ชุดปฏิบัติการลับจู่โจมจับกุมอดีตผู้นำอิรัก เปิดเผยระบุว่า ซัดดัม รีบหนีออกจากตัวบ้าน และเข้าหลบซ่อนตัวในหลุมหลบภัย ซึ่งอยู่ใกล้ๆ ตัวบ้าน ด้านบนปิดไว้ด้วยแผ่นไม้ เวลาจะเข้าต้องสอดตัวลงไป ลึกลงไปจากพื้นดิน 6 ฟุต (2 เมตร) ด้านล่างเป็นหลุมแมงมุม (spider hole) ลักษณะเป็นห้องสี่เหลี่ยมผืนผ้า ขนาดกว้าง- ยาว 1.8 x 2.5 เมตร ภายในมีระบบระบายอากาศพร้อม สิ่งที่พบภายในห้อง คือ ปืนเอชเค 2 กระบอก เงินจำนวน 750,000 ดอลล่าร์ ซึ่งเป็นธนบัตรใบละ 100 ดอลล่าร์ทั้งหมด

พันเอกเจมส์ ฮิคกี้ ผู้บังคับการกองพันทหารราบที่ 1 เหล่าทหารราบที่ 4 หนึ่ง ในชุดปฏิบัติการลับจู่โจมจับกุมอดีตผู้นำอิรัก ที่ได้รับคำสั่งจับเป็นหรือจับตายก็ได้ เปิดเผยถึงนาทีระทึกเข้าจับกุมอดีตประธานาธิบดีซัดดัม ฮุสเซน ว่า เมื่อพวกเขาบุกเข้าไปในบ้านหลังต้องสงสัยนอกเมืองติกริต และหวังจะพบกับการต่อสู้อย่างดุเดือด แต่กลับพบร่างของอดีตผู้นำอิรักมุดหลบคุดคู้อยู่ในหลุมหลบภัย และชูมือ 2 ข้าง ซึ่งชัดเจนว่าเป็นสัญญาณยอมแพ้ ซึ่งทำให้พวกเขารู้สึกประหลาดใจ เพราะคาดว่าจะเผชิญหน้ากับเหตุการณ์ที่ซับซ้อนกว่านี้


92. Maytung (0)

Mail to Maytung


    26-09-2009, 21:56:16   [Edit message]   [ ระวังโจรหลอกขายโปร/สิ่งของ แลกกับเลขบัตรทรูมันนี่ ต้องขอเบอร์บ้านทุกครั้ง! ]
เกลือเป็นหนอน ต้นตอจุดจบ "ซัดดัม"


วิถีทางของบุคคลที่สร้างตัวเองมาด้วยการ "แทงข้างหลัง" บัดนี้ ดาบนั้น ได้ตามมาสนอง "ซามีเราะห์ ชาห์บันดาร์" ภรรยาคนที่สองของซัดดัม ซึ่งกันกล่าวว่าเป็นคนโปรดที่สุดของอดีตผู้นำอิรักในบรรดาภรรยาทั้ง 4 คน ซึ่งมีข่าวว่า ลี้ภัยอยู่ในเลบานอนกับลูกชายคนเดียวที่ยังหลงเหลืออยู่ของซัดดัม คือ "อาลี ฮุสเซน" ยอมรับว่า ซัดดัมถึงกับเอยปากกับเธอว่า.... " ตนเองถูกคนสนิททรยศ"

เจ้า หน้าที่สหรัฐฯ เผยสอบสวนข้อมูล เปิดเผยว่า ญาติคนหนึ่งของซัดดัมที่ถูกจับกุมก่อนหน้านั้นไม่นาน ยอมเปิดปากถึงแหล่งกบดานของอดีตผู้นำอิรัก ทำให้มีการระดมพลบุกตรวจค้นที่ซ่อนดังกล่าวทันที จนกระทั่งจับกุมซัดดัมได้

เจ้า หน้าที่สหรัฐฯ เผยว่า ในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่สหรัฐฯได้เริ่มรวบรวมรายชื่อบุคคลทั้งหมดที่เชื่อว่าให้ที่หลบ ซ่อนแก่ซัดดัม ซึ่งประกอบด้วยอดีตผู้คุ้มกัน พนักงานประจำทำเนียบประธานาธิบดี ผู้นำชนเผ่าที่จงรักภักดี ตลอดจนบุคคลอีกจำนวนมากที่ไม่เคยถูกหมายหัวในบัญชีดำของวอชิงตันมาก่อน

ผลจากการตามล่าตัวคนเหล่านี้ทำให้ได้ข้อมูลซึ่งชี้เบาะแสครอบครัวที่ใกล้ชิดกับซัดดัม โดยในช่วงระยะเวลา 10 วันที่ผ่านมา กองทัพสหรัฐฯ สามารถจับกุมบรรดาญาติๆ ของอดีตผู้นำอิรักได้ประมาณ 5-10 คน ซึ่งให้ข้อมูลสำคัญที่นำทหารอเมริกันเข้าใกล้ตัวซัดดัมมากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ

ในที่สุด กองทัพสหรัฐฯ ก็สามารถจับกุมชาวอิรักคนหนึ่งได้ ขณะบุกตรวจค้นที่พักในกรุงแบกแดด เมื่อวันศุกร์ (12 ธ.ค.) และหลังจากถูกนำตัวไปสอบสวนอยู่หลายชั่วโมง บุคคลผู้นี้ก็ยอมเปิดปากเผยแหล่งกบดานล่าสุดของอดีตผู้นำอิรัก เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ เผยเพียงว่า บุคคลดังกล่าวเป็นญาติคนหนึ่งของซัดดัม แต่ไม่ได้ให้รายละเอียดมากกว่านั้น


ชีวิตรอพิพากษา



อย่าง ไรก็ตาม หลังการจับกุมซัดดัม สหรัฐไม่ได้เปิดเผยว่า อดีตผู้นำอิรักถูกจับตัวอยู่ที่ไหน และจะนำตัวไปตัดสิน ณ ศาลใด โดยรายงานล่าสุดของสำนักข่าวซีเอ็นเอ็นเผยว่า ซัดดัม ฮุสเซนถูกย้ายตัวจากในอิรักไปยังกองบัญชาการสหรัฐฯในประเทศกาตาร์ ซึ่งเป็นกองบัญชาการใหญ่ของกองทัพสหรัฐฯ

ทั้งนี้ หาก ตัดสินให้ ซัดดัม ถูกนำตัวขึ้น "ศาลอาชญากรสงคราม" ซึ่งเป็นศาลที่จัดตั้งขึ้นเพื่อพิพากษาผู้กระทำร้ายแรง บทลงโทษของศาลนี้ ไม่มี ประหารชีวิต มีเพียง จำคุก เท่านั้น

แต่หาก ซัดดัม ถูกส่งตัวขึ้น "ศาลพิเศษ" ที่มีการจัดตั้งขึ้นสำหรับกรณีอิรักโดยเฉพาะ เมื่อวันที่ 10 ธ.ค. ที่ผ่านมา โทษที่เขาจะได้รับย่อมหลีกไม่พ้นการประหารชีวิต จากข้อหาอาชญากรสงคราม


แขวนคอ



ซัดดัม ฮุสเซนอดีตผู้นำเผด็จการของอิรัก ได้ถูกประหารชีวิตด้วยการแขวนคอแล้วเมื่อเวลา10.00 ที่ ผ่านมา(ตามเวลาประเทศไทย) แม้ว่าทนายความของเขายื่นอุทธรณ์ในช่วงวินาทีสุดท้าย แต่ผู้พิพากษาของสหรัฐฯ ปฏิเสธที่จะสั่งการให้กองทัพสหรัฐฯ ชะลอการลงโทษประหารชีวิตซัดดัมด้วยการแขวนคอออกไป

วันนี้(30 ธ.ค.) ซัดดัม ฮุสเซน อดีตผู้นำเผด็จการของอิรัก ที่ถูกสหรัฐฯ โค่นล้มอำนาจ ได้ถูกประหารชีวิตด้วยการแขวนคอแล้ว หลังจากที่ก่อนหน้านี้ผู้พิพากษาของสหรัฐฯ ปฏิเสธที่จะสั่งการให้กองทัพสหรัฐฯ ชะลอการลงโทษประหารชีวิตซัด ัม ฮุสเซน ด้วยการแขวนคอออกไป หลังจากทนายความของเขายื่นอุทธรณ์ในช่วงวินาทีสุดท้าย

สถานีโทรทัศน์ของอาหรับ รายงานว่า ซัดดัมถูกแขวนคอหลังเวลา 10.00 น.ตามเวลาในประเทศไทย หรือเวลา 06.00 น.ตามเวลาท้องถิ่น

ผู้ ร่วมเป็นสักขีพยานการประหารอดีตผู้นำอิรักเผยว่า "ซัดดัม ฮุสเซน" มีอาการขัดขืนเล็กน้อยและไม่ยอมสวมถุงคลุมศีรษะก่อนประหาร โดยได้ตะโกนสรรเสริญพระเป็นเจ้า พร้อมลั่นอิรักจะได้รับชัยชนะซ้ำไปซ้ำมาจนดวงวิญญาณออกจากร่าง

นาย ซามี อัล อัสการี ที่ปรึกษาด้านการเมืองของนายนูรี อัล มาลีกี นายกรัฐมนตรีอิรัก ซึ่งทำหน้าที่เป็นสักขีพยานการประหารชีวิตซัดดัม ฮุสเซน เปิดเผยว่า นายซัดดัม มีอาการขัดขืนเล็กน้อยขณะถูกนำตัวออกจากที่คุมขังในเรือนจำของกองทัพสหรัฐไป ยังลานประหาร ชุดที่อดีตผู้นำอิรักสวมใส่นั้นเป็นกางเกงขายาว เสื้อแจ๊คเก็ตทั้งหมดเป็นสีดำ สวมรองเท้าหนังและสวมหมวกอย่างดี มิได้อยู่ในเครื่องแบบนักโทษแต่อย่างใด



93. Maytung (0)

Mail to Maytung


    26-09-2009, 21:58:39   [Edit message]   [ ระวังโจรหลอกขายโปร/สิ่งของ แลกกับเลขบัตรทรูมันนี่ ต้องขอเบอร์บ้านทุกครั้ง! ]
ราชายาเสพติดที่โลกต้องการตัว



ขุนส่า เป็นชื่อของอดีตราชายาเสพติดชื่อดัง ชื่อภาษาจีนของ เขาคือ จางซีฟู เกิด เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1934 ที่ บ้านดอย หม่อ อ.ต้างยาน จ.ล่าเสี้ยว ในรัฐฉานภาคเหนือ มารดาเป็นชาวไทย ใหญ่ชื่อ นางแสงจุ่ม บิดาเป็นคนจีนชื่อ ขุนอ้าย บรรพบุรุษเป็นผู้มี ฐานันดรอยู่ในจีนแผ่นดินใหญ่ เพิ่งอพยพเข้ามาตั้งรกรากในรัฐฉาน เมื่อคริตศตวรรษที่ 18

ในปี ค.ศ.1960 พัน เอกหม่องฉ่วยแม่ทัพภาคตะวันออกของรัฐบาลพม่าได้ ชักชวนให้ขุนส่าตั้งกองกำลังอ.ส. โดยมีเงื่อนไขว่า ให้ช่วยรบกับกลุ่มต่อต้านรัฐบาล แล้วจะอนุญาตให้สามารถค้าขายได้อย่างเสรี ในยุคนั้นฝิ่นเป็นสินค้าที่สำคัญของกลุ่ม อ.ส.ของขุนส่า ดอยหม่อกลายเป็นพื้นที่ปลูกฝิ่นขนาดใหญ่ มีการขนฝิ่นส่งไปยังลาว และส่งออกต่อไปยังตลาดโลก เนื่องจากเป็นช่วงสงครามเย็นและสหรัฐฯได้เข้ามา มีบทบาทในลาวเป็นอย่างมาก

ต่อมาในปี ค.ศ. 1964 รัฐบาลพม่าประกาศยกเลิกธนบัตรฉบับละ 100 และ 150 จั๊ต ส่งผลกระทบกระเทือนต่อคนเป็นจำนวนมาก รวมทั้งขุนส่าที่ต้องสูญเสีย ผลประโยชน์อย่างมหาศาล ดังนั้น ขุนส่าจึงแยกตัวออกมาตั้งกลุ่มกองทัพสหรัฐฉาน (Shanland United Army หรือ S.U.A) ที่ บ้านหินแตก ทำการต่อต้านรัฐบาล พม่าเรื่อยมา โดยอิงผลประโยชน์จากยาเสพติด และเป็นคู่แข่งกับกลุ่มก๊กมินตั๋ง อดีต จีนคณะชาติ และทำสงครามสู้รบกัน

ในปีค.ศ. 1967 เกิด การสู้รบกันที่บริเวณพื้นที่ชายแดนระหว่างประเทศลาว พม่าและไทย จากเหตุการณ์ดังกล่าวทำให้เรียกพื้นที่บริเวณนี้ว่าสามเหลี่ยมทองคำ นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา เรียกเหตุการณ์ในครั้งนั้นว่า “สงครามฝิ่น 1967” หลัง จากนั้น ขุนส่าก็กลับเข้าเป็น อ.ส.อีกครั้ง แต่ทางการพม่าก็ไม่ได้ไว้วางใจเขาเหมือน เดิมอีกต่อ ไป และในปี ค.ศ.1969 เขาถูกทางการจับกุมและนำตัวไปขังไว้ที่เรือน จำมัณฑะเลย์

ในปี ค.ศ.1973 ลูกน้องของขุนส่าที่หนีเข้าป่า ได้จับตัวแพทย์ชาวรัสเซีย 2 คน ที่เมืองตองยี และเรียกร้องให้ปล่อยตัวขุนส่า พลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ ขณะนั้นดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารสูงสุดของไทยได้อาศัยเหตุผลทางการเมือง ที่สหรัฐฯ ต้องการสร้างสัมพันธภาพกับรัฐเซียให้แน่นแฟ้น ทำหน้าที่ดำเนินการเจรจา ต่อรองกับรัฐบาลพม่าให้ปล่อยตัวขุนส่าเพื่อรักษาชีวิตของนายแพทย์ชาวรัสเซีย ขุนส่าจึงได้รับการปล่อยตัวออกมาเมื่อวันที่ 7 กันยายน ค.ศ. 1975 แต่ ต้องอยู่ ภายใต้การควบคุมหรือกักบริเวณของรัฐบาลเป็นเวลาหนึ่งปี ขุนส่าได้หนีออกมา การกักบริเวณกลับสู่ค่ายเดิมของตนเองที่หมู่บ้านหินแตก อำเภอแม่จัน จังหวัด เชียงราย ในวันที่ 7 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1976

ในปีต่อมา เขาได้พยายามเรียกร้องให้สหรัฐ เข้ามาช่วยปราบปรามยาเสพ ติดโดยยื่นข้อเสนอว่าภายใน 6 ปียาเสพติดจะหมดไป แต่ทางสหรัฐฯได้ปฏิเสธ และออกประกาศให้ขุนส่าเป็นราชายาเสพติด มีการ ตั้งเงินค่าหัวรางวัล

ปี ค.ศ. 1982 ตชด.ได้ บุกทลายหมู่บ้านหิน แตก ขุนส่าจึงหนีออกไปนอกเขตประเทศไทย และ ยึดดอยลางเป็นฐานทัพ ต่อมาถูกขับไล่จึงถอยล่า ไปถึงบ้านหัวเมือง ตรงข้ามจังหวัดแม่ฮ่องสอน

ในปี ค.ศ. 1985 กลุ่ม S.U.A ของขุนส่า เข้าร่วมกับกลุ่มกองทัพสหปฏิวัติรัฐฉาน หรือ SURA (Shan United Revolution Army) จัด ตั้ง เป็นคณะปฏิวัติ มีเจ้ากอนเจิงเป็นผู้นำฝ่ายการเมือง และขุนส่าเป็นผู้นำด้านการทหารและเศรษฐกิจ ภาย หลังรวมกันได้หนึ่งปีเปลี่ยนชื่อกองทัพเป็น กองทัพ เมิงไต หรือ MTA (Muang Tai Army) ของขุนส่า ต่อมาเจ้ากอนเจิงเสียชีวิตในปี ค.ศ. 1991 ขุนส่า จึงขึ้นดำรงตำแหน่งสูงสุดทุกด้าน

ปี ค.ศ. 1995 กอง ทัพเมิงไต เป็นกองกำลัง ในฝ่ายต่อต้านรัฐบาลที่ใหญ่ที่สุดในพม่า แต่ทว่า ระบบภายในของกองทัพไม่มีความเข้มแข็ง มีการ ประจบสอพลอเพื่อตำแหน่งหน้าที่ เกิดความวุ่นวาย โดยทั่วไป ดังนั้น ในกลางปี ค.ศ. 1995 พันเอก เจ้ากานยอด จึงแยกตัวออกไป ตั้งกองทัพแห่งชาติ รัฐฉาน หรือ SSNA ส่งผลให้ภายใน M.T.A เกิด ความระส่ำระสาย ทหารเป็นจำนวนมากหนีออกจาก กองทัพ จากที่เคยมีทหารมากกว่า 25,000 นาย เหลือเพียง 10,000 กว่า นายเท่านั้น ฝ่ายขุนส่า เมื่อเหตุการณ์เป็นเช่นนี้จึงเกิดความท้อใจ และเข้า เจรจากับรัฐบาล โดยมีเงื่อนไขว่าเขาจะยอมมอบตัว แต่ต้องไม่ส่งตัวเขาให้สหรัฐฯ

ในปี ค.ศ. 1996 ขุน ส่ามอบตัวโดยสิ้นเชิง ปัจจุบัน พำนักอยู่ในกรุงย่างกุ้งภายใต้การอารักขา ของหน่วยข่าวกรองพม่า โดยได้รับเงินค่าใช้จ่ายจาก ลูกน้องคนสนิทเมื่อครั้งเป็นแม่ทัพ MTA เดือน ละ 6 ล้านจั๊ต (ประมาณ 3 แสนบาท) จากนายโบ่ โมนซึ่งปัจจุบันเป็นหัวหน้า อ.ส.บ้านป่าง

ขุนส่า มีภรรยาป็นทางการชื่อนางเกยูร จางตระผมล มีบุตร 8 คน ชาย 5 คน หญิง 3 คน บรรดาลูกๆของขุนส่าไม่ค่อยมีคนรู้จักมากนัก ยก เว้น นายจ่ามเฮิง ลูกชายคนที่ 2 ที่ขุนส่าแต่งตั้งให้ เป็นทายาท ปัจจุบันพำนักอยู่ในอำเภอท่าขี้เหล็ก

94. Maytung (0)

Mail to Maytung


    26-09-2009, 22:00:21   [Edit message]   [ ระวังโจรหลอกขายโปร/สิ่งของ แลกกับเลขบัตรทรูมันนี่ ต้องขอเบอร์บ้านทุกครั้ง! ]
ชาติแรกในเอเชียที่ได้เข้าไปเล่นในฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย



ชาติแรกในเอเชียที่ได้เข้าไปเล่นในฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย คือ Dutch East Indies ไม่ใช้เกาหลีใต้อย่างที่หลายคนเข้าใจกันครับ

ดัตช์ อีสต์ อินดีส์ หรือ "อาณานิคมอินเดียตะวันออกของดัตช์" คือ หมู่เกาะน้อยใหญ่นับหมื่นๆ เกาะที่รวมตัวกันเป็นประเทศอินโดนีเซียในปัจจุบัน

ใน อดีต หมู่เกาะต่างๆ ที่ประกอบขึ้นเป็นประเทศอินโดนีเซียในปัจจุบัน ยังไม่มีการรวมตัวกันเป็นรัฐเดียว แต่ได้แยกกันเป็นแคว้นต่างๆ หลายแคว้น โดยมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับอินเดีย ทั้งด้านการค้าและวัฒนธรรม ทำให้ได้รับอิทธิพลทางด้านความเชื่อของฮินดูและพุทธ จนกระทั่งอิทธิพลของศาสนาอิสลามได้เข้ามาแทนที่ในศตวรรษที่ 13

ในศตวรรษที่ 15 อินโดนีเซีย เริ่มเป็นที่สนใจของชาวยุโรปเนื่องจากเป็นแหล่งเครื่องเทศ ชาวโปรตุเกสและสเปนได้เริ่มเข้ามาในภูมิภาคนี้ในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 16 และ โปรตุเกสได้ยึดครองติมอร์ตะวันออกเป็นอาณานิคม ก่อนที่ดินแดนนี้จะตกเป็นอาณานิคมของชาวดัตช์ ผ่านการจัดตั้งบริษัท ดัตช์ อีส อินเดีย หรือ Vereniging Oost Indische Compagnie ในปี 1602 ซึ่ง ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการเข้าปกครองอินโดนีเซียในฐานะอาณานิคม ก่อนที่ชาวอินโดนีเซียจะลุกขึ้นต่อสู้เพื่อเรียกร้องขอเอกราชได้สำเร็จใน เดือนธันวาคม 1945

ช่วง ที่เป็นอาณานิคมของชาวดัตช์นี้เอง อินโดนีเซีย ภายใต้ชื่อ ดัตช์ อีสต์ อินดีส์ ได้ผ่านรอบคัดเลือกเข้าไปเล่นฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย ในปี 1938 แต่การพ่ายแพ้ต่อ ฮังการี 0-6 ในการแข่งขันเมืองแรงส์ ประเทศฝรั่งเศส ทำให้อินโดนีเซียตกรอบไป

น่าเสียดายที่ช่วงนั้นประเทศไทยยังรู้จักฟุตบอลอยู่เลย นี้ถ้าฮิตเมื่อไหร่มีสิทธิได้ไปบอลโลกครั้งแรกในประวัติศาสตร์อย่างแน่นอน

95. Maytung (0)

Mail to Maytung


    26-09-2009, 22:01:50   [Edit message]   [ ระวังโจรหลอกขายโปร/สิ่งของ แลกกับเลขบัตรทรูมันนี่ ต้องขอเบอร์บ้านทุกครั้ง! ]
เชอร์ล็อค โฮล์มส์ ไม่มีลิขสิทธิ์


ทุกวันนี้การเขียนนิยายสักเรื่องโดยนำเชอร์ล็อค โฮล์มส์ มาเป็นตัวเอกหรือตัวประกอบไม่ใช่เรื่องผิดอะไรแล้วเนื่องจาก

เซอร์ อาเธอร์ โคนัน ดอยล์ ผู้ให้กำเนิดเชอร์ล็อค โฮล์มส์ เสียชีวิตมากว่า 70ปี แล้วและผลงานทั้งหมดของเขา ปลอดลิขสิทธิ์ตามกฎหมาย ดังนั้นใครจะทำมิดีมิร้ายประการใดก็ได้ ทว่าในสมัยที่เซอร์ อาเธอร์ฯ ยังมีชีวิตอยู่นั้น การทำเช่นนี้อาจถูกฟ้องร้องดำเนินคดีได้ง่ายๆ

มันก็เหมือนสามก๊กนั้นแหละ

เพราะ ถูกลอกเลียนแบบและทำเทียมมากที่สุดในโลกนี่เองจึงทำให้เชอร์ล็อค โฮล์มส์ กลายเป็นตัวละครในนวนิยายสืบสวนสอบสวนที่โด่งดังที่สุดในโลกนั้นเอง

เพราะ ฉะนั้นเราจึงเห็นการ์ตูนหนังต่างๆ ที่ใช้เซอร์ล็อค โฮล์มมาใช้โดยไม่ผิดกฎหมาย เพระฉะนั้นท่านสามารถนำชื่อและบุคคิลนี้ไปใช้ในนิยายของท่านได้โดยถูกกฎหมาย

ข้อมูลจาก อาร์แซนลูแป็งเผชิญ เชอร์ล็อค โฮล์มส์ โมริซเลอบลัง, สโมสรหนังสือ รหัสคดี, 2549


เชอร์ล็อค โฮล์มส์ ไม่เคยเจอกับแจ๊ค เดอะ ริปเปอร์

นี้ คือเรื่องจริงของจริง เนื่องจากหนังสือแต่งโดยเซอร์โคนัน ไม่มีตอนไหนเลยที่บรรยายถึงแจ๊ค เดอะ ริปเปอร์ ไม่มีบรรทัดใดๆ ทั้งสิ้นที่กล่าวถึงแจ๊ค เดอะ ริปเปอร์ ถึงแม้เชอร์ล็อค โฮล์มส์ และแจ๊ค เดอะ ริปเปอร์ จะอยู่ในยุคเดียวกันก็ตาม ถ้าท่านมีบทที่เซอร์ล็อคโฮล์มสืบคดีของแจ๊ค เดอะ ริปเปอร์หรือมีคำว่าแจ๊ค เดอะ ริปเปอร์ อยู่ในบรรทัดไหนของเรื่องเชอร์ล็อค โฮล์มส์ ล่ะก็เอามาให้คนเขียนดูได้เลย จะให้ของรางวัลแถมกราบเท้าอีก แต่ต้องเป็นของเซอร์โคนันและไม่ใช้คำนำ เพราะหลังตาย เซอร์ล็อกโฮล์มถูกนำมาแต่งเสริมจนออกทะเลไปมาก


จับผิด

ใคร ว่าเซอร์ล็อค โฮล์มเหมือนมังกรหยกที่ว่าเหมือนอาภรไร้ตะเข็บ ไม่มีส่วนผิดเลย ในนิยายเซอร์ล็อก โฮล์ม น่ะมีจุดผิดมากเลยครับ ยกตัวอย่างเลย

ด.ร.วัตสัน เซอร์โคนัน ดอยส์ เขียนในตอน A Study in scarlet ว่าดร.วัตสัน คู่หูของเซอร์ล็อค โฮล์ม เคยถูกยิงที่ไหล่ตอนเป็นทหาร แต่ในตอน The Sign of Four ผู้เขียนกลับเขียนว่า ดร.วัตสันถูกยิงที่ขาเสียนี้

นอก จากนี้ยังมีอีกมากมาย โดยเฉพาะเรื่องเคมี ดาราศาสตร์ การพิสูจน์หลักฐาน แต่คนเขียนไม่มีความรู้เรื่องนี้ แถมข้อมูลหายอีกเลยไม่รู้จะสารยายยังไงดี เอาเป็นว่ามันมีจุดผิดก็แล้วกันน่ะครับ



วันเกิดของ เชอร์ล็อค โฮล์มส์

ทราบไหมครับว่า วันที่ 6 มกราคมที่ผ่านมา เป็น"วันคล้ายวันเกิด"ครบรอบ 150 ปี ของเชอร์ล็อค โฮล์มส์




< หน้าที่แล้ว [1] [2] [3] [4] หน้าถัดไป >
ขอความร่วมมือสมาชิกทุกท่าน งดเว้นการโพสกระทู้ หรือข้อความที่ เกี่ยวข้อง กับการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์
ไม่ว่าจะเป็นการขอเพลง MP3, การ์ตูน หรือผลงานอันมีลิขสิทธิ์อื่นๆ เนื่องจากการกระทำดังกล่าวผิดต่อกฏหมายลิขสิทธิ์ และมีบทลงโทษทางกฏหมายขั้นรุนแรง

[ Post new topic ]
--= รับสอนพิเศษ ป.5-ม.6 ทุกวิชาโดยนิสิตวิศวฯ และเศรษฐศาสตร์จุฬาฯ 087-598-2828 ปรึกษาได้ไม่แพงจ๊ะ (Keaw) =--
รับวาดรูป, รูปเหมือน, รูปล้อเลียน, กรอบรูป, ภาพวาด, ภาพเหมือน, ของขวัญ
กรุณาอย่านำข้อความหมิ่นประมาทผู้อื่นมาโพสต์กระทู้นะครับ เพราะคนโพสต์สามารถถูกฟ้องรองเอาได้นะครับ (ข้อมูลจากทางตำรวจครับ) !

[ ลงทะเบียน ] [ ดูผลการประมูล ] [ เปลี่ยนรหัสผ่าน ] [ ลืมรหัสผ่าน ] [ ดู feedback ] [ ตรวจสอบรายการประมูล ] [ เงื่อนไขในการให้บริการ ]


Jump to: