---- โฆษณาตำแหน่งนี้ (หมุนวนไม่เกิน 10 อัน) เพียง 5,000/เดือน กดที่นี่เพื่อดูรายละเอียด ----
หน้าแรกมุมสมาชิกแนะนำถาม-ตอบ
ขณะนี้เป็นเวลา 02:46 ของวันที่ 24/11/2014
[ ดูกระทู้ทุกบอร์ดรวมกัน กดที่นี่ ]
*** 1 ก.พ 56 - มือถือ Truemove-H หรือ TOT (imobile3gx, iec3g) สามารถยืนยันตัวได้แล้ว โดยโทรไปหมายเลข *499297 แทน (ค่าบริการนาทีละ 9.63 บาท) ***
พบเห็น รูปไม่เหมาะสม, สิ่งผิดกฏหมาย ติดต่อผู้ดูแลเว็บ กดที่นี่เพื่อดูรายละเอียด
Palm Board (หน้าที่ 1/4)
[1] [2] [3] [4] หน้าถัดไป >
100 อันดับ โลกต้องจารึก
0. Maytung (0)

Mail to Maytung


บริจาคเงินช่วยน้ำท่วม
ชื่อบัญชี : สภากาชาดไทยช่วยผู้ประสบอุทกภัย
เลขที่ : 045-3-04190-6
ประเภท : กระแสรายวัน
ธนาคาร : ไทยพาณิชย์
    11-07-2009, 09:47:05   [Edit message]   [ ระวังโจรหลอกขายโปร/สิ่งของ แลกกับเลขบัตรทรูมันนี่ ต้องขอเบอร์บ้านทุกครั้ง! ]

เครดิต dek-d






ความลับของภาพอาหารมื้อสุดท้าย

รู้ ไหมครับว่าคืนที่พระองค์(พระเยซู) ถูกทรยศหลังอาหารมื้อสุดท้ายนั้น แท้ที่จริงแล้วในคัมภีร์ไบเบิ้ลไม่ได้ระบุเลยสักนิดว่า ผู้ร่วมรับประทานมื้อสุดท้ายนั้นมีใครบ้าง ใครนั่งตรงไหน ไม่บอกเลยสักนิด

จนกระทั้งหน้าที่(หรือเวรกรรม) ตกเป็นของ ลีโอนาร์โด ดา วินซี จิตรกรยุคเรอนาสเซอนั่งเทียนเขียนภาพ The Last Supper ขึ้น โดยระบุใครนั่งตรงไหนด้วย จากซ้ายไปขวา(ดูรูปภาพประกอบ)

· บาร์โธโลมิว

· เจมส์ เธอะ เลสส์

· แอนดรูว์

· จูดาส์(คนทรยศ)

· ปีเตอร์

· จอห์น

· พระเยซู

· เจมส์ ดิ เอลเดอณ์

· โธมัส

· ฟิลิป

· เมทธิว

· แธ็ดดีอุส

· ไซมอน


อีกอย่างน่ะครับทราบหรือไม่ว่าภาพนี้มีสิ่งผิดปกติที่ไหนที่ไม่สมควรเกิดขึ้นในยุคของพระเยซู

มันคือส้ม

มีส้มอยู่อยู่ในอาหารในมื้อสุดท้าย

ทั้ง ๆ ที่ยุคนั้น ส้มยังไม่สามารถเข้ามาดินแดนนี้ได้ กว่าคนในดินแดนนี้รู้จักก็ปาเข้าไปกว่า 300 ปี หลังการตายของพระเยซู โดยนำเข้าจากจีน

ว่ากันว่าดาวินซี่ได้ยินเรื่องของส้มจากทหารที่กลับมาบ้านสมัยสงครามครูเสด จึงสนใจและวาดส้มเข้าไปในภาพนี้ด้วย

มีอีกอย่างครับว่ามีภาพอีกคนอีกคนที่ปรากฎในภาพนี้ด้วยรวมเป็น 14 คน

1. Maytung (0)

Mail to Maytung


    11-07-2009, 09:47:56   [Edit message]   [ ระวังโจรหลอกขายโปร/สิ่งของ แลกกับเลขบัตรทรูมันนี่ ต้องขอเบอร์บ้านทุกครั้ง! ]
เรื่องจริงซาตานและ ลูซิเฟอร์มันคนละตัวกัน


เรื่องจริงน่ะครับที่จริงแล้วซาตานและ ลูซิเฟอร์มันคนละตัวกัน

หลักฐานก็คือในเรื่อง 7 บาปที่ไม่อภัยได้ มีตัวแทนของเทวทูตประจำแต่ละบาป ซึ่งซาตานและ ลูซิเฟอร์แยกประจำคนละบาปเลย

ซาตานเป็นตัวแทนของความโกรธ ส่วน ลูซิฟอร์เป็นตัวแทนของความหย่อหยิ่ง

ส่วนสาเหตุว่าทำไมซาตานและลูซิเฟอร์ถึงกลายเป็นตัวเดียวกันก็เกิดขึ้นจากความไม่รู้ของคนนำเสนอ และประวัติทั้งสองคล้ายกันมาก


ประวัติซาตาน


ว่ากันว่าซาตานคือเทพแพนหรือบาโพเมท

บาโพเมท เป็นเทพแห่งความอุมสมบูรณ์ของสัทธิเพเกินเป็นมนุษย์ประหลาดมีหัวเป็นแพะมีเขายาว และมีปีกนั่งอยู่บนแท่ง

ความจริงแต่เดิมซาตานเป็นเทพ ชื่อแพน เป็นเทพหน้าแพะ The goat-god ให้ พลังอำนาจแห่งความปราถนา อนยากที่จะหยุดยั้งหรือควบคุม โดยเฉพาะความต้องการทางเพศอันรุนแรง ชาวกรีกแต่โบราณก็บูชาเทพองค์นี้ เพื่อขอให้ได้กำเนิดบุตร (เหมือนกับชาวอินเดียบางกลุ่มที่บูชาศิวลึงค์) อำนาจแห่งความลุ่มหลงในอารมณ์ใคร่ รสสัมผัสอันเย้ายวนของอิสตรี เป็นพลังมืดที่ซ่อนเร้นในจิตใจมนุษย์ และเทพบุตรแพนชอบที่จะดลจิตใจใฝ่ราคะนี้เข้าสู่มวลมนุษย์มากจนเกิดความ วุ่นวายขึ้นในโลก จึงโดนลงโทษขับไล่ลงจากสวรรค์มาสร้างอาณาจักรใต้พื้นภิภพ อาณานิคมแห่งใหม่ ถูกขานนามว่า นรกนิเวศ์ เป็นที่อยู่อาศัยของวิญญาณอันชั่วร้าย สะสมไว้ด้วยกองกิเลส บุคคลที่เต็มไปด้วย โลภะ โมหะ โทสะ จึงมักจะเดินทางไปสู่ปรโลกเสียส่วนมาก



ประวัติลูซิเฟอร์

คำว่าลูซิเฟอร์นั้น เป็นคำละติน มาจากสองคำ คำว่า Lux ซึ่งแปลว่าแสงสว่าง และ Ferrer แปล ว่าผู้นำมา หรือ ผู้ถือ ซึ่งถ้าเอามารวมกันก็จะแปลว่า "ผู้นำมาซึ่งแสงส่วง อดีตอัคระเทวฑูตองค์นี้ พระเป็นเจ้าเป็นผู้สร้างขึ้นมาจากแสงสว่างและให้ความเอ็นดูเป็นอย่างมากถือ ได้ว่า เป็นใหญ่รองมาจากพระเป็นเจ้า ถือได้ว่าเป็นอัคระเทวทูตที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในตอนนั้นเลยก็ว่าได้ทว่าด้วย ความที่นึกว่าตนเองยิ่งใหญ่เหนือใคร ทำให้ก่อกบฏหักหลังพระเป็นเจ้า และในที่สุดก็ตกจากสวรรค์ กลายมาเป็น"ปีศาจ"
Isaiah 14:12: "How art thou fallen from heaven, O Lucifer, son of the morning,"ตามตำนานของชาวฮิบรูลูซิเฟอร์ ได้ถูกยุยงโดยซาตานอีกทีนึง
(เห็นได้ว่าตำนานฮิบรู ลูซิเฟอร์ และ ซาตานเป็นคนละคนกัน)

ตามตำนานของชาวคริสต์ ในคัมภีร์The Old Testamentได้แปลคำว่า Helel เป็น ลูซิเฟอร์ และได้โยงกับ ปีศาจร้ายที่มีร่างเป็น!เลื้อยคลาน ที่ลอบเข้ามาในสวนอีเดนและหลอกลวงอดัมและอีฟ



จนกระทั้ง..................

ในยุคกลาง นักบุญเจโรม (St.Jerome)หลวงพ่อในศาสณะจักร์ คิดว่า ลูซิเฟอร์ ไม่ใช่ชื่อที่ดีสำหรับ "ปีศาจ" และได้เปลี่ยนมาเป็น "ซาตาน"
จนในที่สุด ทั้งสองก็ได้รวมมาเป็นคนเดียวกัน ซึ่งจะเห็นได้ว่าในพระคัมภีร์บางทีก็ชื่อลูซิเฟอร์ บางทีก็ชื่อ ซาตาน


2. Maytung (0)

Mail to Maytung


    11-07-2009, 09:50:55   [Edit message]   [ ระวังโจรหลอกขายโปร/สิ่งของ แลกกับเลขบัตรทรูมันนี่ ต้องขอเบอร์บ้านทุกครั้ง! ]


กฎประหลาด Murphy's Law กับธุรกิจ

ซึ่งมีประโยคง่ายๆ ว่า "If anything can go wrong, it will." ซึ่ง แปลความหมายเป็นไทยก็คือ ไม่ว่าเราจะทำอะไรก็แล้วแต่ ถ้าหากเราปล่อยให้มีโอกาสที่จะเกิดความผิดพลาดขึ้นได้ รับรองได้ว่าความผิดพลาดเกิดขึ้นแน่นอน ซึ่งมีหลายคนพยายามค้นหาว่ากฎนี้มีที่มาจากผู้ใด จนพบว่าแหล่งที่น่าเชื่อถือมากที่สุดน่าจะมาจาก กับตัน Edward Murphy JR ซึ่งเป็นวิศวกรอยู่ที่ฐานทัพทหารอากาศ Muroc ในสหรัฐอเมริกา เมื่อปี 1949



ได้ ทดลองเกี่ยวกับความอดทนของมนุษย์ที่มีต่อแรงโน้มถ่วงของโลก ซึ่งทำการทดลองโดยมัดคนติดกับยานยนต์ที่เคลื่อนที่เหมือนจรวด และให้หยุดอย่างเร็ว แต่การทดลองมักจะเกิดความผิดพลาด

จากผู้ช่วยทดลองที่ดูแลสายไฟฟ้าจนทำให้การทดสอบทำงาน จนกัปตันต้องเปล่งประโยคออกมาว่า "If there's any way to do it wrong, he will." ซึ่งเชื่อกันว่าประโยคนี้คือจุดเริ่มต้นของ Murphy's law ต่อมา Murphy's Law แตกลูกหลานออกมาอีกมากมาย เช่น กลายเป็น Murphy's Second Law คือ "Something takes longer than you expect" หรือกฎข้อที่สาม "Nothing is simple as it looks." และกฎย่อยๆ อีกมากมาย แล้วแต่โอกาส สถานการณ์ และวงการ


อย่าได้ปล่อยให้มีโอกาสผิดพลาดเกิดขึ้น


Murphy's Law ได้ มีการนำมาใช้ในทุกโอกาส ทุกเรื่องและทุกวงการ ตั้งแต่ ด้านความรัก วิทยาศาสตร์ การเมือง การโดยสารประจำวัน การเล่นหวย การเรียน จนไปถึงเรื่องของธุรกิจ โดยกฎลูก ของ Murphy's Law ในทางธุรกิจ มีหลายคนบัญญัติไว้ เช่น


- เรามักจะเสร็จงาน 90% แรกของโครงการตรงตามตารางเวลาการทำงานคือที่ 90% ของเวลา แต่อีก 10% ที่เหลือ เราอาจจะต้องใช้เวลาเท่ากับอีก 90% ของเวลาทั้งหมดเหมือนกัน!


- ขนาดความยาวของชื่อบริษัทที่บอกสรรพคุณธุรกิจ จะแปรผกผัน (ตรงกันข้าม) กับขนาดบริษัท!



- เรามักจะได้รับใบแจ้งหนี้เร็วกว่าเช็คของลูกหนี้เรา เป็นสองเท่าเสมอ


- เรามักจะตรวจสอบเนื้อหาสัญญาทางธุรกิจในรายละเอียดมากกว่า 99% ของสัญญา แต่อีก 1% ของเนื้อหาที่เราไม่ได้ตรวจสอบอย่างละเอียด มักจะเป็นมูลค่าความเสียหาย 99% ของทั้งหมด


- พนักงานของเรามักจะทำงานได้ และมีความรู้ทุกเรื่อง ยกเว้นเรื่องที่เขาควรจะทำ


- ธุรกิจ และโอกาสที่มาถึงเรา มักจะเป็นธุรกิจหรือโอกาสที่ไม่มีทางทำได้ หรือมีใครต้องการที่จะทำ


- ยิ่งเราเห็นโอกาสทำกำไรมากเท่าไหร่ แปลว่ายิ่งมีความเสี่ยงในการผิดพลาดมากเท่านั้น


- ผู้ที่ยิ่งมีความชำนาญมากเท่าไหร่ จะยิ่งทำงานเสร็จช้า และมีต้นทุนสูงมากเท่านั้น


ตัวอย่างข้างต้นของ Murphy's Law เป็น เพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น ที่มีเนื้อหาใกล้เคียงกัน คืออย่าได้ปล่อยให้มีโอกาสผิดพลาดเกิดขึ้น หรือเราต้องพยายามป้องกันโอกาสที่จะเกิดความผิดพลาดให้มากที่สุด มิฉะนั้นแล้วความผิดพลาดที่เราเปิดโอกาสไว้จะเกิดขึ้นแน่นอน ซึ่ง Murphy's Law กลาย เป็นสิ่งที่นักธุรกิจควรจะต้องคิดและพิจารณาทุกครั้ง เวลาจะตัดสินใจลงทุน หรือดำเนินโครงการใดๆ เพราะทุกอย่างมีความเสี่ยงที่จะเกิดความผิดพลาดโดยทั้งสิ้น ซึ่งเรามักจะใช้ Murphy's Law ในการตักเตือนก่อน ที่จะทำอะไรซักอย่าง หรือใช้อธิบายความผิดพลาดที่เกิดขึ้น ซึ่งถือเป็นการบริหารความเสี่ยงอย่างหนึ่งในการทำธุรกิจ หรือแม้แต่การดำเนินชีวิตประจำวันของเรา



3. Maytung (0)

Mail to Maytung


    11-07-2009, 09:53:00   [Edit message]   [ ระวังโจรหลอกขายโปร/สิ่งของ แลกกับเลขบัตรทรูมันนี่ ต้องขอเบอร์บ้านทุกครั้ง! ]
Munich : ย้อนรอยก่อการร้ายช็อคโลก


คืนวันที่ 4 กันยายน 1972

ในระหว่างการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกปีคืนวันที่ 4 กันยายน ค.ศ.1972 อันอื้อฉาว ณ นครมิวนิคของเยอรมัน มาให้ผู้อ่านทราบ เพื่อจะได้ดูหนัง "มัน" ยิ่งขึ้น

หลังจากที่ได้ เพลิดเพลินกับการชมภาพยนตร์เรื่อง Fiddler on the Roof ซึ่งเป็นภาพยนตร์เพลง เกี่ยวกับชาวยิวในรัสเซียแล้ว นักกีฬาอิสราเอลก็พากันนอนหลับตามปกติ จนกระทั่งเมื่อเวลาตี 4 ครึ่งของวันใหม่ ได้มีผู้ก่อการร้าย จำนวน 8 คน แต่งกายคล้ายนักกีฬาประเภทลู่ มีปืนและระเบิดมือ ใส่ไว้ในถุงเครื่องกีฬาที่ถืออยู่ ได้ไต่ข้ามรั้วโปร่งสูง 2 เมตรเข้ามา พวกเขาได้รับความช่วยเหลือ ในการแอบเข้ามาในบริเวณหมู่บ้านโอลิมปิก จากนักกีฬาอเมริกันกลุ่มหนึ่ง ซึ่งเข้าใจว่าคนทั้ง 8 นั้นเป็นนักกีฬาหนีเที่ยวเช่นเดียวกัน

กรรมการ ผู้ตัดสินมวยปล้ำชาวอิสราเอล ชื่อ โยสเซฟ กุทฟรุนด์ ได้ยินเสียงงัดเบาๆที่ประตูของห้องแรก เมื่อเขาแง้มประตูออกดูก็เห็นประตูของห้องแรกเปิดออก และมีชายหลายคนสวมหน้ากากถือปืนอยู่อีกฟากหนึ่ง เขาจึงตะโกนขึ้นสุดเสียงเป็นภาษาฮีบรูว์ "พวกเรา หนีเร็ว!" แล้วเขาก็ทุ่ม ตัวเองซึ่งก็มีน้ำหนัก 135 กก. เข้าไปยันประตูไว้ เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ก่อการร้ายเข้ามาได้

ในความสับสนนั้น ผู้ฝึกสอน ทูเวีย โซโกลอฟสกี้ และนักแข่งเดินเร็ว ดร.ชาอูล ลาดานี ได้หนีออกไปได้ ส่วนแพทย์ 2 คน ที่ประจำคณะนักกีฬาของอิสราเอล และหัวหน้าผู้แทนการกีฬา ชามูเอล ลาลคิน พร้อมกับพวกอีก 4 คน ได้หลบซ่อนตัวอยู่อย่างมิดชิด ขณะที่ผู้ก่อการร้ายได้ต้อนนักกีฬาอื่นๆไปรวมกันไว้ในห้องหนึ่ง ผู้ฝึกสอนมวยปล้ำ โมเช่ เวียนเบอร์ก อายุ 33 ปี ได้เข้าขัดขวางผู้ก่อการร้าย เพื่อเปิดโอกาสให้นักกีฬาหนึ่งในนักมวยปล้ำผู้เป็นลูกศิษย์ แกด โซบารี ได้หนีไป

เวียน เบอร์ก ผู้กำยำได้ซัดผู้ก่อการร้ายคนหนึ่งด้วยมือเปล่าลงไปกองสลบเหมือดอยู่กับพื้น แล้วคว้ามีดปอกผลไม้แทงอีกคนหนึ่งก่อนที่เขาจะถูกยิงตายคาที่ ส่วนนักยกน้ำหนัก โยสเซฟ โรมาโน อายุ 31 ปี ก็ได้ต่อสู้กับผู้ก่อการร้ายคนหนึ่ง ก่อนที่เขาจะถูกยิงตายด้วยห่ากระสุนของปืนยิงเร็ว

ผู้ก่อการร้ายกลุ่มนี้เป็นสมาชิกของ กลุ่มปาเลสไตน์เฟดายีน (ภายหลังถูกขนานนามว่า เหล่ากันยายนทมิฬ หรือ Black September) มาจากค่ายในเลบานอน ซีเรีย และจอร์แดน พวกเขาได้เข้ามาดูลาดเลาในหมู่บ้านโอลิมปิก 2 สัปดาห์ จนรู้แน่ว่าเป้าหมายอยู่ที่ไหน พวกมันได้ปล่อยตัวนักกีฬาจากฮ่องกง และอุรุกวัย ซึ่งพักอยู่ในอาคารเดียวกันกับนักกีฬาอิสราเอลเป็นอิสระ และจับนักกีฬาอิสราเอล 9 คนไว้เป็นตัวประกัน

ผู้ก่อการร้ายได้ตั้งเงื่อนไขให้ปล่อยตัวนักโทษปาเลสไตน์จำนวน 234 คนที่ถูกคุมขังอยู่ในคุกของอิสราเอล และผู้ก่อการร้ายเยอรมันอีก 2 คน ที่อยู่ในคุกของเยอรมัน อิสราเอลได้โต้ตอบทันทีว่าไม่รับเงื่อนไขของผู้ก่อการร้าย และพร้อมกันนั้นได้ยื่นข้อเสนอต่อทางการเยอรมัน จะส่งหน่วยพิเศษของอิสราเอลมาช่วยจัดการกับผู้ก่อการร้ายปาเลสไตน์กลุ่มนี้

แต่ ทางเยอรมันได้ปฏิเสธไม่ยอมรับ ทั้งๆที่ตำรวจเยอรมันไม่เคยได้รับการฝึกในการปราบปรามผู้ก่อการร้าย และการช่วยตัวประกันในทำนองนี้มาก่อนเลย แต่ด้วยความที่ถือว่าเยอรมันเป็นประเทศใหญ่ที่มั่งคั่ง ไฉนเลยจะให้ประเทศเล็กๆอย่างอิสราเอลมาช่วยให้เสียเกียรติภูมิทำไมกัน

การ เข้าจู่โจมของผู้ก่อการร้ายครั้งนี้เป็นเสมือนฝันร้ายของเยอรมัน ซึ่งตนเองเป็นเจ้าภาพกีฬาโอลิมปิก เมื่อเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้น เยอรมันจะต้องรับผิดชอบเมื่อจำเป็นต้องจัดการกับเหตุการณ์วิกฤติเอง ทางเยอรมันได้เสนอเงินไม่จำกัดจำนวนแก่ผู้ ก่อการร้าย หรือไม่ก็แลกเปลี่ยนตัวประกัน โดยเอาข้าราชการระดับสูงของเยอรมันไปแทน แต่ข้อเสนอทั้งสองได้ถูกผู้ก่อการร้ายปฏิเสธหมด

กำหนดเวลาเส้น ตายได้เลื่อนไปจาก 3 ชั่วโมง เป็น 5 ชั่วโมง ขณะที่เยอรมันพยายามเจรจาโดยหัวหน้าตำรวจเยอรมัน แมนเฟรด ชรีเบอร์ ได้ขอให้หัวหน้าทีมโอลิมปิกของอียิปต์ อาเหมด ทูนี มาช่วยเจรจาด้วย โดยได้ ย้ำว่า ทางเยอรมันจะให้เงินไม่จำกัดจำนวนเพื่อแลกกับชีวิตของตัวประกันอิสราเอลทั้ง หมด แต่คำตอบยังคงเหมือนเดิม "เงินไม่มีความหมายสำหรับเราและชีวิตก็ไม่มีความหมายสำหรับเราด้วย" แม้จะขอร้องให้ทูตตูนิเซีย และลิเบียมาช่วยพูดก็ไม่ได้ผล

เมื่อ ใช้เงินกล่อมไม่ได้ผล เยอรมันจึงได้จัดเตรียมกำลังตำรวจชายแดนหน่วยหนึ่งแต่งกายเหมือนนักกีฬา แต่สะพายปืนกลเข้าไปในหมู่บ้านโอลิมปิก พวกเขาได้เข้าในที่ตั้ง และรอคำสั่งผู้บังคับบัญชา

ขณะ เดียวกัน ผู้สื่อข่าวต่างก็พากันมาถ่ายโทรทัศน์ออกข่าวสดกันที่นั่นเลย ผู้ก่อการร้ายจึงรู้การเคลื่อนไหวของตำรวจจากโทรทัศน์นั่นเอง ทำให้ตำรวจต้องล่าถอย

ผู้ก่อการร้ายได้ตั้งเงื่อนไข ให้รัฐบาลเยอรมัน จัดการขนส่งพวกเขา และตัวประกันไปไคโร ทางรัฐบาลตกลงตามนั้น เมื่อเวลา 22.00 น. เฮลิคอปเตอร์ 2 ลำ ได้มารับผู้ก่อการร้ายและตัวประกัน จากหมู่บ้านโอลิมปิก ไปยังฐานบินฟูลสเตนเฟลด์บรูค ซึ่งมีเครื่องบินโบอิ้ง 727 จอดรอ อยู่ ผู้ก่อการร้ายคิดว่าพวกตน กำลังไปขึ้นเครื่องที่สนามบินเรียม ซึ่งเป็นท่าอากาศยานสากล ของมิวนิค ทางการเยอรมันได้เตรียมแผน จะเล่นงานผู้ก่อการร้ายที่ฐานบินอยู่แล้ว

นักแม่นปืนเยอรมัน 8 คน ได้เข้าที่เตรียมพร้อมรออยู่ที่สนามบินแล้ว ไม่มีรถถังหรือรถหุ้มเกราะใดๆให้เห็น มีคนของมอสสาด ซึ่งเป็นหน่วยสืบราชการลับของอิสราเอลคอยให้คำแนะนำอยู่ด้วย 2 คน คือ สวี สวาเมอร์ และ บารุช โคฮัง แต่พวกเขาไม่ได้มีโอกาสให้คำปรึกษาอะไร เพราะเจ้าภาพไม่ต้องการคำแนะนำใดๆ


4. Maytung (0)

Mail to Maytung


    11-07-2009, 09:53:27   [Edit message]   [ ระวังโจรหลอกขายโปร/สิ่งของ แลกกับเลขบัตรทรูมันนี่ ต้องขอเบอร์บ้านทุกครั้ง! ]
บนลานจอด มีเครื่องบินเจ็ตจำลองจอดอยู่ลำหนึ่ง ตำรวจ 4-6 คน อยู่ข้างในแต่งตัวเป็นเจ้าหน้าที่ประจำเครื่องบินโดยสาร หน้าที่ของพวกเขาก็คือคอยจับผู้ก่อการร้ายที่จะมาตรวจเครื่องบิน และเปิดโอกาสให้นักแม่นปืนได้จัดการกับผู้ก่อการร้ายที่อยู่ในเฮลิคอปเตอร์ ครั้นเมื่อเฮลิคอปเตอร์มาถึง พวกตำรวจเหล่านั้นได้เผ่นหนีไปไหนไม่มีใครรู้

เฮลิคอปเตอร์ทั้ง 2 ลำ ลงจอดเมื่อเวลา 4 ทุ่มครึ่ง ได้มีผู้ก่อการร้าย 2 คน ลงมาจากเครื่องตรงมาตรวจเครื่องบินเจ็ต ว่าพร้อมจะออกบินหรือไม่ เมื่อเห็นว่าเป็นแค่หุ่นจำลอง พวกเขาจึงรีบวิ่ง กลับ ไปยังเฮลิคอปเตอร์ และเป็นเวลาเดียวกับที่ผู้บังคับบัญชาสั่งให้นักแม่นปืนยิง ซึ่งเป็นปฏิบัติการที่ล้มเหลวโดยสิ้นเชิง นักบินและช่างเครื่องประจำเฮลิคอปเตอร์เยอรมันทั้ง 4 คน ต้องวิ่งหนีตายหัวซุกหัวซุนไปคนละทิศละทาง

นัก แม่นปืนไม่มีวิทยุติดต่อระหว่างกัน จึงไม่มีการประสานงานกันเลย ต่างคนต่างยิง สะเปะสะปะไปหมด ตัวประกันซึ่งถูกมัดติดอยู่ในเฮลิคอปเตอร์ ไม่มีทางหนี จึงเหมือนเหยื่อที่รอความตายเท่านั้น


ผู้ก่อการร้ายคนหนึ่งได้กระโดดลงจากเฮลิคอปเตอร์ แล้วหันกระบอกปืนยิงเร็วขึ้นไปยิงตัวประกันบนเครื่อง หลังจากนั้นเขายังโยนระเบิดมือซ้ำเข้าไปด้วยอีกหนึ่งลูก ไฟได้ลุกไหม้ ขึ้นอย่างรวดเร็ว ในที่สุดเฮลิคอปเตอร์ก็ระเบิด ส่วนตัวประกันซึ่งถูกกักตัวไว้ในเฮลิคอปเตอร์อีกลำหนึ่งก็พบกับชะตา กรรมอย่างเดียวกัน พวกเขาได้ถูกผู้ก่อการร้าย 2 คนยิงตายหมด

หลังจากการต่อสู้จบลงเมื่อเวลาตี 1 ครึ่ง ปรากฏว่า ผู้ก่อการร้ายตายไป 3 คน (ตายในการต่อสู้กับทีมนักกีฬาอิสราเอลที่บ้านพักนักกีฬาอีก 2 คน) ถูกจับ 3 คน ฝ่ายตำรวจตาย 1 คน และทีมนักกีฬาอิสราเอลตาย 9 คน (ตายในการต่อสู้กับผู้ก่อการร้ายที่บ้านพักนักกีฬาอีก 2 คน)

ศพ ของผู้ก่อการร้ายที่ถูกฆ่าตายในมิวนิคได้ถูกทางการเยอรมันส่งไปยังประเทศ ลิเบีย ทางการลิเบียได้จัดการฝังอย่างวีรบุรุษ โดยมีทหารกอง เกียรติยศเต็มอัตรา

วันที่ 29 ตุลาคม เครื่องบินของสายการบินลูฟท์ฮันซ่า ได้ถูกสลัดอากาศยึด และตั้งเงื่อนไขให้ปล่อยตัวนักโทษปาเลสไตน์ทั้งสามที่กำลังรอขึ้นศาลเยอรมัน อยู่ ทางการเยอรมันจึงจำต้องปล่อยตัวไป บางคนวิจารณ์ว่าเยอรมันปล่อยตัวผู้ก่อการร้ายในเวลาอันรวดเร็วเช่นนั้น เป็นเพราะไม่พร้อมที่จะจัดการกับเหตุร้ายทำนองนั้น หากเกิดขึ้นอีก

ทาง ฝ่ายรัฐบาลอิสราเอลนั้น เห็นว่าผู้ก่อการ ร้ายไม่ได้ถูกขึ้นศาลยุติธรรม นายกรัฐมนตรี โกลดา เมียร์ และคณะกรรมการ ฝ่ายป้องกันประเทศ จึงได้มีมติให้อำนาจ กับมอสสาดในการฆ่าผู้ปฏิบัติ การของพี เอฟ แอล พี (Population Front for Liberation of Palestine) ที่ เกี่ยวข้องกับการฆ่าทีมนักกีฬา ที่มิวนิคได้ทันที ที่พบเห็น มอสสาดจึงได้ตั้งทีมฆ่า ขึ้นในยุโรปเพื่อล้างผลาญผู้ก่อการร้าย ปาเลสไตน์กลุ่มนี้ และเรียกว่า "ปฏิบัติการความแค้นเคืองของพระเจ้า" (Opration Wrath of God)

มอสสาดได้ทำบัญชีรายชื่อผู้สมควรตายขึ้น โดยได้รับข้อมูล จากหน่วยข่าวกรองของประเทศที่เป็นมิตร และพวก พี แอล โอ (Palestinean Liberation Organization) ซึ่งเป็นศัตรูกับกลุ่มพี เอฟ แอล พี ที่กลับใจมาร่วมมือกับอิสราเอล รวมทั้งจากคนของมอสสาดเอง คือบารุช โคฮัง ปฏิบัติการความแค้นเคืองของพระเจ้านั้น อิสราเอลใช้เวลากว่า 20 ปี ในการตามล่าผู้เกี่ยวข้องกับการฆ่าทีมนักกีฬาอิสราเอล ในมหกรรมกีฬาโอลิมปิกที่มิวนิคคนสุดท้ายที่ถูกฆ่าโดยมอสสาด ซึ่งถูกยิงในปารีส เมื่อปี 1992 นี่เอง

....

5. Dog_Lander [คุณโฮ่งชัย] (0)

Mail to Dog_Lander [คุณโฮ่งชัย]


    11-07-2009, 10:00:07   [Edit message]   [ ระวังโจรหลอกขายโปร/สิ่งของ แลกกับเลขบัตรทรูมันนี่ ต้องขอเบอร์บ้านทุกครั้ง! ]
มีสาระมากครับ


6. สิบโท Webmasteen (1)

Mail to สิบโท Webmasteen


    11-07-2009, 10:11:12   [Edit message]   [ ระวังโจรหลอกขายโปร/สิ่งของ แลกกับเลขบัตรทรูมันนี่ ต้องขอเบอร์บ้านทุกครั้ง! ]
เรป 0 ใช่รูปนี้ป่ะ
File attach: satan1.jpg (426 KB) ใช้ GetRight หรือโปรแกรมช่วยดาวน์โหลดไม่ได้ครับ)
7. Maytung (0)

Mail to Maytung


    11-07-2009, 10:12:28   [Edit message]   [ ระวังโจรหลอกขายโปร/สิ่งของ แลกกับเลขบัตรทรูมันนี่ ต้องขอเบอร์บ้านทุกครั้ง! ]
Auschwitz : เอาชวิตซ์-โรงฆ่ามนุษย์ล้านศพ


วันที่ 27 มกราคม ปีที่ผ่านมา (2005) เป็นปีที่ครบรอบ 60 ปี แห่งการเกิดเหตุการณ์สยดสยองที่สุด ในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง เมื่อมนุษย์ถูกเพื่อนมนุษย์ด้วยกันใช้อํานาจที่เหนือกว่า จับมาสังหารหมู่ โดยมุ่งหวังจะฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ให้สิ้นซาก ไม่ยอมให้หลงเหลือสืบเผ่าแพร่พันธุ์ต่อไปในโลก โดยมีความผิดเพียงประการเดียวคือ ไม่มีผิวสีขาว และนัยน์ตาสีฟ้าเหมือนตนที่ (คิดว่า) เป็นเผ่าพันธุ์มนุษย์ชั้นยอดที่บริสุทธิ์ จึงไม่ยอมให้อาศัยร่วมประเทศร่วมทวีป หรือแม้แต่ร่วมโลกเดียวกันก็ยอมไม่ได้ จึงมีการกวาดล้างจับกุมส่งไปทําลายชีวิตทิ้ง อย่างเ!้ยมโหดไม่เว้นแม้แต่คนชราและเด็กๆ

เหตุการณ์ ครั้งนั้นเกิดขึ้นเมื่อ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ผู้นําเยอรมันซึ่งมีอํานาจสูงสุดในยุโรปขณะนั้น และมีความรู้สึกว่าชนเผ่ายิวที่มีอยู่มากมายในเยอรมันประเทศของตน จะมาผสมพันธุ์กับเลือด เยอรมัน ทําให้ชาวเยอรมันมีเลือดไม่บริสุทธิ์ เป็นการขัดขวางการสร้างมนุษย์พันธุ์ใหม่ ที่ฉลาด เข้มแข็งและมีความสามารถเหนือมนุษย์ด้วยกันอย่างนั้น ซึ่งต้องมีสายเลือดเยอรมันบริสุทธิ์ ต้องมีผมสีทอง นัยน์ตาสีฟ้า จึงสั่งจับยิวและยิปซีส่งไปยังค่ายกักกันเพื่อสังหารให้หมดสิ้น ค่ายกักกันที่ใหญ่ที่สุด และมีชื่อเสียงว่าสังหารโหดชาวยิวมากที่สุด อยู่ในโปแลนด์ ชื่อ "ค่ายเอาชวิตซ์" (Auschwitz)

ค่ายแห่งนี้รองรับชาวยิวที่ส่งไปรอการประหารถึง 1 ล้าน 6 แสนคน ในจํานวนนี้ถูกสังหารด้วย การรมแก๊สพิษและเผาในเตาเผาถึง 1 ล้านสองแสนคน องค์การสหประชาชาติ ได้จัดพิธีรําลึกถึง เหตุการณ์ค่ายกักกันเอาชวิตซ์ ซึ่งครบรอบ 60 ปีในวันที่ 27 มกราคม ปี 2005 เราจึงขอนําเรื่องราวดังกล่าว มาเล่าสู่กันฟัง

เรื่องราวความเป็นมามีดังนี้

อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ สั่งกวาดต้อนชนเผ่ายิวในประเทศ และในที่ต่างๆ ทั่วยุโรป จํานวน 22 ล้าน คน ไปที่ค่ายกักกันเอาชวิตซ์ โดยขนไปทางรถยนต์ รถไฟ และเรือเดินสมุทร พาหนะทุกประเภทที่ขนชาวยิวไปยังค่ายแห่งนี้ จะต้องผ่านการตรวจค้นจากด่านแรก ของค่ายก่อน เรียกว่า ด่านแคนาดา ด่านนี้จะเก็บทรัพย์สินทุกอย่างของชนเผ่ายิว นับแต่กระเป๋า !บห่อ สัมภาระ เครื่องทอง เครื่องเพชร เสื้อผ้า เครื่องแต่งกายที่มีราคาทุกชิ้นจะถูกสั่ง ให้ถอดกองไว้ ไม่เว้นแม้แต่แขนเทียม ขาเทียม และรถเข็นเด็กอ่อน สิ่งของที่ยึดไว้นี้จะถูกส่ง กลับไปยังเยอรมัน เว้นแต่ทรัพย์สินที่มีค่าจะห่อส่งไปให้ผู้บังคับบัญชาชั้นสูงต่อไป

เมื่อ ตรวจยึดทรัพย์สินเสร็จแล้ว ชนเผ่ายิวจะถูกสั่งให้เข้าแถวเป็นสองชุด พวกที่ค้นแล้วว่า จะต้องประหารทันที ถูกสั่งให้จัดแถวทางขวามือ ส่วนพวกที่ยังมีโอกาสรอดชีวิต ไปได้อีกระยะหนึ่ง จะถูกสั่งให้ตั้งแถวทางซ้ายแล้วเดินเข้าที่พัก

หาก รู้ความจริงแล้ว พวกที่โชคดีได้อยู่แถวรอดชั่วคราว คงจะอยากขอไปอยู่แถวที่ตายทันทีดีกว่า เพราะการมีชีวิตรอดนั้น น่ากลัวกว่าและทุกข์ทรมานยิ่งกว่า การตายหลายเท่านัก

ชีวิต ในค่ายกักกันนั้น ลําบากยากแค้น แสนสาหัส ต้องนอนในโรงทึบๆ ไม่มีที่ระบายอากาศและ ช่องแสง ต้องนอนบนเตียงสามชั้นที่ต่อกัน เป็นแถวยาวให้นอนสลับหัว สลับเท้ากัน เตียงแต่ละชั้นนั้นเตี้ยมาก เมื่อขึ้นเตียงต้องนอนเลย นั่งไม่ได้ เพราะช่วงห่างระหว่างเตียงเตี้ยมาก ที่ ทารุณยิ่งกว่านั้น ก็คือการถ่ายทุกข์หนักเบาของเชลย โดยนาซีได้จัดโถส้วมไว้ในโรง ที่หลับนอนนั่นเอง แต่ไม่มีการจัดระบายของโสโครกเหล่านั้น เมื่อใช้นานไป อุจจาระและปัสสาวะก็จะล้นโถส้วมเจิ่งนองบนพื้นห้องส่งกลิ่นคละคลุ้งอบอวล อยู่ในนั้น

ใน ฤดูหนาว อุณหภูมิที่เอาชวิตซ์ลดลงเกือบถึงศูนย์องศา ชาวยิวยากจนที่สวมเสื้อผ้าไม่มีราคา ก็ไม่ลําบากนัก เพราะยังมีเสื้อผ้าติดตัวอยู่ ส่วนพวกรวยๆ สวมเสื้อผ้าราคาแพงจะถูกลอก คราบปอกเปลือกหมด ต้องทนนอนหนาวสั่นอยู่อย่างนั้นจนชินไปเอง

ถึงหน้าร้อนก็ทรมานอย่างหนักราวกับ อยู่ในเตาอบ เพราะโรงนอน 30 หลัง ที่เอาชวิตซ์นั้น เยอรมันไม่ยอมเจาะช่องหน้าต่าง ให้แม้แต่บานเดียวเพื่อป้องกัน การหลบหนี ซ้ำยังไม่อนุญาตให้อาบน้ำ โดยหลายๆ วันจะมีการพาไปอาบน้ำสักครั้ง ซึ่งวันที่ได้อาบน้ำจะเป็นวันที่ ผู้ถูกกักกันมีความสุขที่สุด ต่างพากันยิ้มแย้มแจ่มใส เยอรมัน จะแบ่งผู้ถูกกักกันที่ได้อาบน้ำเป็นสองชุด คือ ชุดแรกอาบน้ำจริงๆ

File attach: เอาชวิตซ์.jpg (66 KB) ใช้ GetRight หรือโปรแกรมช่วยดาวน์โหลดไม่ได้ครับ)
8. fcuksayz (0)
Mail to fcuksayz


    11-07-2009, 10:14:30   [Edit message]   [ ระวังโจรหลอกขายโปร/สิ่งของ แลกกับเลขบัตรทรูมันนี่ ต้องขอเบอร์บ้านทุกครั้ง! ]
กุเคยตีกะซาตานด้วยนะ

บาโฟเมท อะ แต่ต้องผ่าน บาโฟ.jrก่อน

กุได้MVpหลายครั้งแร้วละ เห้อ!

9. Maytung (0)

Mail to Maytung


    11-07-2009, 10:16:58   [Edit message]   [ ระวังโจรหลอกขายโปร/สิ่งของ แลกกับเลขบัตรทรูมันนี่ ต้องขอเบอร์บ้านทุกครั้ง! ]
ส่วนชุดที่สอง "การอาบน้ำ" หมาย ถึงการเข้าสู่แดนประหาร ก่อนจะเข้าห้องอาบน้ำ (ในแบบที่สอง) ก็จะต้องเข้าห้องถอดเสื้อผ้าก่อน โดยต้องถอดเสื้อผ้าออกหมดทุกชิ้น ห้องอาบน้ำทำเหมือนกันทั้งสองชุด คือมีประตูหนาสองชั้น เจาะช่องมองกรุ กระจกไว้ด้วย เมื่อเข้าไปในห้องแล้วประตูจะถูกล็อก แน่นหนา จากนั้นแก๊สพิษจะถูกปล่อยเข้าไป การรมด้วยแก๊สพิษนั้นทรมานมาก เพราะจะทำให้หายใจไม่ออก กว่าจะสิ้นใจตายก็ต้องดิ้นทุรนทุรายอยู่นาน โดยผู้คุมจะคอยมองที่ช่องมองจนกว่าคนสุดท้ายจะนิ่งเงียบไป

เมื่อ เห็นว่าตายสนิทแล้ว ผู้คุมจะเปิด ประตูเข้าเก็บทรัพย์สินมีค่า ที่เหลืออยู่ เช่น ฟันเลี่ยมทอง โกนผมแล้วตัดชิ้นส่วน ของร่างกายที่แพทย์ต้องการ เช่น แขนหรือขา ที่น่าสยดสยอง ที่สุดคือการแล่เนื้อผู้ถูกกักกัน ที่มีร่างกายสมบูรณ์แข็งแรง เพื่อนำมาประกอบอาหาร เลี้ยงผู้ต้องขังที่ยังไม่ถึงคิวประหาร

หลัง จากนั้นก็นำศพซ้อนๆ กันบนรถเข็นเหล็กไปเผา แต่เมื่อไม่มีการตรวจร่างกายว่าสิ้นใจ ตายสนิทแล้วหรือไม่ ดังนั้น เมื่อนำเข้าเตาเผา จึงยังมีการดิ้นทุรนทุรายรอบสอง กันอยู่เป็นประจำ สำหรับ ของมีค่านั้น ถ้าเป็นทองคำ ผู้คุมต้องนำมาหลอมเป็นแท่งส่ง ให้เจ้านายชั้นสูง ส่วนผมนั้นต้องนำมาสระชำระล้างให้สะอาด ตากให้แห้ง ส่งไปยังโรงงานถักเสื้อกันหนาว ชิ้นส่วนแขนขาก็ส่ง ให้แพทย์สนามนำ ไปต่อให้ทหารที่ได้รับบาดเจ็บ ส่วนกล้ามเนื้อศพนั้นจะถูกส่งไปยังโรงครัวเพื่อปรุงเป็นซุป และแฮมเบคอนเลี้ยงผู้ต้องขัง นานๆ ครั้งที่ผู้ถูกกักกันจะได้รับประทานซุป และแฮมกับเบคอน จึงต่างก็พากันเจริญอาหารกันทั้งค่าย ท่ามกลางอาการพะอืดพะอมของทหารควบคุมผู้รู้ความจริง


การ ประหารผู้ถูกกักกันนั้น บางครั้งก็ใช้แก๊สไม่ทัน เพราะต้องสังหารหมู่คราวละมากๆ เนื่องจากเกิดความจําเป็น ต้องการที่ว่างเพิ่มขึ้นเนื่องจากมียิวถูกจับกุมตัวมามาก จึง ต้องประหารเพิ่มด้วย การจัดอาบน้ำกลางแจ้ง โดยไล่ต้อนเชลยไปถอดเสื้อผ้า เตรียมอาบน้ำในป่าหลังค่ายกักกัน แล้วก็สังหารเสียด้วยปืน จากนั้นก็นำศพมาเผาบนกองฟืน

จะ ว่าไป จะกล่าวหาว่าฮิตเลอร์จงใจ ตั้งค่ายกักกันไว้เพื่อ สังหารล้างเผ่าพันธุ์ยิวเผ่าเดียวก็ไม่ถูก เพราะวัตถุประสงค์ดั้งเดิม ในการเปิดค่ายกักกัน เอาชวิตซ์ไม่ได้มุ่งจับ ยิวไปฆ่าเพียงเผ่าเดียว นักโทษที่ถูกส่งมากักกัน รอประหารนี้ ยังมีพวกโรมาหรือเผ่ายิปซีเร่ร่อนอีกด้วย

เอาชวิตซ์ถูกสร้างขึ้นโดย กองทัพนาซี ที่ใกล้เมืองเอาชวิตซินในโปแลนด์ เมื่อปี 1940 ต่อมาได้มีการขยาย ให้มีขนาดใหญ่ขึ้นหลายครั้ง จนมีแดนขังเพิ่มเป็น 3 แดน คือ เอาชวิตซ์ 1, อาชวิตซ์ 2 และเบอร์เคนนูร์, เอาชวิตซ์ 3 และโคโนวิตซ์ และมีค่ายกักกันย่อยในเครือเดียวกันอีก 40 แห่ง ระยะแรกๆ ใช้จำขังนักโทษชาวโปล

ต่อมาก็ใช้เป็นที่กักขังเชลยศึก โซเวียตและนักโทษสัญชาติอื่น รวมทั้งชาวเผ่ายิปซีจนถึงปี 1942 เอา ชวิตซ์ก็ถูกใช้เป็นที่สังหารหมู่ นักโทษจำนวนมาก ที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ โดยมุ่งสังหารชนเผ่ายิวในยุโรปเป็นหลัก ตามแนวนโยบายของอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ที่จะล้างเผ่าพันธุ์ยิวให้สิ้นซาก ดังนั้น ชาวยิวทั้งหญิง คนแก่ และเด็ก จึงถูกจับเนรเทศมากักกันไว้ที่เอาชวิตซ์ โดยหลอกว่าจะพามาหางานทำบ้าง จะย้ายมาสร้างถิ่นฐานใหม่ ให้อยู่อย่างสะดวกสบายบ้าง

ปลาย สงครามโลกครั้งที่สอง เยอรมนีเตรียมปกปิดหลักฐานการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ จึงมีการรื้อโรงรมแก๊สสังหารกับโรงเผาศพ และย้ายนักโทษที่ยังแข็งแรงกลับมายังดินแดนเยอรมัน

ต่อมาในวันที่ 27 มกราคม 1945 กอง ทัพแดงของสหภาพโซเวียต ได้บุกเข้ายึด เอาชวิตซ์จากเยอรมัน โดยที่กองทัพโซเวียต รุกรวดเร็วมาก ทำให้ไม่อาจทำลายอาคารและ หลักฐานได้หมด เอาชวิตซ์ จึงยังหลงเหลือเป็นหลักฐานประจาน ความโหดร้ายของนาซีอยู่ต่อมาจนทุกวันนี้

ปัจจุบัน เอาชวิตซ์เป็นจุดท่องเที่ยวที่สำคัญ และมีนักท่องเที่ยวสนใจมากที่สุด แห่งหนึ่งของ โปแลนด์ ซึ่งพยายามรักษาสภาพ เอาชวิตซ์ให้ใกล้เคียง สภาพเดิมให้มากที่สุด

เมื่อถึง 27 มกราคม ปี 2005 นับได้ 60 ปี พอดี องค์การสหประชาชาติจึงได้จัดพิธี ไว้อาลัยผู้ที่เสียชีวิต จำนวนนับล้าน ที่ถูกสังหารที่ค่ายกักกันแห่งนี้เพื่อ เป็นการระลึกถึงวันครบรอบ 60 ปีแห่งการยึดเอาชวิตซ์ และปลดปล่อยเชลยชาวยิวที่รอการสังหารได้สำเร็จ

เพื่อเป็นอุทาหรณ์ถึงความทารุณโหดร้าย ที่มนุษย์กระทำต่อมนุษย์ด้วยกันได้ลงคอ.

File attach: เอาชวิตซ์.jpg (66 KB) ใช้ GetRight หรือโปรแกรมช่วยดาวน์โหลดไม่ได้ครับ)
10. Maytung (0)

Mail to Maytung


    11-07-2009, 10:19:50   [Edit message]   [ ระวังโจรหลอกขายโปร/สิ่งของ แลกกับเลขบัตรทรูมันนี่ ต้องขอเบอร์บ้านทุกครั้ง! ]
ไขปริศนาแผนลอบสังหารเจ้าหญิงไดอาน่า



ไดอาน่า เจ้าหญิงแห่งเวลส์ (Diana, Princess of Wales) หรือชื่อเต็มคือ ไดอาน่า ฟรานเซส เมาต์แบทเทน-วินเซอร์ - สกุลเดิม สเปนเซอร์ (Diana Frances Mountbatten-Windsor, née The Lady Diana Spencer) (ประสูติ 1 กรกฎาคม ค.ศ. 1961 ที่เมืองแซนดริงแฮม ประเทศอังกฤษ — สิ้นพระชนม์ 31 สิงหาคม ค.ศ. 1997 ที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส) เป็นพระชายาพระองค์แรกของเจ้าฟ้าชายชาลส์ แห่งเวลส์ จากการอภิเษกสมรสเมื่อปี ค.ศ. 1981 และได้ทรงหย่าขาดเมื่อปี ค.ศ. 1996 พระองค์ทรงดำรงพระอิสริยยศ เจ้าหญิงแห่งเวลส์ เป็นพระองค์ที่ 9 ของพระราชวงศ์อังกฤษ ซึ่งสื่อมวลชนและประชาชนทั่วไปได้ถวายเรียกพระองค์ว่า "เจ้าหญิงไดอาน่า" แม้ว่าโดยแท้ที่จริงแล้วพระองค์จะไม่ทรงมีสิทธิ์ใช้พระนามดังกล่าวภายหลัง จากการหย่า

ถึง แม้ว่าพระองค์จะทรงเป็นที่รู้จักจากพระกรณีย์กิจในหลายด้าน แต่การบำเพ็ญสาธารณประโยชน์ของพระองค์กลับถูกกลบด้วยข่าวลือเกี่ยวกับการ ชีวิตสมรส ทั้งถูกการกล่าวหาว่าพระสวามีนอกใจ และนอกใจพระสวามี ไดอาน่าต้องเผชิญกับปัญหาทางด้านพระหฤทัย และพระอารมณ์อันแปรปรวน เรื่องราวทั้งหมดถูกเปิดเผยต่อสาธารณชนในช่วงปลายปี ค.ศ. 1996 โดยมีการตีพิมพ์ในหนังสือ บทความในหนังสือแทบลอยด์ รวมทั้งละครโทรทัศน์

นับตั้งแต่ทรงหมั้นกับเจ้าชายแห่งเวลส์ในปี ค.ศ. 1981 จนกระทั่งการสิ้นพระชนม์จากอุบัติเหตุรถยนต์ ในปี ค.ศ. 1997 ไดอานาเป็นผู้หญิงสำคัญคนหนึ่งของโลก ไม่ว่าจะความสนพระทัย การฉลองพระองค์ รวมถึงพระกรณีย์กิจของพระองค์ได้รับความสนใจจากทั่วทุกมุมโลก พระองค์ทรงเป็นผู้นำแฟชั่น เป็นสัญลักษณ์แห่งความงาม ความหวังของผู้ป่วยโรคเอดส์ และทูตสันถวไมตรีที่ เชื่อมทุกความขัดแย้ง แต่เหนือกว่าสิ่งอื่นใดคือพระองค์ทรงเป็นพระราชินีในดวงใจของประชาชนอีกด้วย ตลอดทั้งพระชนม์ชีพพระองค์เป็นผู้ที่ถูกถ่ายรูปมากที่สุดคนหนึ่งในโลกราวกับ นักแสดงที่มีชื่อเสียง สำหรับคนที่ชื่นชมพระองค์แล้ว ทรงเป็นบุคคลต้นแบบของคนเหล่านั้น ภายหลังการสิ้นพระชนม์ ยังมีกระแสยกเรียกร้องให้พระองค์ขึ้นเป็นนักบุญ ในขณะผู้ที่ต่อต้านพระองค์อ้างว่า การสิ้นพระชนม์ของเจ้าหญิงไดอานาเป็นกรณีตัวอย่างของการคลั่งไคล้บุคคลของ สื่อมวลชน ทำให้ชีวิตของบุคคลผู้นั้นถูกทำลายอย่างย่อยยับ

เมื่อวันเสาร์ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2540 เวลา 07.30 น. มีผู้พบเห็นไดอาน่าเสด็จลงจากเครื่องบินที่มีต้นทางจากประเทศกรีซ ที่สนามบินในกรุงปารีส ในเวลาประมาณ 08.00น.เจ้าหญิงได้เสด็จขึ้นรถ เมอร์ซีเดส เบนซ์ สีดำรุ่น E600 รุ่นปี 1997 ออกจากสนามบินอย่างรวดเร็ว พร้อมกับทรงนัดพบกับ โดดี อัลฟา!์ ที่อพาร์ตเมนต์กลางกรุงปารีส หลังจากนั้น เวลาประมาณ 13.45 น. มีผู้พบเห็นไดอานากับนายโดดี พร้อมองครักษ์ อีกครั้งขณะช็อปปี้งในย่านถนน "ชองเอลีเซ่" ขณะนั้นช่างภาพอิสระรุม ถ่ายพระฉายาลักษณ์พระองค์กับนายโดดี โดยเวลา 16.40 น. เจ้าหญิงจึงเสด็จกลับ มีการดักฟังทางโทรศัพท์ว่า เจ้าหญิงจะทรงพบกับนายโดดีอีก ที่โรงแรมริทซ์เพื่อเลี้ยงพระกระยาหารค่ำในเวลา 20.30 น. และเจ้าหญิงได้เสด็จถึงโรงเเรมเมื่อเวลา 19.55 โดยในระหว่างเวลา 20.30-23.30 น. เจ้าหญิงทรงอยู่ในงานเลี้ยงอันหรูหราของนายโดดี แต่มีรายงานการใช้โทรศัพท์ของเจ้าหญิงว่าทรงโทรศัพท์ไปหาโหรหญิง พระสหายสนิทพระองค์ เพื่อทำนายดวงชะตาและขอคำปรึกษาปัญหาชีวิต

ก่อน เที่ยงคืนเล็กน้อยเจ้าหญิงเสด็จออกจากโรงแรมเพื่อกลับที่ประทับ ช่างภาพอิสระชุดเก่าที่จึงสะกดรอยตามพระองค์อีกครั้ง จนมาถึงถนนลอดอุโมงค์ Point De Alma ใต้แม่น้ำเซน ที่ชื่อว่า แต่รถพระที่นั่งซึ่งวิ่งมาด้วยความเร็วประมาณ 126 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เพื่อหลบหนีการตามล่าของเหล่านักภาพ ก็ได้พุ่งชนกับแผงราวเหล็กกั้นอุโมงค์อย่างจัง เนื่องจากถนนลอดอุโมงค์มีความลาดชันมาก ทำให้รถยนต์พระที่นั่ง หมุนตัวและพุ่งชนแผงเหล็กอีกด้านหนึ่ง ส่งผลให้หม้อน้ำเกิด การระเบิดอย่างรุนแรง โดยเฮนรี พอลล์ คนขับรถและนายโดดี เสียชีวิตทันที ส่วนเจ้าหญิงและนายเทรเวอร์ เรสยอนส์ องครักษ์ได้รับบาดเจ็บสาหัส เจ้าหญิงมีบาดแผลฉกรรจ์ที่พระพักตร์ พระโลหิตออกมากและยังมีพระโลหิตไหลในปัปผาสะ

เมื่อเวลา 00.15 น. รถพยาบาลคันแรกของโรงพยาบาลเซ็นต์เดอลาปีแอร์ มารับเจ้าหญิงและองครักษ์ หลังจากนั้นอีกชั่วโมงกว่า แต่เจ้าหญิงนั้นทรงเสียพระโลหิตมาก และยังทรงมีพระโลหิตตกค้างที่พระปัปผาสะอยู่เป็นจำนวนมากด้วย พระอาการทรงตัวต่อมาเรื่อยๆ จนเมื่อเวลา 03.35 น. พระหทัยอ่อนพระกำลังลงเรื่อยๆ ซึ่งในขณะนั้นชีพจรอยู่ที่ 23 ครั้งต่อนาที


11. Maytung (0)

Mail to Maytung


    11-07-2009, 10:26:53   [Edit message]   [ ระวังโจรหลอกขายโปร/สิ่งของ แลกกับเลขบัตรทรูมันนี่ ต้องขอเบอร์บ้านทุกครั้ง! ]
สิ้นพระชนม์


หลังจากนั้นอีกประมาณครึ่งชั่วโมง เวลา 04.00 น. ไดอาน่า เจ้าหญิงแห่งเวลส์สิ้นพระชนม์ด้วยพระอาการพระโลหิตไหลในพระปับผาสะและสูญ เสียพระโลหิตมาก ส่วนนายเทรเวอร์ เรสยอนส์ องครักษ์นั้นเป็นคนเดียวในอุบัติเหตุที่รอดชีวิต สำนักพระราชวังบักกิ้งแฮมได้ออกแถลงการณ์ยืนยันในวันรุ่งขึ้น และแจ้งว่าเจ้าฟ้าชายชาลส์ เจ้าชายวิลเลียม และ เจ้าชายแฮร์รี่ ได้ทรงทราบข่าวแล้ว สมเด็จพระราชินีนาถ พระราชทานพระราชานุญาตให้จัดงานพระศพได้ที่เวสมินตัน โดยพระราชวงศ์ทุกพระองค์ได้เสด็จเข้าร่วมพิธีพระศพ เจ้าชายวิลเลียมและเจ้าชายแฮร์รี่ซึ่งยังคงทรงโศกเศร้ามากนั้น มีคุณปีเตอร์ฟิลิปส์ (พระโอรสในเจ้าฟ้าหญิงแอนน์) จับมือและคอยให้กำลังใจตลอดเวลา แขกสำคัญนอกจากพระราชวงศ์ทุกพระองค์แล้วยังมีครอบครัวสเปนเซอร์ทุกคน และมีแขกอื่นอีกกว่า 3,500 คน

สงสัย


การสิ้นพระชนม์ของเจ้าหญิงไดอาน่า จากอุบัติเหตุรถคว่ำที่กรุงปารีส เมื่อวันที่ 30 ส.ค. 2540 ยัง คงเป็นปริศนาค้างคาใจคนทั้งโลก และยิ่งกลายเป็นประเด็นร้อนแรงขึ้น เมื่อมีข่าวการอภิเษกสมรสใหม่ของ เจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ มกุฎราชกุมารอังกฤษ กับ คามิลลา ปาร์กเกอร์ โบว์ลส์

อะไร คือสาเหตุแท้จริง ที่พรากชีวิตเจ้าหญิงผู้เลอโฉมไปอย่างไม่มีวันกลับมา และอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นเป็นเพียงเรื่องเหนือการควบคุม หรือแผนการร้ายที่ตระเตรียมไว้ก่อนล่วงหน้า...!!

แม้ เจ้าหญิงไดอาน่าจะลาโลกไปหลายปีแล้ว แต่กระบวนการค้นหาความจริง เพื่อคลี่คลายปริศนาการสิ้นพระชนม์ของพระองค์ก็ยังคงดำเนินไปอย่างไม่หยุด ยั้ง สื่อมวลชนทุกแขนงต่างเกาะติดความเคลื่อนไหวในการสืบสวนหาสาเหตุ การสิ้นพระชนม์ของเจ้าหญิงผู้เลอโฉมอย่างใกล้ชิด มี การพาดพิงถึงไดอารีส่วนพระองค์ที่ระบุไว้ชัดเจนว่า ชีวิตของเจ้าหญิงกำลังตกอยู่ในอันตรายร้ายแรง และพระองค์อาจสิ้นพระชนม์ด้วยการถูกปองร้ายโดยอุบัติเหตุทางรถยนต์ เพื่อเปิดทางสะดวกให้พระสวามีได้อภิเษกสมรสใหม่ !!

ขณะ ที่หนังสือพิมพ์แดนผู้ดีหลายฉบับ ตั้งข้อสังเกตถึงพิรุธความผิดปกติหลายจุด ที่เกิดขึ้นในค่ำคืนเกิดเหตุโศกนาฏกรรมไว้อย่างน่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนเส้นทางรถยนต์ไปยังอุโมงค์ Pont de L’Alma อย่างไม่มีเหตุผล ทั้งๆ ที่จุดหมายเดิมของเจ้าหญิงกับสหายผู้รู้ใจ “โดดี้ อัล ฟา!” ทายาทมหาเศรษฐี เจ้าของห้างสรรพสินค้าแฮร์รอดส์แห่งอังกฤษ คือการเดินทางไปยังอพาร์ตเมนต์ของฝ่ายชาย

ทำไม วิทยุสื่อสารของตำรวจในกรุงปารีส ไม่สามารถใช้การได้โดยไม่ทราบสาเหตุ ขณะที่รถยนต์พระที่นั่งของเจ้าหญิงเดินทางเข้าสู่อุโมงค์ จนเกิดเหตุร้ายและไม่สามารถติดต่อสื่อสารเพื่อขอรับการช่วยเหลือเพื่อรักษา พระชนม์ชีพของพระองค์ได้อย่างทันท่วงที

เป็นความบังเอิญจริงหรือ? ที่อุปกรณ์รักษาความปลอดภัยอย่างกล้องวิดีโอวงจรปิดภายในอุโมงค์เกิดเหตุใช้การไม่ได้ !! จนทำให้ไม่มีภาพหลักฐานยืนยันความชัดเจนของอุบัติเหตุที่น่าเคลือบแคลงนี้

รวม ทั้งมีพยานผู้ร่วมเหตุการณ์บางราย เอ่ยพาดพิงถึง เสียงดังสนั่นคล้ายเสียงปืนในขณะเกิดเหตุ และเพราะเหตุใดรถพยาบาลจึงต้องใช้เวลาถึง 1 ชม.กับ 10 นาที ในการเดินทางมายังจุดเกิดเหตุ ทั้งๆ ที่อยู่ห่างจากโรงพยาบาลเพียง 3 ไมล์เท่านั้น

ทั้ง นี้มีข้ออ้างเรื่อง แผนลอบสังหาร ปรากฏในจดหมายของเจ้าหญิงไดอาน่าที่ระบุว่า สมาชิกระดับสูงในราชวงศ์อังกฤษ มีแผนการที่จะสังหารเจ้าหญิงไดอาน่า จดหมายดังกล่าวจึงเป็นหลักฐานชี้นำให้ต้องมีการตั้งกรรมการสอบสวนหาข้อเท็จ จริง ตามคำร้องของ นายไมเคิล เบอร์กีส เจ้าหน้าที่นิติวิทยาศาสตร์ ที่ระบุว่าตำรวจระดับสูงของอังกฤษ ควรจะดำเนินการสอบสวนข้ออ้างดังกล่าวที่ว่า การสิ้นพระชนม์ของพระองค์ไม่ใช่เป็นอุบัติเหตุ แต่เป็นการวางแผนอย่างแยบยล

ซึ่งรายละเอียดของจดหมายฉบับดังกล่าวของเจ้าหญิงไดอาน่า ถูกนำมาเปิดเผยเมื่อเดือนมกราคม 2547 ระบุ ว่า มีการวางแผนให้เกิดอุบัติเหตุทางรถยนต์ โดยการตัดสายเบรก ซึ่งจดหมายอันสร้างความสั่นสะเทือนไปทั้งโลกฉบับนี้ นายพอล เบอร์เรลล์ อดีตมหาดเล็กของเจ้าหญิงไดอาน่า ยืนยันว่าเจ้าหญิงเขียนไว้ 10 เดือนก่อนที่พระองค์จะประสบอุบัติเหตุ

ขณะเดียวกัน ดร.จอห์น เบอร์ตัน อดีตเจ้าหน้าที่ชันสูตรศพเจ้าหญิงไดอาน่า ยังระบุด้วยว่า พระองค์ไม่ได้ทรงตั้งครรภ์ในขณะสิ้นพระชนม์

ทั้งนี้ในส่วนของการสอบสวนของเจ้าหน้าที่ฝรั่งเศส มีผลสรุปออกมาหลังใช้เวลาในการสอบสวนนานกว่า 2 ปี ว่า อุบัติเหตุที่คร่าชีวิตเจ้าหญิงไดอาน่า และ โดดี้ อัล ฟา! เป็นผลมาจากความผิดพลาดของ นายอองรี ปอล คนขับรถ เนื่องจากอยู่ในสภาพเมาสุราและฤทธิ์ยา รวมทั้งขับรถด้วย ความเร็วสูงเกินกำหนด

อย่างไรก็ตามล่าสุด สำนักข่าวเอเอฟพี รายงานจากกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ เมื่อวันที่ 11 ธ.ค. ว่า หนังสือพิมพ์รายสัปดาห์ ซันเดย์ ไทมส์ ของอังกฤษรายงานว่า

เจ้า ฟ้าชายชาร์ลส์ มกุฎราชกุมารแห่งอังกฤษ ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจสอบปากคำเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว กรณี การเสียชีวิตของเจ้าหญิงไดอาน่า อดีตพระชายาของพระองค์ จากอุบัติเหตุทางรถยนต์ที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส เมื่อปี 2540

โดย ลอร์ด จอห์น สตีเวนส์ อดีตผู้บัญชาการตำรวจนครบาลลอนดอน ได้เข้าพบเจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ที่ พระตำหนักคลาเรนซ์ เป็นเวลานานหลายชั่วโมง หลังจากมีข้อสันนิษฐานว่าเจ้าหญิงไดอาน่าอาจตกเป็นเหยื่อในแผนลอบสังหาร
เมื่อ คดีปริศนาที่พรากชีวิตอดีตเจ้าหญิง ผู้ทรงเสน่ห์ที่สุดในโลกพระองค์นี้ ได้ถูกรื้อฟื้นขึ้นมาและมีการสอบสวนอย่างจริงจังอีกครั้ง ก็เชื่อว่าคนทั้งโลกคงต้องจับตาดูว่า คดีสะท้านโลกนี้จะจบลงเช่นไร.


File attach: รถเจ้าหญิง.jpg (45 KB) ใช้ GetRight หรือโปรแกรมช่วยดาวน์โหลดไม่ได้ครับ)
12. Maytung (0)

Mail to Maytung


    11-07-2009, 10:32:36   [Edit message]   [ ระวังโจรหลอกขายโปร/สิ่งของ แลกกับเลขบัตรทรูมันนี่ ต้องขอเบอร์บ้านทุกครั้ง! ]
แผนลอบสังหารเคนเนดี ปริศนาบันลือโลก


ปัง ๆ ปัง

เสียงกระสุนดังลั่นกลางเมืองดัลลลัส ที่ ดีลลีย์ พลาซ่า เที่ยงวันที่ 22 พฤศจิกายน ปี 1963

มันเป็นกระสุนเปลี่ยนประวัติศาสตร์ มันเป็นกระสุนพลิกโลก!

กระสุน ได้วิ่งเข้าเจาะร่างของชายคนหนึ่งที่มีตำแหน่งเป็นประธานาธิบดีผู้ที่สร้าง คุณประโยชน์อย่างใหญ่หลวงของอเมริกาทั้ง สงครามเย็น โครงการปล่อยจรวดขึ้นสู่ดวงจันทร์ การใช้นโยบายการต่อต้านแบ่งแยกสีผิว และการเมืองนอกประเทศอย่างคิวบา

เขาตายต่อหน้าภรรยาที่เขารัก และต่อหน้าชาวอเมริกันนับล้านคน

เขาคือ จอห์น เอฟ เคนเนดี
ภายในเวลาไม่นานตำรวจเจ้าหน้าที่ก็สามารถจับกุมผู้ลอบสังหารประธานธิบดีได้ทันควันท่ามกลางความสงสัยของหลาย ๆ ฝ่ายว่าเป็นการจัดฉาก

ผู้ต้องสงสัยนามเขาคือ ลี ฮาร์วีย์ ออสสวาล์

แต่ต่อมาไม่นาน เขาถูกฆ่า โดยชายคนหนึ่ง ท่ามกลางอารักขาของเจ้าหน้าที่แน่นหนาอย่างง่ายดายเหลือเชื่อ

และต่อมา ชายคนนั้น ก็ฆ่าตัวตายปริศนาในคุก

ทิ้งปริศนาที่ว่า ความจริงของคดีนี้คืออะไรกันแน่!


รู้จักกับเขา จอห์น เอฟ เคนนาดี

ตระผมลเคนเนดี้เดิมที่เป็นเชื้อสายไอริชแคธอลิก
โจเซฟ แพทริก เคนเนดี เป็นผู้นำครอบครัวนี้อพยพย้ายมาอยู่สหรัฐ และสร้างฐานะปึกแผ่นจนเป็นตระผมลที่ร่ำรวยที่สุดในอเมริกา ซึ่งภายหลังเขาได้รับแต่งตั้งเป็น คหบดีใหญ่ และเอกอัครราชทูตสหรัฐ ประจำอังกฤษ

แต่ความร่ำรวยและอำนาจนั้นแลกมาด้วยคำสาป แช่ง

เพราะบริเวณที่ตั้งรบรากของครอบครัวเคนเนดีดันไปทับการแหล่งหากินของพวกอินเดียแดง พวกเขาไม่พอใจกับการกระทำของพวกเคนเนดีในครั้งนี้ พวกเขาจึงได้กล่าวคำสาปแช่งที่น่ากลัวต่อตระผมลเคนเนดีว่า


"ข้า ขอสาปแช่งตระผมลแก ตระผมลแกจะไม่มีวันสงบสุข ครอบครัวของแกจะต้องตายก่อนอายุขัย แม้แต่ทรัพย์สินและอำนาจของแก ไม่มีวันช่วยพวกแกได้ ตราบชั่วลูก ชั่วหลาน"



ดู เหมือนว่าคำสาปของอินเดียแดงจะส่งผลดั่งคาด เพราะในเวลาต่อมาเกิดการตายปริศนาขึ้นกับตระผมล คือ จอห์น เอฟ เคนเนดีและ โรเบิร์ต เอฟ เคนนาดีน้องชาย ทั้งสองตายเพราะกระสุนปืน และล่าสุดลูกชาย จอห์น เคนเนดี จูเนียร์ ก็ตายเพราะอุบัติเหตุเครื่องบินตกเช่นกัน

แต่โจไม่เชื่อคำสาปนั้น เขาตั้งหน้าตั้งตาเลี้ยงลูกจนเติบใหญ่ พร้อมกลับวางรากฐานการสร้างผู้นำของสหรัฐในวันข้างหน้าด้วย

และแล้ว จอห์น เอฟ เคนนาดี ก็ถือกำเนิดขึ้นในวันที่ 29 พฤษภาคม 1917 ที่เมืองบรู๊คลิน รัฐแมสซาชูเซตส์ เป็น ลูกคนที่ 2 ในจำนวน 9 คนของครอบครัว

โจเลี้ยงดูบุตรคนนี้เพื่อหวังให้เขาเป็นประธานาธิบดีผู้นำสูงสุดของประเทศอเมริกา


จอห์น เอฟ เคนเนดี ในวัยหนุ่มรุ่นกระทงนั้น เป็นคนรูปหล่อ เชื่อมั่นในตัวเองสูง มีวาทะที่มีคารมคมคาย ใคร ๆเห็นก็อยากคบหาสมาคมด้วย และเหมาะต่อการเป็นผู้นำอย่างยิ่ง

ต่อมาเคนเนดีก็เรียนที่โรงเรียนมัธยมในคอนเนตทิคัต แล้วเรียนต่อมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ถึงช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เข้า หน่วยนาวิกโยธิน รับเหรียญกล้าหาญจากวีรกรรมช่วยเพื่อนทหารให้รอดชีวิตจากเหตุเรืออับปางด้วย ข้าศึกโจมตี เขาว่ายน้ำพยุงร่างเพื่อนที่ได้รับบาดเจ็บไปโดยไม่ทอดทิ้ง
เมื่อกลับบ้านเกิดบิดาโจได้สนับสนุนให้เขาลงสนามการเมืองได้วุฒิสมาชิกรัฐบ้านเกิด จากนั้นเข้าชิงตำแหน่งประธานาธิบดี ค.ศ.1960

File attach: เคนเนดี.jpg (12 KB) ใช้ GetRight หรือโปรแกรมช่วยดาวน์โหลดไม่ได้ครับ)
13. Maytung (0)

Mail to Maytung


    11-07-2009, 10:34:54   [Edit message]   [ ระวังโจรหลอกขายโปร/สิ่งของ แลกกับเลขบัตรทรูมันนี่ ต้องขอเบอร์บ้านทุกครั้ง! ]
ค.ศ.1961 เคนเนดีได้รับตำแหน่งประธานาธิบดีโดยมีแจ๊คเกอลินภรรยาสาวแสนสวยอยู่เคียงข้าง และเริ่มบริหารประเทศด้วยพลังหนุ่ม ในคติมองโลกในแง่ดี ถึงแม้ว่า โลกในช่วงทศวรรษ 60 นั้น โลกกำลังอยู่ในภาวะตึงเครียด สงครามเย็นจากโซเวียตที่มีท่าทีจะก่อสงครามเพื่อเผยแพร่คอมมิวนิสต์

นั้นคือเคนเนดีต้องเผชิญกับภาวะวิกฤติที่สุดของโลก!

คู่ ปรับคนสำคัญของเคนเนดีคือ นิกิตา ครุสเชฟ นายกรัฐมนตรีโซเวียต ที่อยู่เบื้องหลังฆ่าคนมากมายในสมัยสตาลินเรืองอำนาจ เขามีบุคลิกโผงผ่าง หยาบช้า ทำอะไรไม่แคสายตาคนรอบข้างเช่นถอดร้องเท้าทุบโต๊ะ สร้างความตื่นตะลึงแก่โลกหลายครั้ง จนกระทั้งการคิดก่อสงครามต่อสหรัฐ

30 ตุลาคม 1961 โซเวียตทดลองระเบิดปรมาณูขนาด 50 เมกะ ตัน ที่มีอนุภาพการทำลายล้างสูงกว่าระเบิดทั้งหมดที่ใช้ในสงครามโลกครั้งที่สอง รวมทั้งฮิโรชิมากับนางาซากิถึงสิบเท่า เหตุการณ์ในครั้งนี้ทำให้เกิดคลื่นสั่นสะเทือนไปทั่วโลกจรวดขีปนาวุธ นิวเคลียร์ชี้เป้าหมายมาที่อเมริกา

ขีปนาวุธนี้ สามารถปฏิบัติได้ภายในสองสัปดาห์!

แบบนี้มีหรือที่เคนเนดี จะปล่อยให้มีดมาจ่อคอหอยตรงหน้าหรือ

เคนเนดีจึงได้เรียกนายพลลูเซี่ยส เคลย์ มาปรึกษาทันที และคำแนะนำของนายพลและกองทัพสหรัฐคือ

"บุกคิวบา!"

เคนเนดียังไม่ตัดสินใจในเรื่องนี้เขาจึงเรียกโรเบิร์ตน้องชายมาปรึกษาสองต่อสองอย่างเคร่งเครียด

22 ตุลาคม เคนเนดีประกาศปิดกั้นคิวบา ส่งผลให้โซเวียตไม่สามารถขนส่งอาวุธประจำเกาะได้ แต่เรือรบของโซเวียตยังมุ่งหน้าต่อ เพื่อก่อสงคราม

เคนเนดีต้องต่อสายลับไปยังครุสเซฟ เสนอข้อตกลงหลายอย่างต่อครุสเซฟ มันเป็นเกมวัดใจของทั้งสองฝ่าย โดยสิ่งที่เดินพันคือ สงครามโลก

อนาคตโลกแขวนอยู่บนเส้นดายกับการเจรจาในครั้งนี้

ในวินาทีสุดท้าย ครุสเซฟ เปลี่ยนใจถอนกำลังทหารกลับโซเวียตง่ายดายอย่างเหลือเชื่อ

โลกหายใจเฮือก รอดพ้นหายนะอย่างฉิวเฉียด

นอก จากการต่างประเทศแล้ว เคนเนดียังมีนโยบายอื่น ๆ ที่เป็นประโยชน์อีกมากมายนับไม่ถ้วน เช่น โครงการนาซ่าปล่อยจรวดขึ้นสู่ดวงจันทร์ การใช้นโยบายต่อต้านการเหยียดสีผิว ฯลฯ

จากนโยบาย ทั้งหมดส่งผลให้เคนเนดีกลายเป็นประธานาธิบดีที่คนอเมริกันชนหลงใหล ศรัทธา เป็นประธานาธิบดีหนุ่มแน่น รูปหล่อ พูดเก่งเป็นนักอุดมคติ เชื่อมั่นในตนเองและในประเทศสหรัฐ มีมาดามแจ๊กเกอลีนที่สวยเก๋ไม่สร่าง คู่เคียงข้าง ถึงขนาดมีผู้เรียกทำเนียบขาวสมัยนั้นว่า คาเมล็อต คือปราสาทในนิยายของพระเจ้าอาเธอร์และอัศวินโต๊ะกลม และเรียกพวกตระผมลเคนเนดี้ว่า เป็นสิ่งที่ใกล้เคียงกับราชวงศ์ที่สุดเท่าที่สหรัฐเคยมีที่เดียว

แต่ วาระสุดท้ายของนักการเมืองหนุ่มผู้เก่งกาจ มิใช้มาจากโรคร้าย หรืออายุขัย แต่เขาตายด้วยน้ำมือของชายคนหนึ่ง ที่จงเกลียดจงชังเคนนาดีนักหนา นาม ลี ฮาร์วีย์ ออสวาลด์



วันสังหาร

มันเป็นประวัติศาสตร์ที่น่าจดจำของมนุษย์ชาติ

เช้าวันที่ 22 พฤศจิกายน 1963 เคน เนดีนั่งรถออกจากเมืองฟอร์ทเวิร์ธเพื่อไปกล่าวคำปราศรัยระหว่างมื้อกลางวัน ที่ดัสลัส เท็กซัส มีแจ็คกี้ศรีภรรยานั่งเคียงข้างมาด้วย ฝูงคนข้างทางโห่ร้องต้อนรับประธานาธิบดีที่ยิ่งใหญ่ของเขาอย่างสนั่นหวั่น ไหว เคนนาดีสั่งให้ลดประทุมรถลง เพื่อว่าผู้คอยต้อนรับจะได้แลเห็นเขาชัดเจน ภรรยาสาวแสนสวยผู้ว่าการรัฐกล่าวกับเคนนาดีว่า

"คงไม่มีใครมาว่า คุณไม่เป็นที่รักของทุกคนในดัลลัสน่ะคะ"

แต่สำหรับใครคนหนึ่งเป็นการยกเว้น เขาซ่อนตัวในโรงเรียนเท็กซัส ชั้น 6 เขากำลังรอ รอเวลาที่จะซ็อกคนทั่งโลก

รถประจำตำแหน่งเลี้ยวจากเมนสตรีทพลาซ่า ผ่านหน้าร้านคลังหนังสือ และเข้าสู่การฆาตกรรมที่ร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์

14. Maytung (0)

Mail to Maytung


    11-07-2009, 10:35:42   [Edit message]   [ ระวังโจรหลอกขายโปร/สิ่งของ แลกกับเลขบัตรทรูมันนี่ ต้องขอเบอร์บ้านทุกครั้ง! ]
ปัง

จู่ ๆก็มี มีกระสุนนัดแรกวิ่งผ่านทะลุคอเคนเนดี้ เลือดออก เขาตกใจ แต่อาการยังไม่สาหัส ทันใดนัดเองกระสุนนัดที่สองก็ตามมา ส่วนภรรยายังงงกับเหตุการณ์ที่อยู่ข้างหน้าอยู่

ปัง

กระสุนที่สองเข้าแสกหน้าเต็ม ๆ สมองกระจาย และกระสุนนัดนี้ปลิดชีพประธานาธิบดีผู้เป็นที่รักของโลก

พอ ดีในวันนั้น เคนเนดีสวมแถบรัดเอวเพื่อบรรเทาความเจ็บปวดจากโรคทางเดินอาหารและภาวะกระดูก พรุน แถบรัดนี้เองที่ค้ำไม่ให้เขาฟุบคว่ำหน้าเมื่อถูกกระสุนนัดแรก ร่างของเขายังคงตั้งตรงอยู่ และเป็นโอกาสให้กระสุนนัดที่สองสังหารเขาได้

ภรรยาแจ๊กกี้ตกใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในระยะเผาขน ผู้คนร้องลั่น เสียงร้องดังไปทั่วเมืองฟอร์ทเวิร์ธ คณะผู้ใกล้ชิดรีบส่งประธานาธิบดีไปยังโรงพยาบาลดัสลัลให้เร็วที่สุด เพื่อช่วยชีวิต

แต่ มันสายไปเสียแล้ว จอห์น เอฟ เคนเนดี เสียชีวิตในเวลาต่อมา เนื่องจากทนพิษบาดแผนไม่ไหว สมองถูกทำลายเสียหายอย่างรุนแรง ปิดชีวิตประธานาธิบดีที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ ไปตลอดกาล



การจับกุม

ภายในไม่กี่ชั่วโมงหลังจาก จอห์น เอฟ เคนเนดี เสียชีวิต ตำรวจเริ่มสืบสวนหาตัวต้นเหตุการณ์ช็อกโลกทันใด

จากการสืบพยานพบว่ามีคนพบเห็นควันปืนจากหน้าต่างชั้น 6 หน้าต่าง บานขวาสุด ที่โรงเรียนเท็กซัส ตรงข้ามตึกดีลลีย์ พลาซ่า และเมื่อตรวจดูพบอาวุธสังหารที่ทิ้งในที่เกิดเหตุ ที่ทิ้งไว้ในห้องเก็บหนังสือ เป็นปืนไรเฟิลแบบเล็งยิงระยะไกล

ต่อมาอีก 1 ชั่วโมง ตำรวจได้จับชายคนหนึ่งซ่อนตัวในโรงภาพยนต์

ทราบชื่อภายหลังว่า คือนาย ลี ฮาร์วีย์ ออสวาลด์

จับตัวผู้ต้องสงสัยได้รวดเร็วเหลือเชื่อ!


ใครคือ ลี ฮาร์วีย์ ออสวาลด์

ออสวาลด์ เขาเกิดในอเมริกา October 18, 1939 เ


เคย เป็นนาวินโยธิน หลังจากปลดระวางเขาเดินทางไปรัสเซีย ซึ่งในสมัยนั้นรัสเซียยังเป็นฝ่ายคอมมิวนิสต์ ว่ากันว่าเขาไปที่นั้นเพื่อเป็นสายลับ หรือทำงานราชการลับบางอย่าง ต่อมาเขาก็แต่งงานกับสาวชาวรัสเซีย มารนา และมีลูกกับเธอคนหนึ่ง ภายหลังเขากับเธอและลูกย้ายมาอยู่อเมริกา โดยทำเรื่องขอลี้ภัยกับภรรยา

ภรรยา เขามักอ้างว่า เขาเป็นคนพวกหัวรุนแรง เป็นชายวิกลจริต ชอบพูดถึงการเป็นศัตรูกับเคนเนดีเป็นประจำแต่คิดไม่ถึงว่าเขาจะก่อเหตุช็อค โลกถึงเพียงนี้

หลัง จากการจับกุม ออสวาลด์สารภาพว่าสาเหตุที่ฆ่าเคนเนดีเพราะเขาเป็นศัตรูกับกลุ่มคอมมิวนิสต์ ในโซเวียต และกลุ่มของพลเอก ฟิเดล คาสโตร ซึ่งตนเองยอมไม่ได้ในฐานะชาวอ เมริกันที่ฝักไฝ่สัทธิคอมมิวนิสต์

สารภาพง่ายดายเหลือเชื่อ!


หลักฐาน


หลักฐานในการจับกุมลี ฮาร์วีย์ ออสวาลต์ คืออาวุธสังหารที่ทิ้งในที่เกิดเหตุ ที่ทิ้งไว้ในห้องเก็บหนังสือของโรงเรียนเท็กซัส พร้อมกับภาพถ่ายสำคัญ รูปออสวาลด์ ยืนถือปืนไรเฟิล และเอกสารเผยแพร่คอมมิวนิสต์ในมือ ซึ่งไม่น่าเชื่อว่าหลักฐานอันน้อยนิดนี้กลับเพียงพอให้คณะลูกขุนเชื่อว่า ออสวาลต์ ผิดจริงกับการลอบสังหาร จอห์น เอฟ เคนเนดี

หลักฐานแค่นี้น่ะเอาผิด !


ฆ่าปิดปาก

November 24, 1963

ไม่กี่วันหลังจากการจับกุม ออสวาลด์ ก็เกิดเหตุการณ์ช็อกโลกตามมาอีกครั้ง

วันนั้น ตำรวจได้นำออสวาลด์ ออกมาแถลงข่าวต่อหนังสือพิมพ์ ท่ามกลางการคุ้มกันอันแน่นหนาจากเจ้าหน้าที่ตำรวจกว่า 70 คน ที่หน้าสถานีตำรวจดัลลัส ในขณะที่เดินทางไปสาล จู่ก็มีชายอ้วนคนหนึ่งจ่อเป็นไปยังออสวาลด์

ปัง!

ออสวาลด์ ครางเจ็บปวด ส่วนเจ้าหน้าที่คุมกัน งง ไม่ช่วยบังกระสุนให้แก่เขาแต่อย่างไร ทั้ง ๆ ที่รู้อยู่ว่าเขาคือบุคคลสำคัญต่อคดีนี้

15. Maytung (0)

Mail to Maytung


    11-07-2009, 10:42:35   [Edit message]   [ ระวังโจรหลอกขายโปร/สิ่งของ แลกกับเลขบัตรทรูมันนี่ ต้องขอเบอร์บ้านทุกครั้ง! ]
ออสวาลด์เสียชีวิตในวันนั้นเอง


ชาย คนนั้นชื่อ แจ๊ก รูบีย์ อาชีพเจ้าของกิจการคลับแห่งหนึ่ง เขาอ้างว่าที่เขายิง ออสวาลด์ เนื่องจากต้องการกำจัดคนฆ่าประธานาธิบดีที่ตนรัก และเพื่อปกป้องเกียรติของเคนเนดี

ฟัง ดูเป็นเป็นเรื่องเหลวไหลของชายผู้มีสติ เพราะเขาไม่น่ากล้าเสี่ยงขึ้นไปยิงออสวาลด์ท่ามกลางตำรวจคุ้มกันแน่นหนาขนาด นี้ และเมื่อคดีนี้กำลังรวบรวมสำนวน แจ๊ก รูบี ก็ชิงฆ่าตัวตายในคุกอีก

การตัดตอนเสร็จสิ้นสมบูรณ์แล้ว!


โรคประจำตัว

หลังการตายของจอห์นเอฟ เคนนาดีมาการอนุญาตผลการวิเคราะห์ข้อมูลด้านสุขภาพเขาไปเปิดเผยต่อสาธารณชน

สร้างความตกตะลึงไปทั่ว

ความ จริงแล้วเคนเนดีต้องทนทุกข์ทรมานกับโรคภัยไข้เจ็บสมัยก่อนเป็นประธานาธิบดี ซึ่งโรคประจำตัวคือ โรคลำไส้อักเสบ มันทำให้เขาเจ็บปวดและอาเจียนเรื้อรัง เขาต้องกินยา สเตอรอยด์ ตลอด แต่มีผลข้างเคียงคือ การเกิดกระดูกพรุน กระดูกสันหลังอ่อน ต่อมอะดรีนาลเสื่อม และมีการเกิดโรคที่เรียกว่า แอดดิสัน โรคนี้ทำให้ร่างกายไม่อาจผลิตฮอร์โมนที่ควบคุมอวัยวะต่าง ๆ ส่งผลให้เขาเหนื่อยง่าย ภูมิคุ้มกันโรคต่ำ และต้องผ่าตัดบ่อยครั้ง

ปี 1954 เคนเนดีเข้ารับผ่าตัดครั้งใหญ่ แพทย์ได้สอดแผ่นเหล็กเข้ามาหลังของเขา ซึ่งปีถัดไปต้องเอาออกเพราะมันทำให้อักเสบ

ความลับอีกอย่างของเคนเนดีอีกอย่างคือ พ่อของเขาต้องส่งยาแก้อาการเจ็บปวดฉุกเฉินไปให้สถานทูตอเมริกาทุกประเทศที่ลูกตนไปเยือน

ต่อให้เขาไม่ตายด้วยกระสุนเขาก็จะตายด้วยโรคนี้สักวัน

คดีนี้เริ่มกลืนหายไปกับการตายของ ลี ฮาร์วีย์ ออสวาลต์ ผู้คนส่วนใหญ่เริ่มลืมเรื่องช็อกโลกนี้แล้วหลังจากงานศพที่ยิ่งใหญ่ของเคนเนดี

จนกระทั้ง ถึงปัจจุบัน......................................


อัยการ

จู่ ๆ ก็มีคนหนึ่งไม่เชื่อในหลักฐานที่ว่านาย ลี ฮาร์วีย์ ออสวาลต์ คือแพะรับบาปทั้งหมด เขายอมเสี่ยงชีวิตเพื่อสู้กับอำนาจรัฐเพราะเขาเชื่อว่าคดีนี้มีอำนาจและ อิทธิพลแอบแฝงอยู่เบื้องหลัง

อัยการ จิม แกร์ริสัน เป็นคนผู้นั้นที่พยายามสืบค้นและแฉเรื่องราวที่เหลือเชื่อและปริศนานี้ ทั้งการสืบค้นจากแหล่งข่าวต่าง ๆ การดูฟิล์มภาพยนต์อย่างถี่ถ้วน

จากการสืบค้นแผนลอบสังหารในครั้งนี้ จิม แกร์ริสัน ก็ได้พบตัวละครเพิ่มขึ้นในคดีนี้คือ

1. เคลย์ แอล ชอร์ นักธุรกิจที่มีชื่อเสียงในนิว ออร์ลีน และประธานหอการค้าแห่งนิว ออร์ลีน เขาเป็นคนว่าจ้างให้ทนายความให้กับออสวาลด์ หลังถูกจับ

2. เดวิด เฟอร์รี หัวหน้าหน่วยบินของกองทัพอากาศ ซึ่งเป็นอาจารย์ของออสวาลด์เมื่อครั้งเป็นทหารอยู่

3. วิลเลียม กาย บานิสเตอร์ อดีต FBI จัดหาข่าวและหานกต่อทำงานให้กับ FBI ซึ่งว่ากันว่าติดต่อกับออสวาลด์สมัยอยู่โซเวียต

บุคคล ที่ จิย แกร์ริสัน กล่าวอ้างทั้งหมด เชื่อว่ามีส่วนรู้เห็นกับคดีลอบสังหารนี้และพวกเขาอาจรู้ว่าใครอยู่เบื้อง หลังเหตุการณ์ช็อคโลกในครั้งนี้


File attach: lee harvey oswald.jpg (17 KB) ใช้ GetRight หรือโปรแกรมช่วยดาวน์โหลดไม่ได้ครับ)
16. Maytung (0)

Mail to Maytung


    11-07-2009, 10:43:31   [Edit message]   [ ระวังโจรหลอกขายโปร/สิ่งของ แลกกับเลขบัตรทรูมันนี่ ต้องขอเบอร์บ้านทุกครั้ง! ]
จัดฉาก

นอกจากนั้น อัยการ จิม แกร์ริสัน ได้อ้างหลักฐานว่าคดีนี้ไม่ชอบมาพากลที่ได้จากการสืบสวน แต่ล่ะอย่างล้วนน่าสนใจทั้งสิ้น อาทิ

มีความเป็นไปได้ว่าที่จุดสังหาร พลาซ่า กลางเมืองดัลลัสในเวลาเที้ยงวันมีมือปืนมากกว่า 1 คนขึ้นไป เนื่องจากกระสุนที่เข้าเจาะร่างของประธานธิบดีนั้นมาจากทิศทางที่แตกต่างกัน หลักฐานคือกล้องถ่ายยนต์ของ อับราฮัม ซาปรูเดอร์ ที่ เผยภาพสังหารประวัติศาสตร์ตอนกระสุนเจาะร่างประธานาธิบดี เห็นได้ชัดเลยว่ามีกระสุนยิงมาจากทิศทางคนละทิศกันและมีพยานพบว่ามีควันจางๆ ตรงจุด กราสซี นอลล์ เนินดินตรงกันข้างจุดที่ลี ฮาร์วีย์ ออสวาลด์ ดักซุ่มยิง

คำ ให้การของลี ฮาร์วีย์ ออสวาลด์ หลังถูกจับกุม เขาบอกว่า เขาได้สังหารเจ้าหน้าที่คนหนึ่งหลังฆ่าเคนนาดีชื่อ เจ ดี ทิปพิต แต่กลับมีพยานรู้เห็นว่าตำรวจนั้นถูกยิงโดยชายลึกลับที่ตามหลัง ออสวาลด์ แล้วหายลับไป ปล่อยให้ ออสวาลด์ ยืนงงสักพักก่อนที่จะหนีไปอีกคน

พยาน อีกคนหนึ่งเขาเป็นพนักงานรถไฟบอกว่าตรงจุดกราสซี นอลล์ประมาณครึ่งวันก่อนมีกลุ่มคนแปลกหน้า แต่งกายต่างกันเดินเตร็ดเตร่อยู่ตรงแถวๆนั้น และวินาทีสังหารเขาก็เห็นแสงไฟจากตรงนั้นแต่ต่อมาเขากลับไม่ถูกบันทึกคำให้ การหรือเบิกตัวเป็ยพยานในคดีนี้แต่อย่างใด และต่อมาไม่นานนักพยานปากนี้ก็เกิดประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์เสียชีวิตอย่าง ปริศนา

หลักฐานที่ไม่น่าเชื่อถืออีกอย่างก้คือ การระบุกระสุนซึ่งสรุปไปมีแค่ 3 นัดเท่านั้น ที่ตอนแรกว่างเดียวกันคือชั้น 6 อาคาร โรงเรียนเท็กซัส แต่ความจริงแล้วเมื่อปฏิบัติจริง ๆ แล้วทำได้ยากมากเพราะมีต้นไม้บังอยู่บางตำแหน่งที่รถผ่านมา เป็นไปไม่ได้เลยว่าในช่วงไม่กี่วินาทีสังหารเคนนาดีนั้น ออสวาลด์ จะสามารถสับไกแล้วยิงทั้งสิ้น 3 นัด แล้วกระสุนเข้าเป้าทุกนัดราวจับวางได้เช่น

มีพยานอีกกลุ่มหนึ่งคือ กลุ่มนักโทษในเรือนจำของเมืองดัลลัส ที่อยู่เยื่อนกับโรงเรียนเท็กซัส บอกว่าเขาเห็นคนหนึ่งหรือสองคนอยู่ตรงหน้าต่างชั้นล่างของอาคารเดียวกัน และมีควันปืนที่ลอยคลุ้มตรงนั้นในช่วงที่ เคนนาดี ถูกยิงนั้นเอง

ไม่มีการจด วอร์เรน คอมมิชชัน และการชันสูตรพลิกศพ เคนเนดี ทำลวกเกินไป

ฯลฯ



ตัดตอนอีกครั้ง

หลังจาก จิม แกร์ริสัน กำลังรวบรวมหลักฐานเพื่อสั่งฟ้องผู้ต้องสงสัยทั้งสามก็เกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้น

เคลย์ ชอร์ ถูกจับ ตามมาด้วยการฆ่าตัวตายปริศนาของ กาย บานิสเตอร์ และ เดวิด เฟอร์รี ถึงแม้เขาทิ้งจดหมายลาตายเอาไว้แต่ก็น่าสงสัย ว่ามันต้องเป็นการฆ่าปิดปาก

เมื่อจิมนำหลักฐานมาส่งเพื่อลบล้างหลักฐานจอมปลอมของคดีเคนนาดี แต่ศาลก็ตัดสินคดีเช่นเดิม

เคลย์ ชอว์ พ้นผิด

เมื่อ จิมไปแก้สำนวนใหม่ ก็โชคร้ายอีกที่หน่วยงานของรัฐพร้อมใจกันไม่ยอมรับการทำงานของเขา คอยใช้อำนาจขัดขวางงานจนทนายจินต้องอับหนทางในที่สุด จนต้องยุติการสืบสวน

การฆ่าตัดต่อเสร็จสิ้นสมบูรณ์อีกครั้ง!


ใครกันที่อยู่เบื้องหลัง

ถึง แม้ อัยการ จิม แกร์ริสัน จะล้มเลิกการสืบสวนคดีนี้ แต่ก็ทำให้คนทั่วโลกมาสนใจคดีนี้อีกครั้งและต่างเดาไปต่าง ๆ นา ๆ ว่าใครกันที่อยู่เบื้องหลังในคดีนี้

คน ที่อยู่เบื้องหลังจะต้องมีอิทธิพลอำนาจระดับสูง สามารถบิดเบื้อนสาธารณชนได้ และกล้าวางแผนประธานาธิบดีที่ใคร ๆ ต่างรักใคร่อย่างอำมหิต

นี้คือการสันนิษฐานกลุ่มที่อยู่เบื้องหลังคดีนี้

1. CIA หน่วยข่าวกรองของสหรัฐอเมริกา

2. กลุ่มมาฟีย ผู้เสียผลประโยชน์จาการขึ้นนั่งตำแหน่งประธานาธิบดีของ เคนเนดี

3. กลุ่มสายเหยี่ยว หรือหน่วยงานทางทหารที่ขัดแย้งต่อนโยบายที่มีต่อค่อยคอมมิวนิสต์ของ เคนนาดี

4. กลุ่มปฏิปักษ์กับรัฐบาล ของ คาสโตร แห่งคิวบา ที่เรียกกลุ่มนี้ว่า อัลฟา 66 เนื่องจากผลประโยชน์ร่วมบางอย่างกับหน่วยงานที่ทรงอิทธิพลของอเมริกา

5. กลุ่มนักธุรกิจนายทุนในธุรกิจระดับใหญ่ซึ่งมองว่า เคนนาดี ใช้นโยบายที่เป็นปฏิบัติต่อระบบทุนนิยม

6. กลุ่มนักธุรกิจนายทุนนักค้าอาวุธสงครามที่ต้องการห้เกิดสงครามเพื่อขายอาวุธแต่เคนนาดีกลับขัดขวาง

7. ทุก ๆ กลุ่มร่วงลงขันวางแผนร่วมกันในครั้งนี้ทั้งหมด


ส่งท้าย

จน ถึงปัจจุบันคดีนี้ก็ไม่ได้รับการไขปริศนา เนื่องจากเป็นความจริงที่ประชาชนไม่ควรรู้ เพราะถ้าหากรู้ไปแล้วอาจส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงเป็นลูกโซ่ ส่งที่ทำตอนนี้ได้คือ ขุดคุ้ยและรับรู้กันแบบ "เล่ามาเล่าไป รู้แล้วเหยียบไว้"

คดีนี้ก็จบเพียงแค่นี้แหละครับ

17. Maytung (0)

Mail to Maytung


    11-07-2009, 10:46:54   [Edit message]   [ ระวังโจรหลอกขายโปร/สิ่งของ แลกกับเลขบัตรทรูมันนี่ ต้องขอเบอร์บ้านทุกครั้ง! ]
ชื่อจริงของนักสำรวจผู้ยิ่งใหญ่



คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส (อังกฤษ: Christopher Columbus ; อิตาลี: Cristoforo Colombo; สเปน: Cristóbal Colón; โปรตุเกส: Cristóvão Colombo) เกิด ค.ศ. 1451 เสียชีวิตวันที่ 20 พฤษภาคม ค.ศ. 1506 เชื่อว่าน่าจะเป็นชาวเจนัว แต่ก็เป็นไปได้ว่าเขาอาจเกิดที่อื่น ตั้งแต่ จักรวรรดิอาราโกนีส (Aragó ไปจนถึง อาณาจักรกาลีเซีย (Galicia) โคลัมบัสนั้นเป็นนักสำรวจและพ่อค้า เขาได้เดินทางข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกไปถึงทวีปอเมริกา ในวันที่ 12 ตุลาคม ค.ศ. 1492 ภายใต้ธงชาติของสเปน หรือ เป็นตัวแทนของประเทศสเปนนั่นเอง.

โคลัมบัสมีความเชื่อว่าโลกนั้นมีรูปร่างเป็นทรงกลม และเราสามารถไปถึงตะวันออกไกล (Far East) โดย การเดินเรือไปทางทิศตะวันตก ซึ่งความเชื่อนี้เป็นที่ขัดแย้งกับแนวความเชื่อในยุคนั้นว่าโลกนั้นมีรูปทรง แบน. แต่ปัญหาสำคัญที่มีการอภิปรายอย่างกว้างขวาง ก็คือ ความเป็นไปได้ของการเดินทางรอบโลก เนื่องมาจากอุปสรรคเรื่องของอาหาร และข้อจำกัดทางเทคโนโลยีการเดินเรือในสมัยนั้น เช่น การเดินเรือไปติดในบริเวณที่ไม่มีลมพัด. ถึงแม้ว่าโคลัมบัสนั้นไม่ได้เป็นบุคคลแรกที่เดินทางมาถึงอเมริกา แต่ก็เป็นจุดเริ่มของการติดต่ออย่างถาวรระหว่างโลกใหม่ (ฝั่งตะวันตกของมหาสมุทรแอตแลนติก) และ โลกเก่า (ฝั่งตะวันออกของมหาสมุทรแอตแลนติก)

แต่แท้จริงแล้ว นักสำรวจผู้ยิ่งใหญ่ที่เรารู้จักดีนาม คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส มีชื่อจริงชื่อเขาคือ คริสโตบัล โคลอน (Cristobal Colon) ชื่อนี้เป็นชื่อในการเซ็นชื่อทุกครั้ง และไม่เคยใช้ชื่ออื่นนอกจากนี้เลย

File attach: columbus.jpg (12 KB) ใช้ GetRight หรือโปรแกรมช่วยดาวน์โหลดไม่ได้ครับ)
18. Gener@l (0)
Mail to Gener@l


    11-07-2009, 13:51:32   [Edit message]   [ ระวังโจรหลอกขายโปร/สิ่งของ แลกกับเลขบัตรทรูมันนี่ ต้องขอเบอร์บ้านทุกครั้ง! ]
กระทู้มรึงนี่ช่วยให้กุมีความรู้เพิ่มขึ้นเยอะเลยนะเนี่ยโดยเฉพาะ Murphy's Law ทำกุไป search google เจอทฤษฏีทางเศรษฐศาสตร์ที่น่าสนใจอีกบาน
19. Just1000KisseS (0)
Mail to Just1000KisseS


    11-07-2009, 14:35:43   [Edit message]   [ ระวังโจรหลอกขายโปร/สิ่งของ แลกกับเลขบัตรทรูมันนี่ ต้องขอเบอร์บ้านทุกครั้ง! ]
เครดิต dek-d

เห็นมั้ยพวกติ่งหูก็มีสาระนะโว้ย

ปล.พระเอกสินะ

20. noname114 (0)
Mail to noname114


    11-07-2009, 16:00:26   [Edit message]   [ ระวังโจรหลอกขายโปร/สิ่งของ แลกกับเลขบัตรทรูมันนี่ ต้องขอเบอร์บ้านทุกครั้ง! ]
ชอบว่ะได้ความรู้เพิ่ม27.25%เลยว่ะเ!้ยอ่านแล้วก็เพลินดี
21. stdogy (0)
Mail to stdogy


    11-07-2009, 16:03:40   [Edit message]   [ ระวังโจรหลอกขายโปร/สิ่งของ แลกกับเลขบัตรทรูมันนี่ ต้องขอเบอร์บ้านทุกครั้ง! ]
ก๊อปเเปะอิหน้าหรี
22. Maytung (0)

Mail to Maytung


    11-07-2009, 16:22:29   [Edit message]   [ ระวังโจรหลอกขายโปร/สิ่งของ แลกกับเลขบัตรทรูมันนี่ ต้องขอเบอร์บ้านทุกครั้ง! ]
เด็กเขียวจากโลกอื่น?



สองคนจูงมือพากันเดินออกมาจากโพรงในพื้นดิน

ความลึกลับของเด็กสองคนที่มีผิวกายสีเขียว ถูกยึดถือเป็นข้อพิสูจน์เรื่องมิติที่สี่ โดยนักวิจัยทางวิญณาญและภูตผีปีศาจ นิยายปรัมปราก็ดี การถือโชคลางก็ดี และการบิดเบือนความจริงก็ดี อาจจะบดบังความจริงเสีย แต่ข้อเท็จจริงยังคงมีอยู่ เป็นเรื่องที่ไม่สามารถอธิบายได้ ซึ่งอุบัติขึ้นที่เชิงเขาประเทศสเปน วันหนึ่งในค.ศ. 1887

บ่ายวันหนึ่งแห่งเดือนสิงหาคม ค.ศ.1887 เด็กสองคนจูงมือกันเดินออกมาจากถ้ำแห่งหนึ่งที่เชิงผาใกล้หมู่บ้านบานโฮเซ ในประเทศสเปน เข้าไปในนาซึ่งคนงานกำลังเก็บเกี่ยวกันอยู่ เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นราว 90 ปีมาแล้วก็จริง แต่ก็มีผู้ที่มีชีวิตอยู่หลายคนซึ่งยังจำเหตุการณ์นั้นได้ดี ไม่ต้องสงสัยเลย อาจมีการเล่าเกินความจริงไปบ้าง และอาจบิดเบือนความจริงไปบ้างก็ได้ แต่ข้อเท็จจริงอันเป็นมูลฐานของเรื่องนี้ที่รู้สึกว่าไม่สามารถโต้แย้งได้ก็ คือ เด็กสองคนนั้นเดินออกมาจากปากถ้ำอย่างปราศจากอาการหวาดกลัวจริงๆ ทั้งสองคนพูดภาษาที่แปลกและกระท่อนกระแท่น กับทั้งเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มก็ประกอบด้วยวัสดุที่ไม่เคยเห็นมาก่อน

และที่ประหลาดที่สุดก็คือ...ผิวกายเป็นสีเขียวขจี นับเป็นเรื่องประหลาดมหัศจรรย์ ปราศจากเหตุผลแต่ก็ไม่ต้องการคำอธิบาย แม้กระนั้นนักวิจารณ์เกี่ยวแก่ภูตผีปีศาจก็ปักใจเชื่อว่า บางทีอาจจะเป็นเหตุการณ์ที่มีคุณค่าที่สุดเท่าที่พวเขาเคยได้รับเกี่ยวแก่ มิติที่สี่ โลกซึ่งอยู่ใกล้เคียงกับโลกของเรา เป็นแดนสนธยาซึ่งเด็กสองคนนั้นรอดพ้นออกมาได้ จะด้วยวิธีหนึ่งวิธีใดก็ตาม

ทฤษฎีก็คือว่า เด็กสองคนนี้ตกเข้าไปในของเหลวหรือก๊าซในอวกาศ เหมือนดังคนที่ตกลงไปในโพรงน้ำแข็งและไม่สามารถกลับออกมา จึงได้เข้าไปสู่ที่ราบของมิติที่สาม แล้วเลยเข้าไปในมิติที่สี่ และไม่สามารถกลับมาได้

ประหลาดมหัศจจรย์หรือ? อาจเป็นไปได้ แต่ในบรดาทฤษฎีทั้งหมดที่นำมาพิจารณาเกี่ยวแก่การปรากฏตัวของเด็กที่ผิวกาย สีเขียวนี้ ก้เป็นทฤษฎีเดียวเท่านั้นที่พอจะนำมาอธิบายได้เป็นซ้ำสอง

ในไม่ช้า หลังจากปรากฏการณ์นี้ นักบวชรูปหนึ่งเดินทางจากบาร์เซโลนาเพื่อทำการสอบสวน นักบวชรูปนั้นได้เห็นเด็กทั้งสอง และได้ซักถามประจักษ์พยาน และต่อมาก็ได้เขียนรายงานขึ้นไว้ ความว่า

"อาตมาประหลาดใจมากที่มีประจักษ์พยานรู้เรื่องมากมาย จนต้องยอมรับว่าเป็นเรื่องที่ไม่สามารถเข้าใจ และคลี่คลายได้ด้วยอำนาจแห่งสติปัญญา"

พวกชาวนาที่เกี่ยวข้าวกำลังพักผ่อนรับประทานอาหารกลางวันกันอยู่ เมื่อเด็กประหลาดคู่นั้นปรากฏตัวขึ้นที่ปากถ้ำบนเชิงเขา ทั้งสองมีอาการเงอะงะร้องไห้โฮออกมาอย่างเปิดเผย และที่ประหลาดมากก็คือทั้งสองคนมีผิวกายสีเขียวเข้ม

ด้วยความไม่เชื่อ คนทำงานพากันวิ่งกรูเข้าไปหาเด็กสองคนนั้น ฝ่ายเด็กก็ตื่นตกใจและออกวิ่ง ผู้คนเลยแตกตื่นวิ่งไล่ตาม ในที่สุดก็ตามทันและจับตัวไว้ได้นำไปที่หมู่บ้าน

ทั้งสองคนถูกนำตัวไปที่บ้านของริคาร์โด ดา คาลโน ผู้ซึ่งเป็นทั้งนคราภิบาล และเจ้าของที่ดินคนสำคัญของหมู่บ้าน

ดา คาลโนพยายามพูดจากับเด็กคู่นั้น ส่วนตนอื่นๆ โผล่หน้าต่างดู เขาจับมือขวาของเด็กผู้หญิงยกขึ้นดู ปรากฏว่าสีเขียวติดแน่น จึงต้องเป็นส่วนหนึ่งของเนื้อเยื่อของผิวกายอย่างไม่ต้องสงสัย

เด็กคนนั้นดึงมือกลับ แล้วร้องไห้ด้วยความหวาดกลัว เจ้าของบ้านจัดอาหารมาวางลงบนโต๊ะตรงหน้าเด็กทั้งสอง แต่เด็กก็ไม่รับประทาน หยิบขนมปังขึ้นมาถือไว้แล้วหยิบผลไม้ แต่ก็เพียงมองดูด้วยความแปลกใจ ไม่ยอมเอามันเข้าไปใกล้ปาก

ดา คาลโนพยายามสังเกตดูรูปร่างของเด็กทั้งสอง แม้ว่าจะมีรูปร่างเหมือนมนุษย์ธรรมดา แต่ใกล้ไปทางเผ่าพันธุ์นิกรอยด์เล็กน้อย นัยน์ตากลมเหมือนผลมะนาว และลึก

เด็กทั้งสองพักอยู่ในบ้านนั้น 5 วัน ไม่กินอะไรเลยจนสังเกตเห็นได้ว่าอ่อนเพลีย ไม่ทราบว่าอาหารอะไรจึงจะเป็นที่พึงใจเขาทั้งสอง

มีรายงานฉบับหนึ่งกล่าวว่า "ได้มีการนำเอาถั่วที่ตัดหรือเด็ดจากต้นเข้ามาในบ้าน ปรากฏว่าเด็กทั้งสองกรากเข้าหยิบเอาไปฉีกอย่างตะกรุมตะกราม แต่ไม่ยักฉีกที่ฝัก กลับไปฉีกที่ลำต้น คงเข้าใจว่าเม็ดถั่วอยู่ในโพรงลำต้น

"เมื่อไม่พบอะไร เด็กทั้งสองก็ตั้งต้นร้องไห้อีกครั้งแล้วใครคนหนึ่งจึงฉีกฝักถั่วให้ดู เมื่อนั้นแหละ ทั้งสองจึงดีใจมาก และกินถั่วเข้าไปตั้งมากมาย และตั้งนั้นมาก็ไม่ยอมแตะต้องอาหารอื่นใดอีกเลย"


23. Maytung (0)

Mail to Maytung


    11-07-2009, 16:23:31   [Edit message]   [ ระวังโจรหลอกขายโปร/สิ่งของ แลกกับเลขบัตรทรูมันนี่ ต้องขอเบอร์บ้านทุกครั้ง! ]
แต่การอดอาหารมาหลายวันดูเหมือนจะเป็นอันตรายแก่เด็กทั้งสองนั้นอย่างร้าย แรง ทั้งๆที่ได้กินถั่วแล้วเด็กผู้ชายก็อ่อนเพลียลงเรื่อยๆ จนในที่สุดได้ถึงแก่กรรมลง หลังจากมาที่ปรากฏตัวได้ที่นั่นหนึ่งเดือน ศพของเขาก็ได้ถูกฝังไว้ในสุสานของหมู่บ้าน

อย่างไรก็ตามส่วนเด็กหญิงกลับแข็งแรงดี และทำหน้าที่เป็นคนรับใช้อยู่ในบ้านของ ดา คาลโน ผิวกายที่เป็นสีเขียวค่อยๆจางลง และเป็นคนแปลกประหลาดของหมู่บ้านน้อยลง หลังจากนั้น 2-3 เดือนเธอก็พูดภาษาสเปนได้บ้าง จึงสามารถให้ถ้อยคำชี้แจงแก่ดา คาลโนได้ถึงเรื่องราวในการมาของเธอ แต่แม้กระนั้นก็ยังทำให้ความลึกลับที่มีอยู่แล้วกลับมีมากยิ่งขึ้น

เธอบอกว่าเธอมาจากดินแดนแห่งหนึ่งซึ่งมีมีพระอาทิตย์ขึ้น และมีแสงสนธยาอยู่เสมอเป็นนิจ "มีดินแดนที่มีแสงสว่างแลเห็นอยู่ห่างไกลจากเรา แต่ถูกสกัดกั้นโดยธารน้ำที่กว้างมาก" เธอบอก

ต่อคำถามที่ว่าทั้งสองคนมาสู่พิภพของเราได้อย่างไร เธอตอบได้แต่เพียงว่า "มีเสียงหนึ่งดังมากขึ้น และเสียงนั้นเองที่ตรึงจิตใจของเรา เราจึงมาตามเสียงนั้นและได้พบตัวเองมาอยู่ในทุ่งนาที่กำลังมีการเก็บเกี่ยว"

นั่นคือเรื่องราวทั้งหมดที่เธอเล่าให้ฟัง และบางทีเธออาจทราบทั้งหมดเพียงเท่านั้นเอง เด็กผู้หญิงมีวิตอยู่อีกห้าปี แล้วเธอเองก้ตายตามไปอีกคนนึ่ง ศพของเธอถูกฝังไว้เคียงข้างกับศพพี่(หรือน้อง) ชายของเธอ

นับเป็นเรื่องราวที่ประหลาดมหัศจรรย์ มันเป็นเรื่งปรัมปราที่เล่ากันมาในอดีต เป็นเรื่องโกหกหลอกลวงหรือเป็นเรื่องที่เล่ากันให้แปลกและตื้นเต้นสืบต่อกัน มาลายชั่วคนกระนั้นหรือ?

แต่ถึงอย่างไร เอกสารต่างๆ ก็ยังคงมีอยู่พร้อมด้วยถ้อยคำให้การของบรรดาประจักษ์พยาน ที่ได้สาบานตนว่าจะพูดความจริงและล้วนแล้วแต่เป็นผู้ที่ได้สัมผัสเนื้อตัว มนุษย์ประหลาดซึ่งจูงมือกันเดินออกมาจากโพรงในพื้นดินทั้งสิ้น

มีทฤษฏีหลายอย่างที่เกี่ยวแก่เรื่องนี้ อาทิเช่น เด็กนั้นอาจมาจากดาวอังคาร ดวงดาวซึ่งเย็นลงแล้วและที่เชื่อกันว่าพันธุ์ไม้ที่อาจเป็นสีน้ำเงิน หรือสีเขียวขจีเหมือนผิวกายของเด็กทั้งสอง อย่างที่พบในตอนสูงๆของภุเขาแอลป์ส์

แต่ถึงอย่างไรเรื่องนี้ก็ทำให้นักวิทยาศาสตร์ทราบถึงสิ่งมีชีวิตที่ใต้พื้น พิภพว่ามีจริงและเคยโผล่ออกมาให้เห็นจากโพลงลึกลงไปในดินมาแล้ว

24. Maytung (0)

Mail to Maytung


    11-07-2009, 16:25:05   [Edit message]   [ ระวังโจรหลอกขายโปร/สิ่งของ แลกกับเลขบัตรทรูมันนี่ ต้องขอเบอร์บ้านทุกครั้ง! ]
ฮาราคีรี(เรื่องนี้อ่านแล้วเสียว)



ฮาราคีรี....พวกเรารู้จักกันว่าเป็น วิธีการฆ่าตัวตายและวิธีการประหารชีวิต ของคนญี่ปุ่นในอดีต โดยเฉพาะสมัยที่มีซามุไรมากๆ ปัจจุบันนี้การฆ่าตัวตายด้วยวิธีนี้ยังมีอยู่หรือไม่ในสังคมญี่ปุ่น
ก่อนอื่นเรามารู้จักกับคํา ๆ นี้กันก่อนว่ารากศัพท์นี้มันมาจากไหน ฮาราคีรี มาจาก

ฮาระ แปล ว่าท้อง
คิริ แปล ว่าตัด

การประหารชีวิตและการฆ่าตัวตายด้วยวิธีนี้ เขาไม่ได้เอามีดแทงเข้าไปในท้องตัวเองเฉยๆ มันมีวิธีการที่เสียวกว่านั้น

แทงท้องทางด้านซ้าย

รวบรวมพละกําลังที่มีเหลืออยู่ดึงมีดที่ปักอยู่ในท้องไปทางด้านขวา ตัดไส้ตัดพุงให้ขาด(ถ้าทําได้)

ถ้ายังไม่ตายให้ใช้พลังเฮือกสุดท้ายที่อาจจะยังเหลืออยู่ดึงมีดขึ้นข้างบน

แค่นึกภาพก็เสียวแทนแล้ว แต่นี่ยังธรรมดา ถ้าย้อนไปในอดีต สมัยแรกๆที่นํา ฮาราคีรี มาเป็นวิธีการประหารชีวิต สมัยนู้น ฮาราคีรี มีถึง 3 รูปแบบ แบ่งประเภทตามลักษณะของตัวคันจิ เลขหนึ่ง เลขสิบ แล้วก็ เลขสาม คือตัดเป็นรูปตัวอักษรคันจินั่นเอง

一  十  三
หนึ่ง สิบ สาม

แค่แทงเข้าท้องอย่างเดียวก็เสียวแล้ว นี่ต้องลากมีดจากซ้ายไปขวาให้เป็นเลขหนึ่งอีก เลขหนึ่งอาจจะพอลุ้น แต่ถ้าเป็นรูปเลขสิบกับเลขสามนี่ คงต้องแทงท้อง ปักเข้าถอนออกกันหลายเที่ยวทีเดียวกว่าจะตายสมใจ ...ซวบ! เอ้า...ซวบอีกที ยังไม่พอ ขออีกที ซวบ! ฮือ... ขนลุก
จริงๆแล้วในการประหารชีวิตด้วยวิธีนี้ จะมีเพชรฆาตรอตัดหัวอยู่ด้านหลังเพื่อไม่ให้ทรมาน หลายคนบอกว่า มันเป็นเรื่องยากมากที่จะดึงมีดที่อยู่ในท้องขึ้นๆลงๆ เพราะมนุษย์เราคงทนพิษบาดแผลไม่ไหว ถ้าไม่ตายก่อนก็คงไม่มีกําลังเหลือพอที่จะทําเรื่องที่เหนือมนุษย์ ทําได้หรือไม่ได้...ความจริงเป็นอย่างไรไม่อาจทราบได้ แต่ถ้าเป็นจริง ก็ต้องทึ่งกับความเป็นเลือดซามุไรของคนญี่ปุ่นในอดีตจริงๆ

ปี 1868 นาย เอบี มิทฟอร์ด ชาวอังกฤษ ได้เป็นประจักษ์พยานการทำฮาราคีรีเขาบันทึกว่า

"ซามูไรเซนได้นั่งคุกเข่าอยู่บนเสื่อภายในวิหารใหญ่ เมื่อได้เวลาทำการฮาราคีรี เขาหยิบดาบสั้นขึ้นมาจากถาดที่วางอยู่เบื้องหน้าแล้วเพ่งมองดาบเล่มนั้น คล้ายกับจะดูครั้งสุดท้ายว่า ต่อไปเขาจะนำมันติดตัวไปไหนมาไหนได้อีกแล้ว เขานั่งเงียบสงบอยู่ครู่หนึ่งเพื่อรวบรวมสมาธิครั้งสุดท้าย แล้วจึงใช้ดาบสั้นแทงชายโครงทางด้านซ้ายตรงช่วงท้องลึกลงประมาณ 6 นิ้ว จากนั้นก็ลากคมมีดกรีดท้องมาทางชายโครงด้านขวาลงช้า ๆ จนหน้าท้องเปิดเป็นแผลยาวลำไส้ไหลทะลักออกมา แต่เขาก็ยังมิได้หยุดยั้งเพียงแค่นั้น เขาก็ได้มิหยุดยั้งเพียงแค่นั้น เขาดึงดาบสั้นออกมาแทงลงตรงตอนบนของหน้าท้องแล้วค่อย ๆ กรีดลงเบื้องล่างเป็นรูปกากบาท ตลอดเวลาแห่งความเจ็บปวดอย่างแสนสาหัสนั้นเขามิได้แสดงความเจ็บปวดออกมาแม้ แต่น้อย เมื่อดึงดาบสั้นออกมาจากท้องอีกครั้งหนึ่งตัวของเขาเขาเอนไปข้างหน้า ขณะเดียวกัน.ในช่วงนั้นเอง ไคซากุ-นิน(คนลงดาบเพื่อตัดคอ) ที่เฝ้ามองอยู่ตั้งแต่เริ่มต้นทางเบื้องหลังด้านซ้ายของเขาได้ลุกขึ้นจากท่า คุกเข่าเงื้อดาบยาวขาววับขึ้นกลางอากาศ แล้วฟันอย่างรวดเร็วจนศีรษะของเซนขาดหลุดออกจากบ่าทันที"
ในสมัยเอโดะ ก็เปลี่ยนรูปแบบเป็นแค่พิธีการอย่างเดียว คือ คนที่จะถูกประหารชีวิตจะนั่งบนเสื่อตาตามิ ข้างหน้าจะมี มีด หรือไม่ก็ พัด วางอยู่ แต่มีดนั้นก็ไม่ใช่มีดจริง เป็นมีดไม้ พอผู้ที่จะถูกประหารหยิบมีดหรือพัดขึ้นมา เพชรฆาตที่เตรียมตัวอยู่ด้านหลังก็ลงมีด ตัดหัวทันที คือ ฮาราคีรีในสมัยหลังๆเป็นเพียงแค่พิธีการเท่านั้น จริงๆแล้วก็คือการตัดหัวประหารชีวิตเหมือนบ้านเรานั่นเอง

ปัจจุบันนี้ การฆ่าตัวตายของคนญี่ปุ่น ส่วนมากจะนิยมแขวนคอกันซะมากกว่า พูดว่านิยมคงไม่ดีเท่าไหร่คงต้องบอกว่าเป็นสถิติ เดี๋ยวนี้คนที่อยากตายจะไม่ทําอะไรที่มันหวาดเสียวเหมือนแต่ก่อน แต่...เมื่อหลายปีที่แล้วช่วงที่เศรษฐกิจญี่ปุ่นอยู่ในช่วงทรุดหนัก พนักงานที่มีอายุในหลายๆบริษัทถูกบังคับให้ลาออก....แล้วก็มีคดีที่น่าหวาด เสียวเกิดขึ้น
พนักงานคนหนึ่งของบริษัทแห่งหนึ่ง ทําฮาราคีรี แทงท้องตัวเองต่อหน้าผู้จัดการ คําพูดที่พนักงานคนนั้นทิ้งเอาไว้คือ....

ผมอุทิศทั้งกายและใจเพื่อบริษัทมาตลอด ทําไมต้องทํากับผมแบบนี้

http://hokutoda.com/society/harakiri.html



เรื่องที่ 10 กฎประหลาด Murphy's Law กับธุรกิจ

ซึ่งมีประโยคง่ายๆ ว่า "If anything can go wrong, it will." ซึ่งแปลความหมายเป็นไทยก็คือ ไม่ว่าเราจะทำอะไรก็แล้วแต่ ถ้าหากเราปล่อยให้มีโอกาสที่จะเกิดความผิดพลาดขึ้นได้ รับรองได้ว่าความผิดพลาดเกิดขึ้นแน่นอน ซึ่งมีหลายคนพยายามค้นหาว่ากฎนี้มีที่มาจากผู้ใด จนพบว่าแหล่งที่น่าเชื่อถือมากที่สุดน่าจะมาจาก กับตัน Edward Murphy JR ซึ่งเป็นวิศวกรอยู่ที่ฐานทัพทหารอากาศ Muroc ในสหรัฐอเมริกา เมื่อปี 1949

ได้ทดลองเกี่ยวกับความอดทนของมนุษย์ที่มีต่อแรงโน้มถ่วงของโลก ซึ่งทำการทดลองโดยมัดคนติดกับยานยนต์ที่เคลื่อนที่เหมือนจรวด และให้หยุดอย่างเร็ว แต่การทดลองมักจะเกิดความผิดพลาด

25. Maytung (0)

Mail to Maytung


    11-07-2009, 16:31:36   [Edit message]   [ ระวังโจรหลอกขายโปร/สิ่งของ แลกกับเลขบัตรทรูมันนี่ ต้องขอเบอร์บ้านทุกครั้ง! ]
โรคฮิคิโคโมริ โรคสุดฮิตของญี่ปุ่น

โรคฮิคิโคโมริ หมายถึงเด็กที่แยกตัวออกจากสังคม เก็บตัวอยู่เฉพาะในห้องส่วนตัว หรือในบ้านเป็นแรมเดือนหรือหลายปี
จิตแพทย์และนักจิตวิทยาญี่ปุ่นจำนวนหนึ่งให้ความเห็นว่า ฮิคิโคโมริเกิดขึ้นได้เฉพาะในประเทศญี่ปุ่น เป็นปรากฏการณ์ทางสังคม และมิใช่โรค โดยเฉพาะอย่างยิ่งมิใช่โรคทางจิตเวช
หากฮิคิโคโมริเกิดขึ้นได้เฉพาะในประเทศญี่ปุ่น ก็จะมีคำถามตามมาว่าญี่ปุ่นมีอะไรที่ชาติอื่นไม่มี
คำตอบคือ ญี่ปุ่นมีระบบการศึกษาที่เคี่ยวเข็ญเด็กอย่างเอาเป็นเอาตาย อย่างที่เราทราบกันว่าการแข่งขันของเด็กญี่ปุ่นเริ่มตั้งแต่ชั้นอนุบาล ญี่ปุ่นมีระบบการจ้างงานตลอดชีวิต มีวัฒนธรรมการทำงานที่เรียกร้องให้คนทำงานหนักกว่า และหนักที่สุด ญี่ปุ่นมีเทคโนโลยีการสื่อสารเลิศที่สุดในโลกที่สำคัญคือญี่ปุ่นผ่านความบอบ ช้ำอย่างรุนแรงหลังสงครามโลกครั้งที่๒
ทั้งสงครามโลกครั้งที่ ๒ ระบบการศึกษาแบบญี่ปุ่น และวัฒนธรรมการทำงานแบบญี่ปุ่น เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นและมีอยู่ในสังคมญี่ปุ่นมานานครึ่งศตวรรษแล้ว ซึ่งนักสังคมวิทยาเชื่อว่าทั้งหมดนี้เป็นการบ่มเพาะปรากฏการณ์ฮิคิโคโมริที่ สำคัญก่อนที่จะถูกกระตุ้นให้แสดงออกอย่างชัดเจนด้วยเทคโนโลยีการสื่อสารใน ช่วง๑๐ปีหลัง
เหล่านี้คือสิ่งที่ชาติอื่นไม่มีและแม้ว่าระบบการศึกษาและวัฒนธรรมการทำงาน อาจเป็นเรื่องที่เลียนแบบกันได้แต่ประวัติศาสตร์สงครามโลกครั้งที่๒แบบที่ ญี่ปุ่นเผชิญเป็นเรื่องพิเศษเฉพาะตัว
ครอบครัวของเด็กที่มีอาการฮิคิโคโมริมักจะอับอายที่มีเด็กเช่นนี้อยู่ในบ้าน เมื่ออับอายก็ซ่อน เมื่อซ่อนก็เท่ากับหมักหมมปัญหา ทำให้อาการของเด็กรุนแรงมากขึ้นและยากต่อการเข้าช่วยเหลือ ยิ่งไปกว่านั้นนักจิตวิทยาจำนวนหนึ่งยังเชื่อว่า สาเหตุไม่ใช่เพียงเพราะครอบครัวอับอาย แต่ที่แท้แล้วเด็กฮิคิโคโมริเกิดขึ้นได้ก็เพราะครอบครัวของเด็กเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งคุณแม่ สนับสนุนให้เป็นเช่นนั้น อย่างน้อยก็ในตอนเริ่มต้น คุณแม่จำนวนมากเริ่มต้นเรื่องนี้เพราะต้องการปกป้องลูกของตนจากการถูกรังแก ที่โรงเรียน ทั้งยังเห็นว่าการที่ลูกขังตัวเองอยู่ในห้องในบ้านในสายตาก็ยังดีกว่าหายตัว ไปข้างนอก
ปัจจัยสำคัญอีกข้อที่ไม่ควรมองข้ามก็คือ โลกปัจจุบันรวมทั้งสังคมญี่ปุ่น ไม่เว้นแม้แต่ สังคมไทย มาถึงจุดที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกให้คนคนหนึ่งสามารถขังตัวเองได้อย่าง สมบูรณ์



เด็กที่มีอาการฮิคิโคโมริมักเป็นเด็กผู้ชายและมักเป็นลูกคนโต เด็กเหล่านี้จะไม่ไปโรงเรียน ใช้ชีวิตในห้องส่วนตัวตลอดเวลา ส่วนใหญ่จะนอนตอนกลางวันและตื่นตอนกลางคืน อาจจะออกจากห้องไปที่ครัวในกลางดึกบ้างเพื่อหาอาหารกิน หรือมีบ้างที่จะออกจากบ้านกลางดึกเพื่อไปซื้อเสบียงจากร้านสะดวกซื้อที่เปิด ตลอด ๒๔ ชั่วโมง กิจกรรมที่พวกเขาทำขณะตื่นกลางดึกนั้นคือดูทีวีไปเรื่อยๆ เซิร์ฟไปตามเน็ต เล่นเกม และอ่านการ์ตูน

นอกจากนี้ เค้ายังพูดถึงกลุ่มคนที่มีลักษณะคล้ายคลึงกับฮิคิโคโมริ นั่นคือ "โอตากุ"
หลายคนรู้จักคำโอตากุในความหมายของคนที่หลงใหลในการ์ตูน,เกมคอมพิวเตอร์, แฟชั่น ฯลฯ แต่ในที่นี้เค้าพยายามโยงให้เห็นว่า โอตากุถึงแม้จะมีความสนใจเฉพาะด้านแบบหยั่งลึก จนคนที่ไม่เข้าใจอาจจะไม่คบด้วย (เพราะเธอมันหมกมุ่นเหลือเกิน) แต่เหล่าโอตากุยังมีการปฏิสัมพันธ์กับคนที่คลั่งไคล้ในสิ่งที่ชอบเหมือนกัน ในขณะที่ฮิคิโคโมริจะเป็นพวกจงใจตัดตัวเองจากสังคมอย่างแท้จริง เค้ามีตัวอย่างว่า บางคนอยู่ในห้องนานถึง 6 ปี 15 ปี ก็มี



แล้วคุณล่ะเป็น ฮิคิโคโมริหรือเปล่า !?

26. Maytung (0)

Mail to Maytung


    11-07-2009, 16:34:10   [Edit message]   [ ระวังโจรหลอกขายโปร/สิ่งของ แลกกับเลขบัตรทรูมันนี่ ต้องขอเบอร์บ้านทุกครั้ง! ]
โมเสสในคัมภีร์ไบเบิลคือใครกันแน่

....สำหรับผู้อ่านที่ไม่ได้นับถือศาสนา คริสต์ อาจจะไม่ค่อยคุ้นชื่อ โมเสส แต่ถ้าบอกว่า เป็นคน ๆ เดี่ยวกับ ตัวละครในเรื่อง The Prince of Egypt หลายคนคงร้องอ๋อ กับความที่ท่านสามารถ แหวกทะเลแดง ให้ชาว ฮีบรูหนีพ้นการไล่ล่าของกองทัพอียิปต์ จากหนังเรื่องนี้ได้ เหตุการณ์น่าอัศจรรย์ใจเหล่านี้อาจอุบัติขึ้นตามธรรมชาติ แต่ชาวฮีบรูมักตีความให้สัมพันธ์กับพระผู้เป็นเจ้า เสมอ โมเสสจึงมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อการสร้างชาติของชนอิสราเอล เพราะได้รับเทวโองการให้เป็นผู้นำประชากรของ พระองค์นับล้านชีวิต (เพศชาย 6 แสนคน) อพยพออกจาก อียิปต์ (EXODUS) หลังจากตั้งรกรากอยู่กินมานานถึง 430 ปี เพื่อไป สร้างบ้านเมืองของตนเองในดินแดนแห่งพันธสัญญา (The Promised Land) หรือคานาอัน ที่ปัจจุบันคือ ประเทศอิสราเอล ปาเลสไตน์ และ เลบานอน ผืนแผ่นดินที่อุดมสมบูรณ์ด้วยน้ำนมและน้ำผึ้ง ซึ่งพระเจ้าเตรียมไว้ให้ลูกหลานของพระองค์โดยเฉพาะ นั้นคือภารกินอันใหญ่หลวง เพราะเป็นการเดินทางจากความเป็นทาสสู่ความเป็นไท จากความตายสู่ความมีชีวิตของชาวฮีบรู ซึ่ง ต่อไปจะเป็นคนแปลกหน้าในดินแดนแปลกถิ่นหรือคานาอันนั่นเอง

.....พระคัมภีร์เล่าเรื่องของโมเสสยาวเหยียดจุใจในพระธรรม 4 เล่ม ตั้งแต่แรกเกิดในครอบครัวยิวผู้ยากไร้แห่งนครโกเชน จะกระทั่งสิ้นลมหายใจสุดท้ายเมื่ออายุ 120 ปี ศพฝั่งอยู่ที่ยอดเขาพิสกาห์ในเทือกเขาเนโบตรงข้ามกับนครเจริโค ซึ่งทุกวันนี้ยัง ค้นหาศพของท่านไม่พบ เขาได้รับการยกย่องให้เป็น มหาประกาศ (Prophet ผู้ประกาศ สาสน์ของพระเจ้า เกี่ยวกับเรื่องในอดีต ปัจจุบัน อนาคต) ดังปรากฎในเฉลยพระธรรมบัญญัติ 35 : 10 ว่า "ตั้งแต่วันนั้นมาก็ไม่มีผู้เผยพระวจนะคนใดเกิดขึ้นในอิสราเอล เสมอโมเสส ผู้ซึ่งพระเจ้าทรงรู้จักหน้าต่อหน้า "

.....แต่นับเป็นเรื่องชวนฉงนอย่างยิ่งครับ.....ในขณะที่ปัจจุบันกลุ่มนัก โบราณคดีที่สนใจขุดคุยเรื่องราวตามพระคัมภีร์โดยเฉพาะ (Biblical Archaeologist ) ต่างยอมรับกันแล้วว่า ไบเบิลเป็นเอกสารทางประวัติศาสตร์ชั้นดี เพราะพบหลักฐานเก่าแก่มากมาย ตางตามนั้น อีกทั้งเรื่องของโมเสสมีรายละเอียดครบถ้วนทุกแง่มุม ยกเว้นเพียงห้วงเวลาเอ็กโซดัส หรือการเอ่ยถึงพระนามฟาโรห์ ทว่า หลักฐานทางฝ่ายอียิปต์กลับไม่เคยเอ่ยชื่อโมเสสเลย แม้จะเชื่อว่า เขาถูกเลี้ยงดูประดุจเจ้าชายไอยคุปต์ก็ตาม จนดูเสมือน หนึ่งว่าเขาไม่น่าจะมีตัวตนจริง ๆ กระมัง

.....โมเสสเป็นใครกันแน่ หรือชาวอียิปต์เรียกเขาด้วยชื่ออื่น เฉกเช่นกรีกเรียกปฐมฟาโรห์นาร์เมอร์ว่า มีนิส เรียกฟาโรห์คูฟู ผู้ สร้างมหาปีระมิดว่า คีออปส์ หรือเรียกฟาโรห์เมนคาเร ผู้สร้างปีระมิดองค์ที่ ว่า ไมซีรีนุส ซึ่งเสียงเพี้ยนไปจากเดิมมาก จนไม่บอก จะเดาไม่ถูกเด็ดขาด แรกเริ่มเดินที ชาวไอยคุปต์เรียกคนชาติอื่นผู้ไม่มีอาณาจักรเป็นของตนเองต้องมาพึ่งใบบุญ อียิปต์ รวมถึง ทาสและเฉลยศึกที่ไม่มีทรัพย์สินเงินทองว่า อะปิรู (APIRU) คำคำนี้บางแห่งคัดลอกผิดเป็น HAPIRU หรือ HABIRU จนในที่ สุดเพี้ยนมาเป็นคำว่า ฮีบรู (HEBREW) ซึ่งต่างกับคำว่ายิว (JEW) มาจาก YEHUDI ภาษาฮีบรูแท้ ๆ หมายถึงคนของตระผมล จูดาห์ (โรมัน เรียก จูเดีย สถานที่ตั้งกรุงเยรูซาเล็ม) ชื่อบุตรชาย 1 ใน 12 คนของยาโคบ(อิสราเอล) ที่กลายเป็นอีกอาณาจักรแยก ออกจากอิสราเอลเมื่อกษัตริย์โซโลมอนสิ้นพระชนม์ไปแล้ว เรื่องของชนชาวฮีบรูมีปรากฎหลักฐานทางฝ่ายอียิปต์เพียงแห่งเดียว ที่เดียวและบรรทัดเดียวในบทโศลกบนแผ่นศิลาจารึกชื่อ ISRAEL STELA (ขุดพบปี 1895 ที่เมืองลักซอร์) ของฟาโรห์ เมเรนปทาห์ (ปี 1224 - 1214 ก่อนคริสตศักราช) ว่า ISRAEL IS LAID WASTE, HIS SEED IS NOT ซึ่งไม่สามารถสื่อ ถึงอะไรได้ นอกจากชาวอิสราเอลเคยอาศัยอยู่ในอียิปต์จริง ส่วนพระคัมภีร์เล่าว่าชาวฮีบรู เดิมเร่ร่อนอยู่ในปาเลสไตน์ แล้วอพยพ หนีความแห้งแล้วอดอยากไปตั้งรกรากใหม่ทางดินดอนสามเหลียมปากแม่น้ำไนล์ฟาก ตะวันออกชื่อว่าแผ่นดินโกเชน เมื่ออยู่ติดต่อ กันนานหลายชั่วอายุคนก็ออกลูกแตกหลานเต็มบ้านล้นเมื่อง จนฟาโรห์เกรงจะเป็นภัยต่อความมั่นคง หากไม่สามารถจำกัดจำนวน อย่างใกล้ชิด ชาวฮีบรูจึงถูกลดสถานะลงเป็นทาสเรียกว่า อะบิรู ทำหน้าที่ผลิตก้อนอิฐผสมฟางแห้ง แต่จำนวนทาสหาได้ลดน้อยลง ไม่ ฟาโรห์จึงมีราชองการให้กำจัดทารกฮิบรูเพศชายที่เกิดใหม่ทุกคนด้วยการโยนลง แม่น้ำไนล์เป็นอาหารของจระเข้และ ฮิปโปโปเตมัส มหาประกาศเกิดในช่วงนี้เองตรงกับปี 1527 ก่อน ค.ศ. แม่ของเขาแอบฟูมฟักจนอายุ 3 เดือนก็จำใจต้องเอา ทารกน้อยใส่ตระกร้าลอยน้ำไปตายเอาดาบหน้า ความที่เป็นเด็กบุญญาธิการสูง ธิดาฟาโรห์จึงเป็นผู้พบตระกร้าและนำเด็กไปเลี้ยง ดูในวังตั้งชื่อให้ว่า โมเสส พระคัมภีร์ระบุว่าเป็นภาษาฮีบรูหมายถึง "ฉุดขึ้นมา " เพราะพระนางฉุดเขาขึ้นจากตระกร้าในน้ำ...แต่ เป็นได้หรือที่เจ้าหญิงไอยคุปต์ตั้งชื่อบุตรบุญธรรมของตนด้วยภาษาฮีบรูจากคำ ว่า MOSHE (MSHA แปลว่า "ฉุด" และ MOSHUI แปลว่า "ผู้ถูกฉุดขึ้นมา") ดังนั้นโมเสสน่าจะเป็นภาษาอิยิปต์มากกว่า โดย MOSE หมายถึง "ลูกชาย" ตรงกับภาษากรีกว่า Mosis เหมือนกับชื่อฟาโรห์ Thutmose แปลว่า โอรสแห่งเทพเจ้าธอธ์ นั่นเอง...

27. ศจ.ดร.พล.อ.อบต.รปภ.ผบDogSlayer (0)

Mail to ศจ.ดร.พล.อ.อบต.รปภ.ผบDogSlayer


    11-07-2009, 16:35:55   [Edit message]   [ ระวังโจรหลอกขายโปร/สิ่งของ แลกกับเลขบัตรทรูมันนี่ ต้องขอเบอร์บ้านทุกครั้ง! ]
ก็อบแปะมาทั้งดุ้นเลย

ปล.ไม่มีคนอ่านเชื่อกุสิขนาดคนก๊อปยังไม่อ่านเลยเ!้ย

28. Maytung (0)

Mail to Maytung


    11-07-2009, 16:36:01   [Edit message]   [ ระวังโจรหลอกขายโปร/สิ่งของ แลกกับเลขบัตรทรูมันนี่ ต้องขอเบอร์บ้านทุกครั้ง! ]
เนื่องจากพระคัมภีร์ไม่ได้ระบุห้วงเวลาเอ็กโซดัสเอา ไว้ นักไบเบิ้ลวิทยาต้องค้นหาหลักฐานกันเอง แต่ไหนแต่ไรมาสันนิษฐาน ว่าเกิดขึ้นช่วงต้นศตวรรษที่ 13 ก่อนคริสต์กาลตรงรัชสมัยจอมฟาโรห์รามิเซสที่ 2 (ปี 1290-1224 ก่อน ค.ศ.) แม้แต่หนังเรื่อง บัญญัติ 10 ประการที่มีการค้นคว้าข้อมูลอย่างดีเยี่ยมก็ยังเชื่อเช่นนั้น เพราะหลักฐานต่าง ๆ เริ่มปรากฎเมื่อนักวิชาการหนุ่มชาว ฝรั่งเศสชื่อ ฌัง ฟรังซัว ฌองโปลียอง อ่านอักษรภาพเฮียโรกลิฟฟิกออกในปี 1822 และพบพระนามฟาโรห์รามิเซสจารึกอยู่ทั่วไป หมด ทรงสร้างเมืองและมหาวิหารใหญ่โตมโหฬารมากมายหลายแห่งรวมทั้งราชธานีใหม่ชื่อ ไพ รามิเซ (Pi-Ramesse แปลว่า ทรัพย์สินขององค์รามิเซส) นักโบราณคดียุคนั้นตื่นตะลึงความยิ่งใหญ่ของพระองค์มาก จึงยกย่องให้เป็นมหาราช ต่อมาเมื่อเห็น ข้อความในพระคัมภีร์ว่าฟาโรห์ทรงใช้ทาสชาวฮีบรู สร้างนครไพธอม (PITHOM) และรามเซส (RAAMESE) ก็เลยเหมาว่าคือ ฟาโรห์รามิเซส จนกระทั่ง ดอกเตอร์มันเฟรด เบียแท็ก แห่งมหาวิทยาลัยเวียนนา ผู้มีประสบการณ์ด้านอียิปต์ศาสตร์นานมากกว่า 30 ปีได้ขุดเจอซากนครไพราแมสเซที่เมืองเทล เอลดาบา ห่างจากกรุงไคโรไปทางตะวันออกเฉียงเหนือ 100 กม.เขาพบหลัก ฐานว่าเป็นนครเดียวกับอวารีส ราชธานีเก่าแก่ตั้งแต่ครั้งฟาโรห์เป็นไท้ต่าวดาวท้าวต่างแดนชาวฮิกซอส (HYKSOS ภาษากรีก แปลว่าเจ้าชายทะเลทราย) ชนเผ่านักรบเร่ร่อนจากซีเรียตอนใต้ซึ่งเคยปกครองไอยคุปต์ตอนเหนืออยู่นาน 155 ปีนับจากปี 1730 ก่อน ค.ศ. เป็นต้นมา ราชธานีแห่งนี้มีมาก่อนฟาโรห์รามิเซสร่วม ๆ 500 ปี พระองค์เป็นเพียงผู้บูรณะใหม่อีกครั้งหนึ่ง...เอ็กโซดัสจึงมีความเป็นไปได้ ที่เกิดก่อนยุครามิเซส เมื่อบวกกับหลักฐานในพระคัมภีร์ ระบุว่าชาวฮีบรูอพยพออกจากอียิปต์เป็นเวลา 480 ปีก่อนกษัตริย์โซโลมอน ทรงสร้างมหาวิหารแห่งแรกที่กรุงเยรูซาแลม ในปี 967 ก่อน ค.ศ. (967 + 480) หรือรัชสมัยของฟาโรห์ดูดิโมส (DUDIMOSE) แห่งราชวงศ์ที่ 13 และหากโมเสสเกิดปี 1527 ก่อน ค.ศ. จริงจะมีอายุ 80 ปี สอดคล้องกับวัยที่ระบุในพระคัมภีร์พอดี ....เหตุผลสนับสนุนอีกข้อหนึ่งคือ ชาวฮีบรูเริ่มอพยพหนี้ภัย แล้งจากปาเลสไตน์สู่แผ่นดินโกเชนของอียิปต์ในรัชสมัยฟาโรห์เซนโวสเร็ตที่ 3 ซึ่งปกครองอียิปต์ระหว่างปี 1878 - 1843 ก่อน ค.ศ. และอยู่ฝังรกรานนานถึง 430 ปี ก่อนจะอพยพตามโมเสสสู่ดินแดนแห่งพันธสัญญา นั่นก็คือช่วงแห่งเอ็กโซดัสอยู่ระหว่าง ปี 1448 - 1413 ก่อน ค.ศ. อีกนั้นแหละ

.....ข้อมูลใหม่ข้างต้น นักไบเบิลวิทยาพยายามหาหลักฐานสนับสนุนว่าเอ็กโซดัสเกิดขึ้นกลางศตวรรษที่ 15 ก่อนคริสต์กาล ก็เพื่อโยงปรากฎการ์ณมหัศจรรย์ทั้งหลายแหล่ ไม่ว่าจะเป็น การแหวกทะเลแดง หรือ ภัยพิบัติ 10 ประการที่โมเสส แสดงอิทธิฤทธิ์ บีบ ฟาโรห์ให้ยอมปล่อยทาสฮีบรูเป็นอิสระ ล้วนเป็นสิ่งอุบัติขึ้นตามธรรมชาติทั้งสิ้น โดยเป็นผลมาจากภูเขาไฟ เทรา ระเบิดครั้งใหญ่ในช่วงนั้น ภูเขาไฟเทราตั้งอยู่ทางซีกตะวันออก ของทะเลเมดิเตอเรเนียน ห่างจากชายฝั่งอียิปต์ 800 กม. ทัขนาดใหญ่กว่าภูเขาไฟกรากะตั้วในหมู่เกาะชวา 6 เท่า เพียงแค่การกะตั้วระเบิด เมื่อปี 1886 เถ้าถ่านก็คลุ้งกระจายลงเรือเดิน สมุทรที่อยู่ไกลถึง 3,000 กม. ส่วนเสียงระเบิดดังสนั่นหวันไหวได้ยินไปถึงทวีปออสเตรเลียตอนเหนือที่อยู่ ห่าง 4,800 กม. ในสงครามโลกครั้งที่ 2 ระเบิดปรมาณูถล่มเมืองนางาซากิของญี่ปุ่นมีอำนาจทำลายล้างสูงเพียง 20 กิโลตัน แต่แรงระเบิดของภู เขาเทรา มีอานุภาพร้ายแรงขนาด 6 ล้านกิโลตัน มากกว่ากันเท่าไหรก็คำนวณดูเองนะครับ ..แล้วยังงี้จะไม่ให้ส่งผลกระทบถูก อียิปต์ได้ยังไหว !



.....ทุกวันนี้ ใครคือ โมเสส ยังคงเป็นปริศนาดำมืดที่นักไบเบิลวิทยาคิดไม่ออก ขบไม่แตก เพราะขาดหลักฐานสนับสนุนจากแหล่ง อื่นว่า เขาเป็นบุคคลในประวัติศาสตร์ มีตัวตนจริง สิ่งที่ทำได้ก็เพียงแต่สันนิษฐานไปตามข้อมูลใหม่ที่ได้เพิ่มขึ้นในแต่ละ ครั้ง ซึ่งนำไปสู่ข้อสรุปไม่ตรงกันเสียเป็นส่วนมาก เมื่อกว่าครึ่งศตวรรษมาแล้ว ซิกมันด์ ฟรอยด์ นักจิตวิทยาคนสำคัญของโลก ชี้ว่า โมเสสคือผู้อยู่เบื้องหลัง ฟาโรห์อัคเคนาเตน ในการปฏิวัติศาสนาอียิปต์จากการเคารพเทพเจ้าหลายองค์ลงเหลือสุริยเทพอาเตน เพียงองค์เดียว คล้ายกับบัญญัติข้อแรกของชาวฮีบรู "จงอย่ามีพระเจ้าอื่นใดนอกจากเรา" ฟรอยด์วิเคราะห์ว่า ADONAI ซึ่งชาว ฮีบรูใช้เรียกขานพระเจ้าของตนนั้น เมื่อเขียนเป็นภาษาอียิปต์จะตรงกับคำว่า อาเตนนั่นเอง อีกครึ้งศตวรรษต่อมา นักประวัติศาสตร์ ขาวอียิปต์ชื่อ อาเหม็ด ออสมาน นายคนนี้ไม่อ้อมค้อมแบบฟรอยด์ดอกครับ เขาฟันธงไปเลยว่าโมเสส กับ ฟาโรห์อัคเคนาเตนคือคนคนเดียวกัน พร้อมทั้งเหตุผลสนับสนุนมากมาย แต่นักไบเบิ้ลวิทยากลับเชื่อหลักฐานในรัชสมัยฟาโรห์ อเมนโฮเท็ปที่ 3 ว่า พระองค์ทรงมีรัชทายาท 2 พระองค์ อัคเคนาเตนคือโอรสแท้ดังปรากฏบนเหยือกสุราประจำพระองค์ จารึกไว้ ว่า "โอรสองค์จริงแห่งฟาโรห์" และได้ขึ้นครองราชย์ต่อมา ส่วนอีกองค์หนึ่งคือเจ้าชายหนุ่มโมซิส (คนละองค์กับฟาโรห์พระนามนี้) เรื่องราวของเขาหายขาดตอนไปก่อนอัคเคนาเตนขึ้นเป็นฟาโรห์ไม่นาน ทิ้งสุสานที่สร้างเตรียมไว้ในบริเวญหุบผากษัตริย์ให้ร้าว ว่างเปล่าปราศจากมัมมี่ของพระองค์ ถ้าหากเจ้าชายองค์นี้เลิกนับถือเทพเจ้าอียิปต์และตัดชื่อ THUT (เทพเจ้าธอธ์) ออก เขาก็ จะชื่อโมซิสหรือ โมเสส...


.....การค้นหาเรื่องราวเกี่ยวกับมหาประกาศผู้นี้จึงไม่ต่างกับหนังชุดทาง โทรทัศน์ซึ่งตอนใหม่มักจะสนุกกว่าตื่นเต้นกว่าตอนทีผ่าน ๆ มาเสมอ ยิ่งขุดค้นก็ยิ่งเจอหลักฐานเพิ่มขึ้นตลอดเวลา....สักวันหนึ่งข้างหน้าปริศนา ที่ว่า ใครคือโมเสสคงได้คำตอบที่ชัดเจนกว่า นี้อย่างแน่นอนครับ.....................

29. Maytung (0)

Mail to Maytung


    11-07-2009, 16:40:36   [Edit message]   [ ระวังโจรหลอกขายโปร/สิ่งของ แลกกับเลขบัตรทรูมันนี่ ต้องขอเบอร์บ้านทุกครั้ง! ]
เอ็กซอร์ซิสม์เข้าครับ

เรื่องราวเกี่ยวกับผีหรือวิญญาณของผู้ที่สิ้นชีพไปแล้ว แต่หวนกลับมาหลอกหลอน หรือสิงสู่อยู่ในร่างกายมนุษย์นั้นมีปรากฏ อยู่ในทุกเชื้อชาติศาสนา ซึ่งแต่ละชาติก็จะมี "หมอผี" หรือผู้ทรงวิชาอาคม มาขับไล่วิญญาณร้าย เหล่านั้นให้ออกจากร่างของผู้เคราะห์ร้ายด้วยวิธีต่างๆ กัน เช่น เมืองไทยเราเมื่อ "แม่นาคพระโขนง" มาอาละวาด ก็มีผู้ทรงศีลมา "จับ" วิญญาณใส่ในหม้อ หรือที่พบกันบ่อยครั้งก็คือ มี "ผีปอบ" มาสิงสู่ ก็ต้องเสกน้ำมนต์ รดราด เสกข้าวสารซัดสาด หรือแม้ กระทั่งใช้วิธีรุนแรงด้วยการเฆี่ยนตีขับไล่ ให้ผีหนีกระเจิดกระเจิงไป

กรรมวิธีไล่ผีนั้นภาษาอังกฤษเรียกว่า เอ็กซอร์ซิสม์ (exorcism) ซึ่งครั้งนี้เราจะนำเอาวิธีการไล่ผีของดินแดนต่างๆ มาเล่าสู่กันฟัง

เริ่มจากเอเชียใกล้ๆ บ้านเราก่อนที่ทิเบต ซึ่งนับถือพระพุทธศาสนาอย่างเคร่งครัดนั้น มีพิธีกรรมหนึ่งเรียกว่า "เชธุร" ซึ่งใช้สำหรับการขับไล่เจตภูตโดยเฉพาะ ดังเช่นภาพประกอบที่นำมาลงไว้ เป็นพิธี กรรมที่ทำขึ้นใน พ.ศ.2524 ที่ธรรมศาลา ประเทศอินเดีย (เนื่องจากพระทิเบตได้ ลี้ภัยจากดินแดนจีนตั้งแต่ พ.ศ. 2493) สาเหตุคือ ครูผู้สอนเด็กๆ ทิเบตได้ถึง แก่กรรม วิญญาณของเขาได้กลายเป็นปิศาจร้าย ที่หิวโหยและเข้าสิงชาวบ้าน เพื่อกระทำการอันน่าหวาดกลัวต่างๆ

ในการขับไล่วิญญาณนี้ ก่อนอื่นท่านสาธุคุณผู้ทำพิธีจะต้องอัญเชิญเทพเจ้า ที่นับถือมาเข้าทรงในร่างของท่านก่อนเป็นการสร้างพลังและอำนาจ จากนั้นก็จะนำเอาไม้สลักทาสีที่เป็นรูปภาพจำลองปิศาจต่างๆ ถึง 84,000 ตน มาคัดเลือก เอารูปที่ตรงกับลักษณะปิศาจครูผู้นั้นไว้ ครั้นแล้วก็เอาแป้งมาปั้นเป็นตุ๊กตาขึ้นมาตัวหนึ่งแล้วสวดมนต์ท่องคาถาเรียก วิญญาณปิศาจ ให้เข้ามาอยู่ในตุ๊กตา ขณะเดียวกัน ท่านลามะก็จะเอามีดหมอแทงและสับตุ๊กตาขาดเป็นชิ้นๆ แล้วนำไปเผาในหม้อโลหะ ซึ่งขั้นตอนนี้จะใช้เวลายาวนานถึง 3 วัน

เมื่อประหารเจ้าปิศาจจนมอดม้วยเป็นเถ้าถ่านไปแล้ว ก็เอาขี้เถ้าไปฝังโดยสวดคาถาสะกด วิญญาณไม่ให้ออกมาเพ่นพ่านอีกต่อไป ก็เป็นอันเสร็จสิ้นพิธี

ในคริสต์ศาสนาก็มีพิธีขับไล่ปิศาจมาตั้งแต่โบราณกาลแล้วเช่นกัน โดยมีปรากฏอยู่ในคัมภีร์ไบเบิล Mark 1 : 32-34 กล่าวว่า

"ค่ำวันนั้น หลังจากพระสุริยาลับฟ้า พวกเขาได้นำเหล่าผู้ป่วยและผู้ที่ถูกวิญญาณปิศาจสิง มาให้พระองค์ (พระเยซู) รักษา ผู้คนทั้งเมืองได้มาออดูกันอยู่ที่ปากประตู และพระองค์ก็ได้รักษาผู้ป่วยจำนวนมาก ให้หายจากโรคนานาชนิด แล้วพระองค์ยังขับไล่ปิศาจหลายตนให้ออกจากร่างคนเจ็บด้วย"

ปี พ.ศ.2154 นิกายโรมันคาทอลิก ได้ตั้งพิธีกรรมไล่ผี (RITUALE ROMANUM) ขึ้น อย่างเป็นทางการ โดยนำเอาระฆังโบสถ์มาทำเป็นหม้อสำหรับปรุง "น้ำมนต์ศักดิ์สิทธิ์" ซึ่งประกอบด้วยผลเชอร์รี่ น้ำมันมะกอก และสมุนไพร ผู้ใดมีอาการป่วย อันเนื่องจากปิศาจ เข้าสิงก็นำตัวมากรอกน้ำมนต์ ซึ่งคนป่วยจะสั่นสะท้านไปทั้งร่าง อันแสดงถึงว่ามีปิศาจสิงอยู่จริง

ในยุคนั้นไม่เพียงแต่โรมันคาทอลิก แต่โปรเตสแตนต์และ พวกยิวก็มีพิธีกรรมไล่ผีเช่นกัน แต่โดยเหตุที่การเข้าสิงนั้นยังไม่เป็นที่ประจักษ์ชัด ผู้ป่วยส่วนใหญ่เจ็บไข้จากโรค และพยาธิต่างๆ หาใช่จากปิศาจอย่างใดไม่ ดังนั้นกาลต่อมา นิกายทั้งหลายจึงลดบทบาทในเรื่องนี้ลง


30. ศจ.ดร.พล.อ.อบต.รปภ.ผบDogSlayer (0)

Mail to ศจ.ดร.พล.อ.อบต.รปภ.ผบDogSlayer


    11-07-2009, 16:42:42   [Edit message]   [ ระวังโจรหลอกขายโปร/สิ่งของ แลกกับเลขบัตรทรูมันนี่ ต้องขอเบอร์บ้านทุกครั้ง! ]
ไม่มีคนอ่านเชื่อกุสิขนาดคนก๊อปยังไม่อ่านเลยเ!้ย
ไม่มีคนอ่านเชื่อกุสิขนาดคนก๊อปยังไม่อ่านเลยเ!้ย
ไม่มีคนอ่านเชื่อกุสิขนาดคนก๊อปยังไม่อ่านเลยเ!้ย
ไม่มีคนอ่านเชื่อกุสิขนาดคนก๊อปยังไม่อ่านเลยเ!้ย
ไม่มีคนอ่านเชื่อกุสิขนาดคนก๊อปยังไม่อ่านเลยเ!้ย
ไม่มีคนอ่านเชื่อกุสิขนาดคนก๊อปยังไม่อ่านเลยเ!้ย
ไม่มีคนอ่านเชื่อกุสิขนาดคนก๊อปยังไม่อ่านเลยเ!้ย
ไม่มีคนอ่านเชื่อกุสิขนาดคนก๊อปยังไม่อ่านเลยเ!้ย
ไม่มีคนอ่านเชื่อกุสิขนาดคนก๊อปยังไม่อ่านเลยเ!้ย
ไม่มีคนอ่านเชื่อกุสิขนาดคนก๊อปยังไม่อ่านเลยเ!้ย
ไม่มีคนอ่านเชื่อกุสิขนาดคนก๊อปยังไม่อ่านเลยเ!้ย
ไม่มีคนอ่านเชื่อกุสิขนาดคนก๊อปยังไม่อ่านเลยเ!้ย
ไม่มีคนอ่านเชื่อกุสิขนาดคนก๊อปยังไม่อ่านเลยเ!้ย
ไม่มีคนอ่านเชื่อกุสิขนาดคนก๊อปยังไม่อ่านเลยเ!้ย
ไม่มีคนอ่านเชื่อกุสิขนาดคนก๊อปยังไม่อ่านเลยเ!้ย
ไม่มีคนอ่านเชื่อกุสิขนาดคนก๊อปยังไม่อ่านเลยเ!้ย
ไม่มีคนอ่านเชื่อกุสิขนาดคนก๊อปยังไม่อ่านเลยเ!้ย
ไม่มีคนอ่านเชื่อกุสิขนาดคนก๊อปยังไม่อ่านเลยเ!้ย
ไม่มีคนอ่านเชื่อกุสิขนาดคนก๊อปยังไม่อ่านเลยเ!้ย
ไม่มีคนอ่านเชื่อกุสิขนาดคนก๊อปยังไม่อ่านเลยเ!้ย
ไม่มีคนอ่านเชื่อกุสิขนาดคนก๊อปยังไม่อ่านเลยเ!้ย
ไม่มีคนอ่านเชื่อกุสิขนาดคนก๊อปยังไม่อ่านเลยเ!้ย
ไม่มีคนอ่านเชื่อกุสิขนาดคนก๊อปยังไม่อ่านเลยเ!้ย
ไม่มีคนอ่านเชื่อกุสิขนาดคนก๊อปยังไม่อ่านเลยเ!้ย
ไม่มีคนอ่านเชื่อกุสิขนาดคนก๊อปยังไม่อ่านเลยเ!้ย
ไม่มีคนอ่านเชื่อกุสิขนาดคนก๊อปยังไม่อ่านเลยเ!้ย
ไม่มีคนอ่านเชื่อกุสิขนาดคนก๊อปยังไม่อ่านเลยเ!้ย
ไม่มีคนอ่านเชื่อกุสิขนาดคนก๊อปยังไม่อ่านเลยเ!้ย
ไม่มีคนอ่านเชื่อกุสิขนาดคนก๊อปยังไม่อ่านเลยเ!้ย
ไม่มีคนอ่านเชื่อกุสิขนาดคนก๊อปยังไม่อ่านเลยเ!้ย
ไม่มีคนอ่านเชื่อกุสิขนาดคนก๊อปยังไม่อ่านเลยเ!้ย
ไม่มีคนอ่านเชื่อกุสิขนาดคนก๊อปยังไม่อ่านเลยเ!้ย
ไม่มีคนอ่านเชื่อกุสิขนาดคนก๊อปยังไม่อ่านเลยเ!้ย
ไม่มีคนอ่านเชื่อกุสิขนาดคนก๊อปยังไม่อ่านเลยเ!้ย
ไม่มีคนอ่านเชื่อกุสิขนาดคนก๊อปยังไม่อ่านเลยเ!้ย
ไม่มีคนอ่านเชื่อกุสิขนาดคนก๊อปยังไม่อ่านเลยเ!้ย
ไม่มีคนอ่านเชื่อกุสิขนาดคนก๊อปยังไม่อ่านเลยเ!้ย
ไม่มีคนอ่านเชื่อกุสิขนาดคนก๊อปยังไม่อ่านเลยเ!้ย
ไม่มีคนอ่านเชื่อกุสิขนาดคนก๊อปยังไม่อ่านเลยเ!้ย
ไม่มีคนอ่านเชื่อกุสิขนาดคนก๊อปยังไม่อ่านเลยเ!้ย
ไม่มีคนอ่านเชื่อกุสิขนาดคนก๊อปยังไม่อ่านเลยเ!้ย
ไม่มีคนอ่านเชื่อกุสิขนาดคนก๊อปยังไม่อ่านเลยเ!้ย
ไม่มีคนอ่านเชื่อกุสิขนาดคนก๊อปยังไม่อ่านเลยเ!้ย
ไม่มีคนอ่านเชื่อกุสิขนาดคนก๊อปยังไม่อ่านเลยเ!้ย
ไม่มีคนอ่านเชื่อกุสิขนาดคนก๊อปยังไม่อ่านเลยเ!้ย
ไม่มีคนอ่านเชื่อกุสิขนาดคนก๊อปยังไม่อ่านเลยเ!้ย
ไม่มีคนอ่านเชื่อกุสิขนาดคนก๊อปยังไม่อ่านเลยเ!้ย
ไม่มีคนอ่านเชื่อกุสิขนาดคนก๊อปยังไม่อ่านเลยเ!้ย
ไม่มีคนอ่านเชื่อกุสิขนาดคนก๊อปยังไม่อ่านเลยเ!้ย
ไม่มีคนอ่านเชื่อกุสิขนาดคนก๊อปยังไม่อ่านเลยเ!้ย
ไม่มีคนอ่านเชื่อกุสิขนาดคนก๊อปยังไม่อ่านเลยเ!้ย
ไม่มีคนอ่านเชื่อกุสิขนาดคนก๊อปยังไม่อ่านเลยเ!้ย
ไม่มีคนอ่านเชื่อกุสิขนาดคนก๊อปยังไม่อ่านเลยเ!้ย
ไม่มีคนอ่านเชื่อกุสิขนาดคนก๊อปยังไม่อ่านเลยเ!้ย

31. ศจ.ดร.พล.อ.อบต.รปภ.ผบDogSlayer (0)

Mail to ศจ.ดร.พล.อ.อบต.รปภ.ผบDogSlayer


    11-07-2009, 16:43:14   [Edit message]   [ ระวังโจรหลอกขายโปร/สิ่งของ แลกกับเลขบัตรทรูมันนี่ ต้องขอเบอร์บ้านทุกครั้ง! ]
ไม่มีคนอ่านเชื่อกุสิขนาดคนก๊อปยังไม่อ่านเลยเ!้ย
ไม่มีคนอ่านเชื่อกุสิขนาดคนก๊อปยังไม่อ่านเลยเ!้ย
ไม่มีคนอ่านเชื่อกุสิขนาดคนก๊อปยังไม่อ่านเลยเ!้ย
ไม่มีคนอ่านเชื่อกุสิขนาดคนก๊อปยังไม่อ่านเลยเ!้ย
ไม่มีคนอ่านเชื่อกุสิขนาดคนก๊อปยังไม่อ่านเลยเ!้ย
ไม่มีคนอ่านเชื่อกุสิขนาดคนก๊อปยังไม่อ่านเลยเ!้ย
ไม่มีคนอ่านเชื่อกุสิขนาดคนก๊อปยังไม่อ่านเลยเ!้ย
ไม่มีคนอ่านเชื่อกุสิขนาดคนก๊อปยังไม่อ่านเลยเ!้ย
ไม่มีคนอ่านเชื่อกุสิขนาดคนก๊อปยังไม่อ่านเลยเ!้ย
ไม่มีคนอ่านเชื่อกุสิขนาดคนก๊อปยังไม่อ่านเลยเ!้ย
ไม่มีคนอ่านเชื่อกุสิขนาดคนก๊อปยังไม่อ่านเลยเ!้ย
ไม่มีคนอ่านเชื่อกุสิขนาดคนก๊อปยังไม่อ่านเลยเ!้ย
ไม่มีคนอ่านเชื่อกุสิขนาดคนก๊อปยังไม่อ่านเลยเ!้ย
ไม่มีคนอ่านเชื่อกุสิขนาดคนก๊อปยังไม่อ่านเลยเ!้ย
ไม่มีคนอ่านเชื่อกุสิขนาดคนก๊อปยังไม่อ่านเลยเ!้ย
ไม่มีคนอ่านเชื่อกุสิขนาดคนก๊อปยังไม่อ่านเลยเ!้ย
ไม่มีคนอ่านเชื่อกุสิขนาดคนก๊อปยังไม่อ่านเลยเ!้ย
ไม่มีคนอ่านเชื่อกุสิขนาดคนก๊อปยังไม่อ่านเลยเ!้ย
ไม่มีคนอ่านเชื่อกุสิขนาดคนก๊อปยังไม่อ่านเลยเ!้ย
ไม่มีคนอ่านเชื่อกุสิขนาดคนก๊อปยังไม่อ่านเลยเ!้ย
ไม่มีคนอ่านเชื่อกุสิขนาดคนก๊อปยังไม่อ่านเลยเ!้ย
ไม่มีคนอ่านเชื่อกุสิขนาดคนก๊อปยังไม่อ่านเลยเ!้ย
ไม่มีคนอ่านเชื่อกุสิขนาดคนก๊อปยังไม่อ่านเลยเ!้ย
ไม่มีคนอ่านเชื่อกุสิขนาดคนก๊อปยังไม่อ่านเลยเ!้ย
ไม่มีคนอ่านเชื่อกุสิขนาดคนก๊อปยังไม่อ่านเลยเ!้ย
ไม่มีคนอ่านเชื่อกุสิขนาดคนก๊อปยังไม่อ่านเลยเ!้ย
ไม่มีคนอ่านเชื่อกุสิขนาดคนก๊อปยังไม่อ่านเลยเ!้ย
ไม่มีคนอ่านเชื่อกุสิขนาดคนก๊อปยังไม่อ่านเลยเ!้ย
ไม่มีคนอ่านเชื่อกุสิขนาดคนก๊อปยังไม่อ่านเลยเ!้ย
ไม่มีคนอ่านเชื่อกุสิขนาดคนก๊อปยังไม่อ่านเลยเ!้ย
ไม่มีคนอ่านเชื่อกุสิขนาดคนก๊อปยังไม่อ่านเลยเ!้ย
ไม่มีคนอ่านเชื่อกุสิขนาดคนก๊อปยังไม่อ่านเลยเ!้ย
ไม่มีคนอ่านเชื่อกุสิขนาดคนก๊อปยังไม่อ่านเลยเ!้ย
ไม่มีคนอ่านเชื่อกุสิขนาดคนก๊อปยังไม่อ่านเลยเ!้ย
ไม่มีคนอ่านเชื่อกุสิขนาดคนก๊อปยังไม่อ่านเลยเ!้ย
ไม่มีคนอ่านเชื่อกุสิขนาดคนก๊อปยังไม่อ่านเลยเ!้ย
ไม่มีคนอ่านเชื่อกุสิขนาดคนก๊อปยังไม่อ่านเลยเ!้ย
ไม่มีคนอ่านเชื่อกุสิขนาดคนก๊อปยังไม่อ่านเลยเ!้ย
ไม่มีคนอ่านเชื่อกุสิขนาดคนก๊อปยังไม่อ่านเลยเ!้ย
ไม่มีคนอ่านเชื่อกุสิขนาดคนก๊อปยังไม่อ่านเลยเ!้ย
ไม่มีคนอ่านเชื่อกุสิขนาดคนก๊อปยังไม่อ่านเลยเ!้ย
ไม่มีคนอ่านเชื่อกุสิขนาดคนก๊อปยังไม่อ่านเลยเ!้ย
ไม่มีคนอ่านเชื่อกุสิขนาดคนก๊อปยังไม่อ่านเลยเ!้ย
ไม่มีคนอ่านเชื่อกุสิขนาดคนก๊อปยังไม่อ่านเลยเ!้ย
ไม่มีคนอ่านเชื่อกุสิขนาดคนก๊อปยังไม่อ่านเลยเ!้ย
ไม่มีคนอ่านเชื่อกุสิขนาดคนก๊อปยังไม่อ่านเลยเ!้ย
ไม่มีคนอ่านเชื่อกุสิขนาดคนก๊อปยังไม่อ่านเลยเ!้ย
ไม่มีคนอ่านเชื่อกุสิขนาดคนก๊อปยังไม่อ่านเลยเ!้ย
ไม่มีคนอ่านเชื่อกุสิขนาดคนก๊อปยังไม่อ่านเลยเ!้ย
ไม่มีคนอ่านเชื่อกุสิขนาดคนก๊อปยังไม่อ่านเลยเ!้ย
ไม่มีคนอ่านเชื่อกุสิขนาดคนก๊อปยังไม่อ่านเลยเ!้ย
ไม่มีคนอ่านเชื่อกุสิขนาดคนก๊อปยังไม่อ่านเลยเ!้ย
ไม่มีคนอ่านเชื่อกุสิขนาดคนก๊อปยังไม่อ่านเลยเ!้ย
ไม่มีคนอ่านเชื่อกุสิขนาดคนก๊อปยังไม่อ่านเลยเ!้ย

[1] [2] [3] [4] หน้าถัดไป >
ขอความร่วมมือสมาชิกทุกท่าน งดเว้นการโพสกระทู้ หรือข้อความที่ เกี่ยวข้อง กับการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์
ไม่ว่าจะเป็นการขอเพลง MP3, การ์ตูน หรือผลงานอันมีลิขสิทธิ์อื่นๆ เนื่องจากการกระทำดังกล่าวผิดต่อกฏหมายลิขสิทธิ์ และมีบทลงโทษทางกฏหมายขั้นรุนแรง

[ Post new topic ]
--= รับสอนพิเศษ ป.5-ม.6 ทุกวิชาโดยนิสิตวิศวฯ และเศรษฐศาสตร์จุฬาฯ 087-598-2828 ปรึกษาได้ไม่แพงจ๊ะ (Keaw) =--
รับวาดรูป, รูปเหมือน, รูปล้อเลียน, กรอบรูป, ภาพวาด, ภาพเหมือน, ของขวัญ
จำหน่าย เป้เดินทาง กระเป๋ากล้อง เสื้อ Jacket ทริปท่องเที่ยวต่างประเทศ
กรุณาอย่านำข้อความหมิ่นประมาทผู้อื่นมาโพสต์กระทู้นะครับ เพราะคนโพสต์สามารถถูกฟ้องรองเอาได้นะครับ (ข้อมูลจากทางตำรวจครับ) !

[ ลงทะเบียน ] [ ดูผลการประมูล ] [ เปลี่ยนรหัสผ่าน ] [ ลืมรหัสผ่าน ] [ ดู feedback ] [ ตรวจสอบรายการประมูล ] [ เงื่อนไขในการให้บริการ ]


Jump to: