---- โฆษณาตำแหน่งนี้ (หมุนวนไม่เกิน 10 อัน) เพียง 5,000/เดือน กดที่นี่เพื่อดูรายละเอียด ----
หน้าแรกมุมสมาชิกแนะนำถาม-ตอบ
ขณะนี้เป็นเวลา 08:50 ของวันที่ 19/04/2014
[ ดูกระทู้ทุกบอร์ดรวมกัน กดที่นี่ ]
*** 1 ก.พ 56 - มือถือ Truemove-H หรือ TOT (imobile3gx, iec3g) สามารถยืนยันตัวได้แล้ว โดยโทรไปหมายเลข *499297 แทน (ค่าบริการนาทีละ 9.63 บาท) ***
พบเห็น รูปไม่เหมาะสม, สิ่งผิดกฏหมาย ติดต่อผู้ดูแลเว็บ กดที่นี่เพื่อดูรายละเอียด
Palm Board (หน้าที่ 1/1)
ว่าด้วย " กบฏผีบุญ "
0. TonyMao_NK51(กุนซือลัทธิแห้ว) (0)

Mail to TonyMao_NK51(กุนซือลัทธิแห้ว)


บริจาคเงินช่วยน้ำท่วม
ชื่อบัญชี : สภากาชาดไทยช่วยผู้ประสบอุทกภัย
เลขที่ : 045-3-04190-6
ประเภท : กระแสรายวัน
ธนาคาร : ไทยพาณิชย์
    26-06-2008, 21:57:56   [Edit message]   [ ระวังโจรหลอกขายโปร/สิ่งของ แลกกับเลขบัตรทรูมันนี่ ต้องขอเบอร์บ้านทุกครั้ง! ]
ตามสัญญาครับ เอามาให้อ่านกันแล้ว

--------------------------------

"กบฏผู้มีบุญ"

โดย : วนา วันที่ : 21 ก.ค. 49 เวลา : 10:42

กบฏผู้มีบุญ หรือกบฏผีบุญ เป็นปฏิกิริยาที่คนในท้องถิ่นต่อต้านนโยบายของรัฐอันก่อให้เกิดผลต่อการดำเนินชีวิตของประชาชนในท้องถิ่น เช่น การปฏิรูปการปกครอง การเพิ่มภาษี การเอารัดเอาเปรียบจากภาครัฐ ฯลฯ

ในประวัติศาสตร์กบฏผู้มีบุญ เคยเกิดขึ้น หลายต่อหลายครั้งด้วยกัน คนพวกนี้ คือกบฏชาวนาที่ถูกสภาพแวดล้อมบังคับกดดันอย่างหนัก และหาทางออกด้วยการล้มล้างสังคมเก่า โดยอาศัยความเชื่อทางศาสนาเป็นอุดมการณ์ และมักจะพบเกือบทุกภาคของประเทศ เช่น กบฏผู้มีบุญภาคอีสาน กบฏพระยาแขกเจ็ดหัวเมืองในภาคใต้ กบฏเงี้ยวเมืองแพร่ในภาคเหนือ แต่ที่เกิดบ่อยครั้งที่สุด ก็เห็นจะเป็นภาคอีสาน ได้แก่ กบฏบุญกว้าง พ.ศ. 2242 กบฏเชียงแก้ว พ.ศ. 2324 กบฏสาเขียดโง้ง พ.ศ. 2363 ศึกสามโบก พ.ศ. 2438 กบฏผู้มีบุญ พ.ศ. 2444-2445 กบฏหนองหมากแก้ว พ.ศ. 2467 กบฏหมอลำน้อยชาดา พ.ศ. 2479 และกบฏนายศิลา วงศ์สิน พ.ศ. 2502

การปฏิรูปการปกครองในสมัย ร. 5 มีผลทำให้ผู้ปกครองเดิมไม่มีอำนาจปกครองได้เต็มที่เหมือนในอดีต เพราะมีผู้ปกครองจากส่วนกลางเข้าไปปกครอง ทำให้ในระยะแรก ความเปลี่ยนแปลงนี้ได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อบรรดาเจ้าเมืองทั้งหลายที่สูญเสียผลประโยชน์ แต่ต่อมาก็พบว่า ผลกระทบกลับตกอยู่ที่ราษฎรซึ่งได้รับความเดือดร้อนอย่างหนัก เนื่องมาจากผู้ปกครองเดิมนั้นหันไปขูดรีดราษฎรหนักขึ้น เพื่อทดแทนรายได้ที่ขาดหายไป นอกจากนี้แล้ว ชุมชนอีสานยังถูกคุกคามจากการแทรกแซงเรื่องวัฒนธรรมของภาครัฐ ทำให้ชุมชนของพวกเขาไม่ได้รับความสงบสุขเหมือนดังก่อนอีกต่อไป จึงได้รวมกลุ่มลุกฮือขึ้นต่อต้านอำนาจรัฐและลุกลามบานปลายจนกลายเป็นกบฏในที่สุด

กบฏผู้มีบุญภาคอีสาน มีจุดมุ่งหมายคือความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นกว่าปัจจุบัน โดยการล้มล้างสังคมเก่าที่สร้างความเดือดร้อนให้แก่ชาวอีสาน แนวความคิดที่ถูกนำมาชักจูงให้ชาวบ้านเข้าร่วมกับกลุ่มกบฏคือ อุดมการณ์พระศรีอารย์ ซึ่งมีปรากฏในวรรณกรรมทางศาสนา ซึ่งได้บรรยายคำพยากรณ์ของพระศรีอาริย์ที่เกี่ยวกับการสิ้นสุดของพุทธศาสนาในปัจจุบัน การเกิดกลียุคและการปฏิบัติตนให้รอดพ้นจากกลียุค รวมไปถึงลักษณะของยุคพระศรีอาริย์ ที่ฝรั่งเรียกว่า ยูโทเปีย (Utopia) ยุคแห่งอุดมคติ ยุคที่มีแต่ความอุดมสมบูรณ์ มนุษย์และ!จะสามัคคีปรองดองไม่เบียดเบียนซึ่งกันและกัน มีความยุติธรรม ทุกคนเสมอภาค ทั้งร่างกาย สติปัญญาและฐานะ ความสมบูรณ์เหล่านี้จะเป็นนิรันดรตราบเท่าที่ศาสนาของพระศรีอาริย์ยังคงอยู่

ด้วยเหตุนี้เอง กบฏผู้มีบุญจึงมักจะนำความเชื่อเรื่องพระศรีอาริย์มาเป็นอุดมการณ์ในการกบฏ โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ชาวอีสานได้รับความกดดันจากสภาพแวดล้อมอย่างหนัก ไม่ได้รับความช่วยเหลือจากผู้ปกครอง ชาวบ้านพึ่งพิงผู้ปกครองไม่ได้ และในการกบฏทุกครั้งจะมีจุดประสงค์เพื่อต้องการแบ่งแยกดินแดน โดยคาดหวังที่จะปกครองดินแดนเหล่านั้นให้รุ่งเรืองดังอดีต

ในการนี้ก็มักจะมีผู้ตั้งตนเป็นผู้มีบุญ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นนักบวชทางศาสนา ปลุกระดมความคิดตามแนวความเชื่อเรื่องพระศรีอาริย์ เพื่อรวบรวมชาวบ้านให้รวมกลุ่มกันให้ได้มากที่สุด เพื่อต่อต้านอำนาจรัฐ ซึ่งขนาดของกลุ่มจะขึ้นอยู่กับความเชื่อถือศรัทธาของชาวบ้านที่มีต่อผู้นำของกลุ่ม หรือผู้มีบุญ แต่กลุ่มพวกนี้ส่วนใหญร จะมีกำลังไม่มากนัก และมักจะรวมตัวกันอย่างสงบ แต่ละกลุ่มจะเป็นอิสระไม่ขึ้นต่อกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง และมีไม่กี่ครั้งที่กลุ่มเหล่านี้จะใช้กำลังต่อต้านรัฐ บางครั้งก็อาจลุกลามบานปลายจนถึงขนาดเข้าปล้นชิงเมืองและฆ่าเจ้าหน้าที่ของรัฐ

ผู้ที่เชื่อถือศรัทธาในเรื่องนี้ต่างก็จะทำตามคำแนะนำซึ่งปรากฏอยู่ในรูปแบบลายแทงหรือคำทำนายอย่างเคร่งครัด โดยหวังที่จะได้อยู่ในสังคมใหม่ที่มีแต่ความสมบูรณ์พูนสุขภายใต้การนำของผู้มีบุญ ซึ่งความเชื่อเรื่องนี้ ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในสังคมอีกสานเท่านั้น ปรากฏการณ์นี้ได้เกิดขึ้นโดยทั่วไปในสังคมที่มีความเหลื่อมล้ำของมนุษย์ ซึ่งชาวโลกรู้จักกันดีในชื่อ Millenarism คำนี้มาจากศาสนายิว เชื่อกันว่า พระคริสต์จะมาปรากฏองค์อีกครั้งในรูปของนักรบปราบมาร และจะสร้างอาณาจักรใหม่ที่มีแต่ความเสมอภาคและความปรองดองกันถ้วนหน้า หากนำมาเป็นอุดมการณ์ในการกบฏ อาจหมายถึง ความเชื่อในขบวนการทางศาสนาที่จะไปสู่สังคมที่ดีกว่าร่วมกัน และจะมีผู้ที่อ้างตนว่าได้รับคำบัญชาจากพระผู้เป็นเจ้ามาเป็นผู้นำในการกบฏ

1. TonyMao_NK51(กุนซือลัทธิแห้ว) (0)

Mail to TonyMao_NK51(กุนซือลัทธิแห้ว)


    26-06-2008, 21:59:06   [Edit message]   [ ระวังโจรหลอกขายโปร/สิ่งของ แลกกับเลขบัตรทรูมันนี่ ต้องขอเบอร์บ้านทุกครั้ง! ]
ความเชื่อเรื่องนี้ได้ก่อให้เกิดขบวนการการต่อสู้ของกลุ่มชนที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมในสังคม ซึ่งมักจะเป็นชนชั้นล่างและเป็นคนส่วนใหญ่ของสังคมนั้น ๆ การถูกปล่อยให้โดดเดี่ยวโดยขาดการเหลียวแลจากภาครัฐ ทำให้อีสานกลายเป็นที่สนใจของลัทธิล่าอาณานิคมในเวลานั้น ภาครัฐไทยจึงต้องเปลี่ยนท่าทีโดยเข้าไปจัดการชีวิตความเป็นอยู่ของชาวอีสาน โดยใช้วัฒนธรรมของส่วนกลางเข้าไปจัดการกับวิถีชีวิตชาวอีสาน โดยไม่คำนึงและทำความเข้าใจในรูปแบบวิถีการดำเนินชีวิตที่มีระบบประเพณีความเชื่อดั้งเดิม ด้วยเหตุนี้จึงทำให้เกิดปฏิกิริยาต่อต้านจากราษฎร และเกิดกลายเป็นกบฏในที่สุด

วงล้อแห่งประวัติศาสตร์ จะเวียนกลับมาซ้ำรอยอีกหรือไม่ ไม่มีใครตอบได้ ตอนนี้บ้านเมืองของเราอาจจะเรียกได้ว่า เกิดกลียุครึเปล่า ของแพง น้ำมันแพง ทุกอย่างแพงหมด ค่ารถโดยสาร ขึ้นราคาตามราคาน้ำมัน ที่ขึ้นเอาขึ้นเอา โลก กำลังลุกเป็นไฟ อิสลาเอล ถล่มเลบานอน เกาหลีเหนือทดลองยิงขีปนาวุธ และออกมาประกาศตัวอย่างแข็งกร้าว พร้อมรบหากมหาอำนาจเข้ามาก้าวก่าย อินโดนีเซีย บอบช้ำที่สุด เริ่มจากภูเขาไฟระเบิด แผ่นดินไหว ไฟป่า และล่าสุด แผ่นดินไหวใต้ทะเล ทำให้เกิดคลื่นยักษ์สึนามิอีกครั้งครั้งนี้เบาะ ๆ คนตายไป 300 กว่าคน (ยอดล่าสุด) สำหรับในประเทศไทยการเมืองที่อ่อนแอ ผู้นำปัญญาอ่อนเอาแต่ชิงไหวชิงพริบกัน โดยไม่คิดถึงประชาชนตาดำ ๆ ปากไวกว่าความคิด รวนเร แปรปรวน รวมเลยไปถึง พระฆ่าพระ โจรปล้น ครก สาก เครื่องมือทำมาหากิน คนจนปล้นคนจน และอื่น ๆ อีกมากมาย แต่ที่รู้ ๆ ตอนนี้ 3 จังหวัดภาคใต้ของเรา ได้นำอุดมการณ์ Millenarism มาใช้แล้ว ถ้าลองมองย้อนกลับไปเปรียบเทียบกับกบฏผู้มีบุญภาคอีสาน สาเหตุ อุดมการณ์ แทบไม่แตกต่างกันเลย แม้แต่นิดเดียว

วนา 21 ก.ค. 2549

ที่มา :

http://www.prajan.com/webboard/view.php?id=5841&PHPSESSID=

2. Blackgunman (0)
Mail to Blackgunman


    26-06-2008, 22:10:47   [Edit message]   [ ระวังโจรหลอกขายโปร/สิ่งของ แลกกับเลขบัตรทรูมันนี่ ต้องขอเบอร์บ้านทุกครั้ง! ]
ขอเหอะๆ
3. TonyMao_NK51(กุนซือลัทธิแห้ว) (0)

Mail to TonyMao_NK51(กุนซือลัทธิแห้ว)


    26-06-2008, 22:15:35   [Edit message]   [ ระวังโจรหลอกขายโปร/สิ่งของ แลกกับเลขบัตรทรูมันนี่ ต้องขอเบอร์บ้านทุกครั้ง! ]
เตียวก๊ก (Zhang Jiao) เป็นผู้ก่อตั้งหัวหน้ากลุ่มโจรโพกผ้าเหลือง เป็นชาวเมืองกิลกกุ๋น

เตียวก๊กเดิมเป็นแค่สามัญชน เคยสอบเข้ารับราชการแต่ไม่ผ่าน จึงได้กลับบ้านเกิด เที่ยวหาสมุนไพร จนมาพบเซียนคนหนึ่ง เซียนคนนั้นได้ให้ตำราไทแผงเยาสุดให้แก่เตียวก๊ก เตียวก๊กได้ศึกษาตำรานั้นแล้วนำความรู้มาใช้รักษาโรคให้แก่ชาวบ้าน เป็นที่เลื่อมใสแก่ชาวบ้านในหลายเมืองเป็นอย่างมาก ต่อมาเตียวก๊กจึงรวบรวมผู้คนได้ 5 แสนคนแล้วตั้งเป็นกองทัพขึ้น เป้าหมายคือการล้มล้างราชบัลลังก์ฮั่น และให้ตนเป็นผู้นำแทน ทหารในกองทัพนี้ล้วนโพกผ้าเหลืองกันทุกคน จึงถูกเรียกว่า โจรโพกผ้าเหลือง แต่การใหญ่ยังไม่สำเร็จ เตียวก๊กก็ป่วยตายเสียหาย ในเวลาต่อมากองทัพโจรโพกผ้าเหลืองจึงถูกกำจัดหมดสิ้น

จากที่เตียวก๊กก่อตั้งกองทัพโจรโพกผ้าเหลืองนี้เอง ทำให้เหล่าขุนศึกต่างๆพากันสั่งสมกำลัง และทำการแย่งชิงอาณาเขตและอำนาจกัน ทำให้แผ่นดินจีนเกิดแยกเป็นสามก๊กในเวลาต่อมา

ที่มา :

http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%80%E0%B8%95%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%A7%E0%B8%81%E0%B9%8A%E0%B8%81

--------------------------

เตียวก๊กคือกบฏผีบุญที่คนรู้จักแพร่หลายที่สุด ( น้อยคนบนโลกที่ไม่เคยได้ยินเรื่อง 3 ก๊กครับ )

4. TonyMao_NK51(กุนซือลัทธิแห้ว) (0)

Mail to TonyMao_NK51(กุนซือลัทธิแห้ว)


    26-06-2008, 22:18:39   [Edit message]   [ ระวังโจรหลอกขายโปร/สิ่งของ แลกกับเลขบัตรทรูมันนี่ ต้องขอเบอร์บ้านทุกครั้ง! ]
กบฏไท่ผิง

ในสมัยปลายราชวงศ์ชิง ( แมนจู ) มีชายผู้หนึ่งชื่อหงซิ่วฉวน เขาคือผู้ก่อตั้งลัทธิไท่ผิงจนเป็นกองกำลังกบฏขนาดใหญ่ และเป็นปฐมบทของความวุ่นวายในจีนไปร่วมร้อยปี ก่อนที่ประธานเหมาจะรวมแผ่นดินเป็นหนึ่งได้อีกครั้ง

-----------------------------------

หงซิ่วฉวน (ภาษาอังกฤษ : Hóng Xiùquán) (ภาษาจีนกลาง : 洪秀全 ผู้นำกบฏชาวนาหรือกบฏไท่ผิง เกิดในครอบครัวชาวนาเชื้อสายจีนแคะ ในหมู่บ้านกวนลู่ผู่ อำเภอฮัวเสี้ยน มณฑลกวางตุ้ง เมื่อปี พ.ศ. 2356 ตรงกับรัชกาลที่ 2ของไทย ปีระกา

หงซิ่วฉวนได้ศึกษาตำราขงจื๊อ เพื่อสอบเข้ารับราชการเช่นเดียวกับชายหนุ่มทั่วไปในสมัยนั้น และสอบไล่เป็นซิ่วไฉ (บัณฑิตระดับต้น) ที่เมืองกวางเจาถึงสามครั้ง ก็ไม่ผ่าน

ในการไปสอบซิ่วไฉครั้งที่สอง หงซิ่วฉวนได้พบกับนักสอนศาสนาชาวตะวันตก และได้รับแจกหนังสือภาษาจีนอธิบายเกี่ยวกับศาสนาคริสต์จากนักสอนศาสนาผู้นั้นมาเล่มหนึ่ง หนังสือนั้นชื่อว่า " สุนทรกถาเพื่อปลุกเร้ายุคสมัย " เขียนโดยชาวจีนชื่อ เหลียงอาฝา เหลียงอาฝาเป็นผู้ช่วยของ โรเบิร์ต มอริสัน มิชชันนารีชาวอังกฤษ ผู้เดินทางมาเผยแพร่นิกายโปรเตสแทนท์ในประเทศจีนเป็นคนแรก

หนังสือเล่มนี้ยังไม่มีอิทธิพลต่อหงซิ่วฉวน จนเมื่อสอบตกเป็นครั้งที่สาม หงซิ่วฉวนล้มป่วยหนักเจียนตายอยู่ 40 วัน ระหว่างป่วยเกิดนิมิตว่า ถูกนำไปยังสถานที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งหนึ่ง มีแสงสว่างจ้า เขาถูกเปลี่ยนอวัยวะภายใน แล้วถูกนำไปพบกับ ผู้เฒ่าสวมเสื้อคลุมดำ ผู้เฒ่ามอบดาบวิเศษให้เขาเพื่อประหารปีศาจร้ายให้หมดสิ้น และผู้เฒ่านั้นได้ด่าบริภาษขงจื๊อมากมาย ซึ่งเมื่อหายป่วยแล้วหงซิ่วฉวนเชื่อว่า ผู้เฒ่านั้นคือพระเจ้าและตัวเขาเองเป็นพระอนุชาของพระเจ้า เป็นพระเชษฐาของพระเยซูคริสต์ และพระผู้เป็นเจ้าได้มอบหมายให้เขากำจัดปีศาจร้ายให้หมด นั่นคือ ราชวงศ์ชิงนั่นเอง

หลังจากนั้น หงซิ่วฉวนก็ได้เปลี่ยนไปเป็นคนละคน มีคุณลักษณะของผู้นำมากขึ้น เขาหันมาสนใจหนังสือ " สุนทรกถาเพื่อปลุกเร้ายุคสมัย " ของเหลียงอาฝา จนในที่สุด เขาก็สร้างลัทธิความเชื่อแบบของเขาขึ้นมาชุดหนึ่ง ทำการเผยแพร่จนมีผู้คนเชื่อถือตามมากขึ้นเรื่อยๆ

หงซิ่วฉวนสร้างลัทธิของเขาว่า พระผู้เป็นเจ้าส่งเขาลงมาโลกมนุษย์พร้อมด้วยดาบเพื่อสังหารปีศาจร้าย คริสต์ศาสนาแต่เดิมเป็นคำสอนทางศาสนาของชาวจีน เคยแพร่หลายมาก่อนลัทธิขงจื๊อ อาณาจักรจีนเดิมเป็นที่ประทับของพระผู้เป็นเจ้า หากแต่ปัจจุบันพวกปีศาจร้ายเข้ามาครองครอง พระผู้เป็นเจ้ามีประกาศิตให้หงซิ่วฉวนมาปราบปีศาจร้าย โดยจุดสำคัญคือเรื่องความเสมอภาค ภราดรภาพ ตามอุดมคติของคริสต์ศาสนา ซึ่งเป็นแนวความคิดใหม่ที่โดนใจทาสกสิกรที่ถูกศักดินากดขี่ขูดรีดอย่างทารุณ

หงซิ่วฉวนไปเผยแพร่ลัทธิในเขตชาวจีนแคะที่ลำบากยากจนตามภูเขาในมณฑลกวางสี และได้สหายร่วมอุดมการณ์สำคัญสี่คนซึ่งก็ล้วนเป็นคนจีนแคะทั้งสิ้น คือ หยางซิ่วชิง-คนเผาถ่าน, เซียวเฉากุ้ย-คนตัดฟืน, ซือต๋าไค-หนุ่มลูกชายเจ้าที่ดิน และวุ่ยจางฮุย-เจ้าที่ดินและนายทุนเงินผม้ ผู้ออกทุนในการเตรียการลุกขึ้นสู้ถึงหนึ่งแสนตำลึง ทั้งสี่คนนี้ภายหลังเป็นแม่ทัพคนสำคัญของกบฏไท่ผิงเทียนกั๋ว

หงซิ่วฉวนตระเตรียมฐานที่มั่นของกองทัพไว้แถบภูเขาจื่อจิงซาน มีกำลังพลนับหมื่นคน ทางราชสำนักแมนจูจึงส่งกองทัพไปปราบในช่วงเดือนธันวาคม พ.ศ. 2393 แต่ก็พ่ายแพ้ และในครั้งนี้มีชนพื้นเมือง เช่น ชาวจ้วง ชาวม้ง ร่วมกบฏด้วย


5. TonyMao_NK51(กุนซือลัทธิแห้ว) (0)

Mail to TonyMao_NK51(กุนซือลัทธิแห้ว)


    26-06-2008, 22:20:50   [Edit message]   [ ระวังโจรหลอกขายโปร/สิ่งของ แลกกับเลขบัตรทรูมันนี่ ต้องขอเบอร์บ้านทุกครั้ง! ]
กองกำลังสมาคมบูชาพระเจ้า (ไป้ส้างตี้หุ้ย) ของหงซิ่วฉวนรบชนะกองทัพหลวง ก็เลยประกาศสถาปนา " ไท่ผิงเทียนกั๋ว " (太平天国 (เมืองแมนแดนสันติ) หรือเรียกสั้น ๆ ว่า ไท่ผิง (太平 ซึ่งเป็นสิ่งที่อยู่ในอุดมคติ หงซิ่วฉวนสถาปนาตัวเองเป็น " เทียนหวาง "(ราชาแห่งสวรรค์) ประกาศยกเลิกประเพณีเก่า ๆ ที่เป็นการริดรอนสิทธิมนุษยชนและขัดต่อศาสนาคริสต์ เช่น การรัดเท้าผู้หญิง,การมีโสเภณี, การสูบฝิ่น, การกราบไหว้บูชารูปเคารพ เป็นต้น และได้ยกพลสามหมื่นบุกเข้าโจมตีเมืองต่างๆ แถบกวางสีและกวางตุ้ง ได้รับชัยชนะยึดได้เมืองต่างๆ มากขึ้น

จนกระทั่งสามารถตีนครหนานจิง ตั้งเป็นเมืองหลวงใช้ชื่อว่า " เทียนจิง " (เมืองสวรรค์) ตั้งสหายร่วมรบคนอื่น ๆ เป็น " หวาง " (อ๋อง) มากมายหลายคน แล้วหงซิ่วฉวนก็วางมือ ไม่ค่อยยุ่งกับการบริหารดูแลบ้านเมือง ปล่อยให้หวางคนอื่น ๆ รับหน้าที่บริหาร ซึ่งเป็นจุดพลิกผันที่ทำให้กบฏไท่ผิงต้องล้มสลายในที่สุด เนื่องจากบรรดาหวางทั้งหลายชิงดีชิงเด่นกัน ต่างคนก็พยายามช่วงชิงผลประโยชน์ส่วนตัวให้ได้มากที่สุดและหนักสุดถึงขนาดฆ่ากันเอง ในขณะที่ตัวผู้นำคือ หงซิ่วฉวน ก็ได้วางมือเร็วไปก่อนเวลา ท้ายสุดในปี พ.ศ. 2407 กบฏไท่ผิงก็ถึงจุดล่มสลายเมื่อพ่ายแพ้อย่างราบคาบต่อราชสำนักที่ผสมกำลังปราบปรามร่วมกับกำลังของชาติตะวันตกที่มีผลประโยชน์กับจีน เช่น อังกฤษ, ฝรั่งเศส และหงซิ่วฉวนได้ฆ่าตัวตาย มีกบฏล้มตายเป็นจำนวนถึง 30 ล้านคน

ในช่วงปี พ.ศ. 2393 ถึง พ.ศ. 2399 นับเป็นช่วงรุ่งโรจน์ที่สุดของกลุ่มกบฏไท่ผิง นอกจากยึดนานกิงเป็นศูนย์กลางอำนาจได้แล้ว ยังได้ครอบครองดินแดนทั้งหมดของมณฑลเจียงซี อันฮุย และส่วนใหญ่ของมณฑลหูเป่ย์

ปัจจุบัน นักวิชาการร่วมสมัยวิเคราะห์ถึงการล่มสลายว่าเป็นเพราะกลุ่มกบฏซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวนา ไม่มีเจตจำนงทางอุดมการณ์หรืออุดมคติอย่างแท้จริง ส่วนใหญ่คำนึงถึงผลประโยชน์ส่วนตัวเท่านั้น และเมื่อได้ผลประโยชน์แล้วแนวทางที่ดำเนินการอยู่ก็ได้ล้มเลิกไป

เรื่องราวของหงซิ่วฉวนเป็นแรงบันดาลใจให้แก่ ดร.ซุน ยัตเซ็น ในการปฏิวัติการปกครองด้วยในเวลาต่อมา โดยในระยะเเรก ๆ มีบางคนกลาวว่า ดร.ซุน ยัตเซ็น คือ หงซิ่วฉวนคนที่สองด้วยซ้ำ

เรื่องราวของหงซิ่วฉวน ได้ถูกเล่าขานต่อมาจนถึงปัจจุบัน และได้ถูกแต่งเเต้มสีสันต่อเติมมามากมาย และเชื่อว่า หงซีกวน วีรบุรุษในนิยายหรือภาพยนตร์กำลังภายในยุคร่วมสมัยนี้ ก็คือ หงซิ่วฉวน นี่เอง

ที่มา :

http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AB%E0%B8%87_%E0%B8%8B%E0%B8%B4%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%89%E0%B8%A7%E0%B8%99

---------------------------

อนึ่ง : เรื่องของกบฏไท่ผิงหาชมได้จาก ภ.จีน Warlords 3 อหังการ์เจ้าสุริยา ( เจ็ท ลี , หลิวเต๋อหัว และทาเคชิ คาเนชิโร่ แสดงนำ ) ::

Modified on: 26-06-2008, 22:22:36

6. Crimsonscythe กอริลล่า (0)

Mail to Crimsonscythe กอริลล่า


    26-06-2008, 22:28:54   [Edit message]   [ ระวังโจรหลอกขายโปร/สิ่งของ แลกกับเลขบัตรทรูมันนี่ ต้องขอเบอร์บ้านทุกครั้ง! ]
ประเด็นหลักคืออะไรละโทนี่เหมาเราขี้เกียจอ่าน
7. TonyMao_NK51(กุนซือลัทธิแห้ว) (0)

Mail to TonyMao_NK51(กุนซือลัทธิแห้ว)


    26-06-2008, 22:30:58   [Edit message]   [ ระวังโจรหลอกขายโปร/สิ่งของ แลกกับเลขบัตรทรูมันนี่ ต้องขอเบอร์บ้านทุกครั้ง! ]
ว่าด้วยเรื่องการต่อสู้ทางชนชั้นในไทย


เวลาที่เราได้อ่านประวัติศาสตร์การต่อสู้ในแต่ละช่วงของยุคสมัย จะเห็นว่าการกดขี่ การเอารัดเอาเปรียบเกิดขึ้นกับชนชั้นแรงงาน ที่ผ่านมา ไม่ว่าจะกี่ทศวรรษ ชนชั้นแรงงานไม่ว่าส่วนใดล้วนแต่ตกอยู่ในชะตากรรมเดียวกัน ...ต่อสู้ครั้งแล้วครั้งเล่า

จากตำนานการต่อสู้.... ชาวนาชาวนาไร่ คือแรงงานของแผ่นดินและเป็นแรงงานสำคัญของการเรียกร้องและต่อสู้ตั้งแต่อดีต ...


ยุคศักดินา ชนชั้นชาวนาซึ่งเรียกกันว่าไพร่ เป็นชนชั้นผู้ถูกกดขี่ขูดรีดอย่างหนักในสังคม ต้องถูกเกณฑ์แรงงานไปทำนาให้กับเจ้าศักดินาที่ตนเองสังกัด ในภายหลังก็ต้องเช่าที่นาจากเจ้ามูลนายศักดินาที่ตนเองสังกัดอีก นอกจากนั้นยังถูกขูดรีดอย่างหนักในรูปของภาษีชนิดต่างๆ เช่น ส่วย ฤชา อากร จังกอบ ฯลฯ ซึ่งปกติก็ยากลำบากอยู่แล้ว ยิ่งในยามที่เกิดภัยธรรมชาติ ไม่ว่าจะน้ำท่วม ฝนแล้ง โรคระบาด ก็ยิ่งเพิ่มความทุกข์ยากเดือดร้อนให้มากขึ้น เมื่อไม่มีเงินจ่ายก็จะถูกลงโทษอย่างรุนแรง ถูกยึดที่ดินหรือยึดตัวไว้เป็นทาสชดใช้หนี้


ที่ใดมีการกดขี่ ที่นั่นย่อมมีการต่อสู้ เมื่อชนชั้นชาวนาไทยในยุคศักดินาทนกับความทุกข์ยากไม่ไหว ก็เริ่มมีการต่อสู้เพื่อให้หลุดพ้นจากความทุกข์ยากและอำนาจรัฐศักดินา การต่อสู้มีหลากหลายรูปแบบและวิธีการ นับตั้งแต่การต่อสู้แบบต่างคนต่างทำ เช่น การหนีเข้าป่า การหนีไปเป็นทาส การไปบวชพระ การย้ายถิ่นฐานไปจนถึงการถวายฎีกา ฯลฯ เมื่อต่อสู้จนถึงที่สุดแล้วแต่ไม่ได้ผล ก็เกิดการรวมกำลังกันเป็นกลุ่มก้อนและกลายเป็นกบฏชาวนาที่ต่อสู้กับอำนาจรัฐศักดินาอย่างเปิดเผย


ประวัติศาสตร์ของรัฐศักดินาไทยปรากฏกบฏชาวนาหลายครั้ง


สมัยอยุธยา เกิดกบฏชาวนาอย่างน้อย 3 ครั้ง ได้แก่ กบฏญานพิเชียร พ.ศ. 2124 (สมัยที่กรุงศรีอยุธยาเป็นเมืองขึ้นพม่าครั้งที่ 1) กบฏบุญกว้าง พ.ศ. 2235-2242 (สมัยสมเด็จพระเพทราชา) กบฏธรรมเถียร พ.ศ. 2237 (สมัยสมเด็จพระเพทราชา)


สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ เกิดกบฏชาวนาอีกไม่ต่ำกว่า 12 ครั้ง ได้แก่ 1. กบฏเชียงแก้ว พ.ศ. 2336 สมัยรัชกาลที่ 1 2. กบฏสาเกียดโง้ง พ.ศ. 2363 สมัยรัชกาลที่ 2 3. กบฏพญาผาบเชียงใหม่ พ.ศ. 2432 สมัยรัชกาลที่ 5 4. กบฏศึกสามโบก พ.ศ. 2438 สมัยรัชกาลที่ 5 5. กบฏผู้มีบุญภาคอีสาน พ.ศ. 2444-2445 สมัยรัชกาลที่ 5 6. กบฏเงี้ยวเมืองแพร่ พ.ศ. 2445 สมัยรัชกาลที่ 5 7. กบฏผู้วิเศษผีบุญภาคใต้ พ.ศ. 2452-2454 สมัยรัชกาลที่ 5 รัชกาลที่ 6 8. กบฏเจ้าผู้มีบุญหนองหมากแก้ว พ.ศ. 2467 สมัยรัชกาลที่ 6 9. กบฏหมอลำน้อยชาดา พ.ศ. 2479 สมัยรัชกาลที่ 8 10. กบฏหมอลำโสภา พลตรี พ.ศ. 2483 สมัยรัชกาลที่ 8 11. กบฏดุซงญอ พ.ศ. 2491 สมัยรัชกาลที่ 9 12. กบฏนายศิลา วงศ์สิน พ.ศ. 2502 สมัยรัชกาลที่ 9


สมัยรัชกาลที่ 5 เกิดกบฏชาวนามากที่สุดถึง 5 ครั้ง (เกิดกบฏอื่นๆ ที่มิใช่กบฏชาวนาอีก เช่น กบฏ ร.ศ. 130) หนึ่งในบรรดากบฏขนาดใหญ่ที่มีผู้เข้าร่วมจำนวนมากและดำเนินการในพื้นที่กว้างขวางถึง 13 จังหวัดก็คือ กบฏผู้มีบุญภาคอีสาน ซึ่งมีสาเหตุหลักมาจากการปฏิรูปการปกครองในสมัยนั้น ที่เปลี่ยนจากระบอบศักดินาแบบดั้งเดิมที่แต่ละหัวเมืองเป็นประเทศราช มาเป็นระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ที่ทั้งประเทศไทยเป็นรัฐเดี่ยว ส่วนกลางส่งข้าหลวงใหญ่และข้าราชการจำนวนมากไปควบคุมอำนาจรัฐทั้งหมด ทำให้ขุนนางท้องถิ่นไม่พอใจ โดยเฉพาะอำนาจในการเก็บภาษีหารายได้ต่างๆ ยิ่งทำให้ขุนนางท้องถิ่นไม่พอใจมากยิ่งขึ้น เพราะผลประโยชน์ที่เคยได้รับลดลงมากเช่น ภาษีส่วย หรือที่เรียกกันว่า "เงินข้าราชการ"


ชนชั้นชาวนาไทยได้ต่อสู้กับชนชั้นผู้กดขี่ขูดรีดมาโดยตลอด ในช่วงหลังจากยุครัชกาลที่ 5 กองทัพของรัฐศักดินาไทย มีการปรับปรุงให้ทันสมัยขึ้น จึงมีประสิทธิภาพในการปราบปราม อย่างกรณีกบฏผู้มีบุญภาคอีสาน กองทัพที่ทันสมัยจากส่วนกลางพร้อมอาวุธสมัยใหม่ (ที่ส่วนหนึ่งใช้เงินค่าส่วยไปซื้อมาจากประเทศตะวันตก) ก็สามารถปราบปรามทำลายกองทัพของชาวนาชาวไร่จำนวนมากกว่าหลายเท่าตัวลงไปในเวลาเพียง 2 เดือน


หลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ชนชั้นชาวไทยได้รวมตัวกันเป็นขบวนการการต่อสู้ในชื่อ "สหพันธ์ชาวนาชาวไร่แห่งประเทศไทย" มีแกนนำ สำคัญอยู่ทางภาคเหนือและภาคอีสาน ทำการเคลื่อนไหวเรียกร้องที่ดินทำกิน และให้รัฐบาลประกันราคาพืชผล มีการประสานรวมพลังกับนักเรียนนิสิตนักศึกษาที่ต่อสู้ในเมืองและประสานกับขบวนการกรรมกร แต่การชุมนุมเรียกร้องและเดินขบวนในเมืองใหญ่หลายครั้งก็ทำได้เพียงชั่วเวลาสั้นๆ


หลังเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 การเคลื่อนไหวของชนชั้นชาวนาไทยในเมืองต้องยุติลง ส่วนหนึ่งหันไปผนึกกำลังกับกองทัพปลดแอกประชาชนแห่งประเทศไทย ที่ดำเนินการต่อสู้ด้วยกำลังอาวุธกับทางการไทยมาตั้งแต่ปี 2508 ซึ่งกำลังหลักเป็นชนชั้นชาวนา (ที่มีเกษตรกรชาวนา ชาวไร่ ชาวสวน กสิกร และชาวประมง) กลายเป็นกองทัพของขบวนการปฏิวัติที่มีประสิทธิภาพ


นี่คือเรื่องราวการต่อสู้ของชนชั้นชาวนาที่ต่อสู้กับความถูกต้องเท่านั้น สิทธิที่ควรจะได้รับ เมื่ออ่านตำนานจบก็ทำให้นึกถึงประโยคที่ว่า ...

พวกเราพอใจที่จะตาย เพราะการต่อสู้ มากกว่าจะตายเพราะความหิวโหย

คำกล่าวของขบวนการแรงงานชนบทไร้ที่ดิน (The Movement of Landless Rural Workers :MST ) ของบราซิล

ที่มา :

http://www.oknation.net/blog/print.php?id=236074

8. TonyMao_NK51(กุนซือลัทธิแห้ว) (0)

Mail to TonyMao_NK51(กุนซือลัทธิแห้ว)


    26-06-2008, 22:34:47   [Edit message]   [ ระวังโจรหลอกขายโปร/สิ่งของ แลกกับเลขบัตรทรูมันนี่ ต้องขอเบอร์บ้านทุกครั้ง! ]
เสียงหนึ่งในจินตนาการของอีสาน

-------------------------

จากฮูปแต้มทหารถึงวิญญาณขบถ
วัน Friday 02 May 08   SE Asia Standard Time
หัวข้อ: แฝง

อู่ทอง ประศาสน์วินิจฉัย

น้ำรินที่รัก
กลับมาแล้วจ้า เหนื่อยมากแต่ก็คุ้มมากด้วย พวกเราตามถ่ายรูปวัดต่างๆ กันตั้งแต่เช้าจรดเย็น ไม่ได้ไปเที่ยวไหนเลย ทำแต่งานงกๆ (น่าสงสารมั้ย) แต่ถ้าถามว่าเบื่อไหม ไม่เบื่อเลย แต่ละวัดก็มีลีลาไปคนละอย่าง แล้วฉันก็ชอบลีลาพื้นบ้านแบบนี้ด้วย รู้สึกตื่นตาตื่นใจ อยากเห็นวัดต่อไปว่าเป็นยังไง แล้วก็อยากให้คนอื่นๆ ได้เห็นด้วย ฉะนั้น รับรองว่าน้ำรินได้เห็นหนังสือ “ซ่อนไว้ในสิม” คลอดออกมาแน่ๆ เร็วๆ นี้แหละ



เออ น้ำรินรู้มั้ยว่าที่อีสานเขาไม่ยักวาดรูปกันเฉพาะข้างในโบสถ์แบบที่อื่นๆ หรอก เขาวาดกันตั้งแต่ข้างนอกเข้าไปเลยทีเดียว (แบบเดียวกับที่เราเห็นที่หลวงพระบางน่ะ) แถมวัดส่วนใหญ่ก็วาดกันเต็มทุกอณู ไม่ว่าจะมีซอกมีหลืบตรงไหน ก็ยืนวาด นั่งวาด ตะแคงวาดกันจนเต็มพื้นที่ทุกซอกมุมจนได้แหละ คนอีสานเขาเรียกจิตรกรรมฝาผนังว่า “ฮูปแต้ม” แล้วก็เรียกช่างที่วาดว่า “ช่างแต้ม” น่ารักดีนะ

รูปที่ฉันม่วนหลายจนตามดูทุกวัดคือฉากหนุ่มจีบสาว ดูซะจนตาลายเพราะมันเยอะไปหมด ผู้สาวของที่นี่แต่งตัวกันงามๆ ผู้บ่าวก็รำกันป้อเลย แต่ที่อยากคุยให้ฟังวันนี้ไม่ใช่รูปหนุ่มสาวหรอก แต่เป็นรูปของทหารและตำรวจมากกว่า

อ.ไพโรจน์ สโมสร (คนแรกๆ ที่จับจิตรกรรมอีสานขึ้นมาทำอย่างเป็นเรื่องเป็นราว) บอกว่าทหารเป็นกลุ่มบุคคลที่ช่างแต้มสนใจเป็นพิเศษ เรื่องนี้ฉันเห็นด้วยมากๆ เพราะไม่ว่าจะไปวัดไหน ก็จะเห็นรูปทหารละลานตาไปหมด ทั้งทหารที่เป็นกองเกียรติยศในขบวนแห่พระเวสสันดรเข้าเมือง ทหารที่เดินแถวตรวจตราตามที่ต่างๆ ทหารที่เฝ้าตามกำแพงเมืองหรือแม้แต่เฝ้าประตูทางเข้าสิมแทนทวารบาล!

ทหารบางส่วนแต่งตัวแบบโบราณ แต่ส่วนใหญ่แล้ว จะนิยมวาดภาพทหารในเครื่องแบบสมัยใหม่มากกว่า มีตั้งแต่แต่งตัวเต็มอัตราศึกไปจนถึงทหารที่หน้าตาเป็นการ์ตูนหรือตุ๊กตาล้มลุก แต่เท่าที่จำได้ เห็นมีแค่วัดโพธาราม วัดบ้านยางแล้วก็วัดสนวนวารีเท่านั้นที่วาดเครื่องแต่งตัวให้ทหารคล้ายกับเครื่องแบบของจริงอย่างที่ อ.ไพโรจน์บอก คือ “เสื้อแขนยาว กางเกงขายาวสีน้ำเงินแก่ หมวกทรงหม้อตาลสีเดียวกัน มีสายรัดคาง หน้าหมวกเป็นหนังสีดำ มีแถบสีขาวติดขากางเกงและอินทรธนูเป็นยันต์ถักสีขาว” ทุกคนถือปืนยาวและบางคนก็ติดดาบที่ปลายปืน แต่ไม่ยักวาดแตรเดี่ยวที่ อ.ไพโรจน์บอกว่าทหารทุกคนจะมีแฮะ

9. TonyMao_NK51(กุนซือลัทธิแห้ว) (0)

Mail to TonyMao_NK51(กุนซือลัทธิแห้ว)


    26-06-2008, 22:36:50   [Edit message]   [ ระวังโจรหลอกขายโปร/สิ่งของ แลกกับเลขบัตรทรูมันนี่ ต้องขอเบอร์บ้านทุกครั้ง! ]
ดูแล้วก็เกิดคำถามว่าทำไมทหารและตำรวจจึงเข้ามาอยู่ในฮูปแต้มมากมายนัก ไม่รู้ว่าเป็นเพราะชาวอีสานใฝ่ฝันอยากเป็น “นายร้อย” เหมือนที่ฮิตกันสมัยเราเด็กๆ หรือเปล่า (ทำนองไม่ได้เป็น แค่ขอวาดถึงก็ยังดีน่ะ) แต่ที่แน่ๆ คือชาวบ้านคุ้นเคยกับเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารเป็นอย่างดี เพราะอีสานมีกองทหารประจำการในพื้นที่มาตั้งแต่ พ.ศ. 2431 นอกจากนั้น ในปี พ.ศ. 2437 ร.5 ยังโปรดให้ตั้งโปลิศริมแม่น้ำโขงเพื่อเปลี่ยนแทนกองทหารเดิมที่ประจำอยู่ชายแดนริมแม่น้ำโขง รวมทั้งจัดตั้งตำรวจภูธรขึ้นใน พ.ศ. 2445 ด้วย

คนสมัยนี้อาจไม่นึกแปลกใจกับการมีกองทหารประจำการตามเมืองต่างๆ แต่น้ำรินอย่าลืมว่าแต่ก่อน เราไม่มีทหารอาชีพนะ เวลามีศึก ถึงจะเกณฑ์ไพร่พลกันที แม้ในสมัย ร. 5 ก็ยังเกณฑ์คนไปปราบฮ่อ ปราบเงี้ยวกันอยู่เหยงๆ เลย กิจการทหารแบบฝรั่งเป็นของใหม่ที่ริเริ่มขึ้นในสมัย ร. 5 และก็ไม่แปลกที่กองทหารแรกๆ จะประจำที่อีสาน ก็สมัยนั้น ฝรั่งเศสฮึ่มๆ จะเอาดินแดนแถบริมแม่น้ำโขงทั้งลาวและเขมรให้ได้นี่นา

ความพยายามที่จะตั้งรับการรุกรานของฝรั่งเศสนั้นเห็นได้ชัดจากการที่ ร.5 ทรง “ปรับปรุง” การปกครองอีสานหลายต่อหลายครั้ง เช่น พ.ศ.2433 แบ่งการปกครองเป็น 4 เขต ได้แก่หัวเมืองลาวฝ่ายตะวันออก ฝ่ายตะวันออกเฉียงเหนือ ฝ่ายเหนือ และฝ่ายกลาง และเพียงปีต่อมา ก็ทรงเปลี่ยนแปลงเขตการปกครองใหม่อีกครั้ง โดยทรงจัดการรวบรวมหัวเมืองตามชายแดนที่สำคัญขึ้นเป็นเขตปกครองเรียกว่ามณฑล “หัวเมืองลาว” จึงจัดแบ่งใหม่เป็นมณฑลลาวกาว (รวมหัวเมืองลาวฝ่ายตะวันออกกับฝ่ายตะวันออกเฉียงเหนือเข้าเป็นเขตเดียวกัน) มณฑลลาวพวนและมณฑลลาวกลาง ทั้งยังโปรดให้รวมเอาหลวงพระบาง สิบสองพันนา สิบสองจุไท และหัวพันทั้งห้าทั้งหกซึ่งเป็นเมืองประเทศราชเดิมเข้าเป็นเขตเดียวกัน เรียกว่ามณฑลลาวพุงขาวด้วย

แต่ถึงแม้จะทรงพยายามถึงขนาดส่งพระน้องยาเธอไปเป็นข้าหลวงใหญ่เอง แต่ใน ร.ศ. 112 (พ.ศ. 2436) เราก็เสียดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง (มณฑลลาวพุงขาว) ไปจนได้ ดังนั้น เมื่อมีการปรับปรุงเขตการปกครองใหม่อีกครั้งในปี พ.ศ. 2437 อีสานจึงเหลือเพียง 3 มณฑล โดยย้ายที่ทำการของมณฑลลาวพวนจากหนองคายไปอยู่ที่หนองหาน (อุดรธานี) ส่วนที่ทำการของมณฑลลาวกาวและลาวกลางนั้นยังอยู่ที่อุบลราชธานีและนครราชสีมาเหมือนเดิม

ความพยายามที่จะดึง “ลาวอีสาน” ให้อยู่กับไทยนี้น่าจะเป็นเหตุหนึ่งที่ทำให้มีคำสั่งในปี พ.ศ.2442 ให้ถือว่าราษฎรในเขตนี้ทั้งหมดเป็น “ชาติไทยในบังคับสยาม” ห้ามมิให้กรอกข้อความในช่องสัญชาติว่าชาติลาว ชาติเขมร ส่วย ผู้ไทย ฯลฯ เหมือนแต่ก่อน

แต่ถึงแม้จะกลายเป็น “ไทยในบังคับสยาม” ไปแล้ว แต่ช่องว่างระหว่างผู้ปกครองคน “ไทย” กับราษฎรชาว “ลาว” ก็ยังกว้างมาก โดยเฉพาะวัฒนธรรมที่แตกต่างกันหลายอย่าง ที่ตอกย้ำให้รู้สึกอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันก็คือเรื่องภาษาและการแต่งตัว หรือแม้แต่ข้าวที่กินก็ยังต่างกัน อ.ก่อ สวัสดิพาณิชย์ ลูกอีสานขนานแท้เล่าว่าแม้เมื่อไม่นานมานี้ ชาวบ้านก็ยังเรียกข้าราชการทุกชั้นว่า “นาย” ทุกคำ แม้แต่เสมียนประจำอำเภอก็เรียกนาย และข้าราชการก็เป็นนายของชาวบ้านจริงๆ คือมีอำนาจสั่งได้ ลงโทษได้ หรือจะช่วยเหลือก็ได้ ชาวบ้านต้องเกรงกลัวและเชื่อฟัง เวลาพูดกับนายอำเภอ ก็ต้องนั่งยองๆ บางคนก็พนมมือด้วย

10. TonyMao_NK51(กุนซือลัทธิแห้ว) (0)

Mail to TonyMao_NK51(กุนซือลัทธิแห้ว)


    26-06-2008, 22:38:35   [Edit message]   [ ระวังโจรหลอกขายโปร/สิ่งของ แลกกับเลขบัตรทรูมันนี่ ต้องขอเบอร์บ้านทุกครั้ง! ]
ความรู้สึกเป็นคนละพวก แทบจะเรียกว่าเป็นคนละประเทศ (แต่ก่อน เวลาไปไหนๆ ชาวอีสานจะออกชื่อพื้นที่ (เช่น ไปบ้านไผ่) แค่ถึงเขตโคราชเท่านั้น ถ้าไปจังหวัดที่อยู่เลยโคราชออกไป จะพูดว่า “ไปไทย” ไม่ใช่ไปสระบุรี ฯลฯ) อาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ชาวอีสานลุกขึ้น “ขบถ” ครั้งแล้วครั้งเล่า น้ำรินรู้ไหมว่าการก่อการกบฏกว่าสิบครั้งของชาวบ้านธรรมดาที่บังอาจลุกขึ้นต่อกรกับรัฐบาลไทยนั้น แทบทั้งหมดเกิดขึ้นในอีสาน แม้แต่ในรัชกาลนี้เอง ก็ยังเกิดกบฏนายศิลา วงศ์สิน เมื่อ พ.ศ. 2502 อยู่เลย

ลักษณะร่วมของกบฏพวกนี้คือไม่มีกองกำลังหนุนหลังอย่างเป็นระบบ แต่มักนำโดยชาวบ้านธรรมดาที่ตั้งตัวขึ้นเป็นผู้มีบุญ เช่น ในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2444 (ถ้านับปีอย่างปัจจุบันก็คือ พ.ศ. 2445) กลุ่มพระแสงตั้งตัวเป็นพระโพธิ! นายธรรมาตั้งตัวเป็นท้าวอินแปลง นายสาเป็นท้าวสีโห นายหลักเป็นพระยาธรรมิกราช เป็นต้น ขบถชาวนาเช่นนี้จึงมีชื่อเรียกอีกอย่างว่าขบถผีบุญ (ผู้มีบุญ) เมื่อมีสาวกมากเข้า ก็อาจรวบรวมกำลังได้มากพอจะก่อการเข้ายึดเมืองได้

แต่บาง “ขบถ” ที่ถูก “ปราบปราม” ไปก็ไม่มีหลักฐานว่าจะต่อต้านอำนาจรัฐเลย อย่างเช่น กลุ่มจารย์เข้มซึ่งตั้งตัวเป็นท้าววิษณุกรรมเทวบุตร ก็เพียงแต่รดน้ำมนต์และรักษาคนป่วย หรือกลุ่มยายหย่า ยายหยอง ก็แค่ทำพิธีเสี่ยงทายและให้โชคลาภแก่ผู้ที่มาเท่านั้น

ขบญผีบุญเกิดมากที่สุด กินขอบเขตกว้างขวางที่สุดและมีผู้เข้าร่วมมากที่สุดในอีสานสมัยรัชกาลที่ 5 ช่วงปลายปี
พ.ศ. 2444 ต่อปี 2445 ในช่วง 2 เดือนนั้น มีผู้ตั้งตัวเป็น "ผีบุญ" ถึง 60 คน กระจายอยู่ถึง 13 จังหวัด ในอุบลราชธานีเมืองเดียวมี “ผีบุญ” ถึง 14 คน ศรีสะเกษ 12 คน และมหาสารคาม 10 คน นอกจากนั้น ก็มีจังหวัดละคนสองคนไปจนถึง 5 คน

คุณสุวิทย์ ธีรศาศวัตค้นคว้าและวิเคราะห์ขบถช่วงนี้ไว้ละเอียดมาก ฉันเลยว่าจะเก็บมาเล่าต่อให้น้ำรินฟังแค่บางประเด็นเท่านั้น ถ้าน้ำรินอยากอ่านฉบับเต็ม ก็ลองไปหาวารสารศิลปวัฒนธรรม ฉบับเดือนพฤศจิกายน 2549 มาอ่านดูนะ

คุณสุวิทย์คิดว่าที่เกิดขบถผีบุญเยอะขนาดนั้นมีหลายสาเหตุด้วยกัน อย่างแรกการคุกคามของฝรั่งเศส โดยเฉพาะการเสียดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง ทำให้อำนาจรัฐบาลไทยในสายตาของชาวอีสานดูเสื่อมถอยลง จนในที่สุดถึงกับเกิดข่าวลือว่า "ผู้มีบุญจะมาแต่ตะวันออก เจ้าเก่าหมดอำนาจ ศาสนาก็สิ้นแล้ว..บัดนี้ฝรั่งเศสเข้าไปเต็มกรุงเทพแล้ว กรุงจะเสียแก่ฝรั่งเศสแล้ว"

อย่างที่สอง เกิดจากการปฏิรูปการปกครองใน พ.ศ. 2435 ก่อนหน้านั้น การปกครองหัวเมืองเป็นระบบที่เรียกว่า "กินเมือง" เจ้าเมืองส่วนใหญ่จะเป็นชาวเมืองนั้นเองและมักจะเป็นลูกหลานของเจ้าเมืองคนเก่า ยิ่งไกลออกไปเท่าใด เจ้าเมืองก็ยิ่งมีอิสระในการปกครองมากขึ้น โดยส่วนกลางจะคอยดูแลแค่การเก็บส่วยสาอากรเท่านั้น แต่การปฏิรูปฯ ทำให้เจ้าเมืองเดิมไม่มีอำนาจปกครองเต็มที่เหมือนแต่ก่อน บางคนจึงหันมาสนับสนุนหรือทำเป็นเมินๆ ไม่จัดการกับพวกที่ก่อ
การกบฏ

11. TonyMao_NK51(กุนซือลัทธิแห้ว) (0)

Mail to TonyMao_NK51(กุนซือลัทธิแห้ว)


    26-06-2008, 22:39:53   [Edit message]   [ ระวังโจรหลอกขายโปร/สิ่งของ แลกกับเลขบัตรทรูมันนี่ ต้องขอเบอร์บ้านทุกครั้ง! ]
แต่เหตุผลหลักน่าจะอยู่ที่ความเดือดร้อนของราษฎรมากกว่า การสูญเสียอำนาจและผลประโยชน์ที่ตามมาทำให้ผู้ปกครองเดิมหันไปขูดรีดราษฎรหนักขึ้นเพื่อทดแทนรายได้ที่ขาดหายไป ที่สำคัญ การเก็บภาษีที่เรียกว่า “เงินข้าราชการ” จากชายฉกรรจ์คนละ 4 บาท ได้สร้างความทุกข์ยากอย่างแสนสาหัสให้คนอีสานซึ่งสมัยนั้น ดำรงชีวิตอยู่ได้โดยแทบไม่ใช้เงิน คุณสุวิทย์เล่าว่าเคยสัมภาษณ์ผู้เฒ่าคนหนึ่งซึ่งอายุเกือบ 100 ปี ท่านเล่าว่าต้องหาบไก่ 16 ตัว เดินทางถึง 140 กิโลเมตรจากอำเภอมัญจาคีรีไปขายที่ตลาดเมืองโคราชได้ตัวละ 1 สลึง เพื่อเอาเงินมาเสียภาษีส่วย 4 บาท ถ้าไม่สามารถหาเงินมาเสียภาษีได้ ก็จะต้องถูกเกณฑ์ไปทำงานโยธา 15 วัน

ดังนั้น เมื่อต้นทศวรรษที่ 2440 เกิดฝนแล้งในมณฑลอีสานติดต่อกัน 2-3 ปี ชาวอีสานจึงยิ่งเดือดร้อนหนักขึ้น ในขณะเดียวกัน ก็เกิดมีคำพยากรณ์แพร่สะพัดว่าจะเกิดวิปริต เช่น หมูและควายจะกลายเป็นยักษ์เที่ยวกินคน ตัวไหมจะกลายเป็นงู แต่รากไม้ฝอยๆ ตามฝั่งน้ำจะกลายเป็นไหม ดอกจานจะกลายเป็นครั่งสำหรับย้อมไหม เงินที่มีอยู่จะกลายเป็นเหล็ก ให้เอาไปซื้อเป็นข้าวของไว้เสีย ส่วนกรวดแร่นั้นถ้าเอามาบูชา จะกลับกลายเป็นเงินทอง เป็นต้น

รายงานสมัย ร.5 บอกว่าที่ศรีสะเกษ ราษฎรตื่นกลัวว่าเงินทองจะกลายเป็นเหล็กจนเที่ยวซื้อหาสิ่งของกันเกือบทั้งเมืองโดยไม่มีการต่อราคา เงินที่เหลือก็โยนทิ้งหรือให้พ่อค้าจีนไปทั้งหมด ทำให้พ่อค้าจีนร่ำรวยไปตามๆ กัน

เมื่อมีคนส่งหมอลำมาชี้ให้เห็นปัญหาความทุกข์ยาก โจมตีคนไทยว่าใจร้ายและปลุกระดมไล่คนไทย ประกอบกับข่าวลือว่าเจ้าเก่าหมดอำนาจและการแพร่สะพัดของคำพยากรณ์ ก็ทำให้ชาวอีสานแสวงหาผู้ที่จะมาช่วยปลดเปลื้องเภทภัยความทุกข์ยากและให้ความหวังว่าจะมีชีวิตที่ดีขึ้น มีรายงานสมัยนั้นว่า "จากอุบลฯ ถึงสังฆะ พลอยเป็นบ้าไปตาม พูดแต่เรื่องผีบุญไม่ขาดวัน ไปถึงบ้านใดตำบลใด ผู้ใดมาถาม ไม่ว่าหญิงชาย เด็กผู้ใหญ่ จนถึงผู้ว่าราชการบ้านเมือง ก็มาถามแต่เรื่องนักบุญ" บางแห่ง ตั้งแต่ราษฎรไปจนถึงข้าราชการตื่นข่าวเรื่องผีบุญมากจนไม่เป็นอันทำงาน

อย่างไรก็ตาม คนที่เข้าไปร่วมกับขบถผีบุญจริงๆ นั้นมีน้อยกว่าคนที่แตกตื่นในคำพยากรณ์และข่าวลือมาก แม้แต่ขบถผีบุญที่ใหญ่ที่สุด คือกลุ่มบุญจันเมือง
ขุขันธ์ (ศรีสะเกษ) ก็มีคนเข้าร่วมเพียง 6,000 คน ด้วยอาวุธที่ทันสมัยกว่าของรัฐบาลไทย จึงสามารถปราบปรามขบถผีบุญทั้งหมดลงได้อย่างรวดเร็วภายในเวลาเพียง 2 เดือน โดยฝ่ายรัฐบาลสูญเสียกำลังเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

ผลของขบถผีบุญทำให้เกิดการเข้ามาจัดตั้งโรงเรียนแบบกรุงเทพฯ สอนภาษาไทยทั้งพระ เณรและเด็กๆ ไม่ให้เรียนและเขียนด้วยอักษรธรรมและอักษรไทยน้อย (ที่มักเรียกว่า “อักษรลาว”) อีกต่อไป โดยอ้างว่าที่ชาวบ้านหลงเชื่อตามคำเล่าลือนั้นเป็นเพราะไม่มีการศึกษา แต่ฉันคิดว่าน่าจะเป็นกลวิธีหนึ่งที่จะช่วยดึงคนอีสานให้รู้สึกว่าเป็น “ไทย” มากขึ้นและรู้สึกแปลกแยกกับคนไทยน้อยลงเพราะหันมาใช้ภาษาเดียวกัน อย่างน้อยก็ในภาษาเขียน

ผลอีกอย่างหนึ่งก็คือหลังรบชนะขบถเพียงเดือนเดียว ร.5 ก็โปรดให้จ้างร้อยเอกปาทูว์ลิน ชาวเดนมาร์ก มาเป็นครูฝึกชายฉกรรจ์ในอีสานให้เป็นตำรวจเพื่อ “ดูแลกิจการภายใน” และสร้างสถานีตำรวจขึ้นด้วย ตำรวจภูธรชุดแรกนี้มีจำนวน 800 คน ส่งไปประจำ 27 เมืองกับ 5 ตำบล ตั้งแต่นั้นมา ตำรวจอาชีพก็กลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของชาวอีสาน


12. TonyMao_NK51(กุนซือลัทธิแห้ว) (0)

Mail to TonyMao_NK51(กุนซือลัทธิแห้ว)


    26-06-2008, 22:41:09   [Edit message]   [ ระวังโจรหลอกขายโปร/สิ่งของ แลกกับเลขบัตรทรูมันนี่ ต้องขอเบอร์บ้านทุกครั้ง! ]
อ่านเรื่องขบถผีบุญมากๆ เข้า ฉันก็เกิดความคิดใหม่ในการตอบคำถามว่าทำไมทหารและตำรวจจึงเข้ามาอยู่ในฮูปแต้มมากมายนัก เป็นไปได้ไหมว่ามันสะท้อนสิ่งที่อยู่ลึกลงไปในใจของช่างแต้มและชาวอีสานทุกคน นั่นคือวิญญาณขบถ –วิญญาณของกลุ่มคนที่กรมพระยาดำรงฯ ทรงบันทึกไว้เมื่อทรงไปตรวจราชการมณฑลอุดรและมณฑลอีสานเมื่อ พ.ศ. 2449 ว่า “ไม่มีใครเป็นบ่าว ไม่มีใครเป็นนายใคร...คงอยู่กันมาเช่นนี้นับด้วยร้อยปีแล้ว”

ด้วยวิญญาณนี้ ช่างแต้มจึงชื่นชมและนิยมวาดรูปนักสู้ และด้วยวิญญาณนี้หรือเปล่าไม่รู้ที่ทำให้เกิดขบถผู้มีบุญมากที่สุดในอีสาน ชาวนาที่ยอมลำบากลำบนเดินเท้ามาประท้วงถึงกรุงเทพฯ ก็มาจากอีสานมากที่สุด “วันปืนแตก” ที่ถือเป็นการประกาศสงครามอย่างเป็นทางการของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พ.ค.ท.) ก็เกิดที่อีสาน และเขตพื้นที่ “สีแดง” ที่ใหญ่ที่สุดก็อยู่ที่อีสาน

ไม่ว่าจะเป็นสีแดงของ พ.ค.ท. หรือ การโหวตโนเพราะไม่ยอมรับร่างรัฐธรรมนูญฉบับล่าสุด...

ที่มา :

http://www5.sac.or.th/downtoearthsocsc/modules.php?name=News&file=print&sid=95

13. TonyMao_NK51(กุนซือลัทธิแห้ว) (0)

Mail to TonyMao_NK51(กุนซือลัทธิแห้ว)


    26-06-2008, 22:48:29   [Edit message]   [ ระวังโจรหลอกขายโปร/สิ่งของ แลกกับเลขบัตรทรูมันนี่ ต้องขอเบอร์บ้านทุกครั้ง! ]
ถามว่าจะสื่ออะไร

ลองอ่านดูให้จบ จะพบว่าจุดร่วมที่เหมือนกัน ไม่ว่าจะกบฏผีบุญ หรือกำเนิดลัทธิคอมมิวนิสต์ ล้วนมาจากความเดือดร้อนของชาวบ้านทั้งนั้น

ชาวบ้านที่เราชาวเมืองผู้มีอันจะกิน ( เชื่อเถอะ คนที่มีเวลาเล่นเน็ตเล่นเกมอย่างเราๆ น้อยคนที่จะเข้าใจความทุกข์ยากของชนชั้นล่าง ไม่ว่าจะกรรมกรหรือชาวนาก็ตาม ) บางทีเราก็มองว่า ทำไมพวกเขาโง่ รับเงินซื้อเสียง เป็นลิ่วล้อเหลี่ยม ฯลฯ

ก็ในเมื่อพวกเขาเห็นแก่ปากท้อง ( ขงจื้อกล่าวว่า " บ้านเมืองที่ท้องไม่อิ่มจะสอนศีลธรรมได้อย่างไร? " ) เพราะปกติก็หากินลำบากแล้ว จะทำอะไรได้อีก พวกเขาอยากมีชีวิตอยู่ อยากอยู่ดีกินดี พวกเขาจึงยอมลำบาก เข้ามาในเมือง ถูกตราหน้าเป็นคนชั้นต่ำจากคนเมืองอย่างเราๆ ( ด้วยคำพูดที่ตำหนิคนแต่งตัวไม่อินเทรนด์ว่า " ลาว " )

เราว่าเขารับเงินเลือกตั้ง รับเงินมาก่อม็อบ ก็จะให้เขาทำอย่างไร ในเมื่อชนชั้นนำมองว่า พวกเขาคือ " Creep " ชั้นดีที่จะเป็นฐานให้ Hero อย่างพวกเขา up level ไปสู่ความเป็น Godlike

ชาวบ้านทั้งหลายจนฟังเถิด ปัญหาทั้งหลายมันก็เท่านี้เอง พวกคุณที่ไม่ใช่ชนชั้นนำ ก็จงเป็นไก่ชน เป็นปลากัดให้กลุ่มต่างๆ เสี้ยมให้กัดกันต่อไป เพื่อแลกกับชีวิตรอด

ก็เท่านั้นเอง

14. Apartmentgrand (0)
Mail to Apartmentgrand


    26-06-2008, 22:50:23   [Edit message]   [ ระวังโจรหลอกขายโปร/สิ่งของ แลกกับเลขบัตรทรูมันนี่ ต้องขอเบอร์บ้านทุกครั้ง! ]
โอวอีบุญมีกุเยิ้บทีซีดอ้าโอวเยีย


เดบิต: http://bbs.pramool.com/webboard/view.php3?katoo=C51324 "'พวกนายว่าละครเรื่อง นางทาส สมควรถูกแบนไหม ?'"

15. Pink_Pantherปาปาโป้บอย (0)
Mail to Pink_Pantherปาปาโป้บอย


    27-06-2008, 00:45:18   [Edit message]   [ ระวังโจรหลอกขายโปร/สิ่งของ แลกกับเลขบัตรทรูมันนี่ ต้องขอเบอร์บ้านทุกครั้ง! ]
ไม่ไปตั้งพรรคใหม่เลยหล่ะครับนาย
16. QuaOs (6)
5-14

Mail to QuaOs


    27-06-2008, 22:23:39   [Edit message]   [ ระวังโจรหลอกขายโปร/สิ่งของ แลกกับเลขบัตรทรูมันนี่ ต้องขอเบอร์บ้านทุกครั้ง! ]
เป็นประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจ (เหมือนจะเคยอ่านมาเหมือนกัน)

แล้วก็น่าคิดในเรื่องที่ การต่อสู้ การแก้ปัญหาหลายๆ ครั้ง มันถูกต้องตรงตามเป้าหมาย หรือต้นสายปลายเหตุที่ควรจะเป็นหรือไม่?

เช่นพวกเขาถูกขูดรีด ถูกเอาเปรียบจากผู้มีอำนาจอยู่เดิมในท้องถิ่นของพวกเขาเอง หรือเดือดร้อนเพราะสิ่งที่เกิดขึ้นในหมู่พวกเขาเอง
...แต่เมื่อถูกปลุกระดม พวกเขาก็หันไปโกรธเกลียด ต่อต้าน "คนไทย" ที่โผล่เข้ามาจากภายนอก และสะสมความคับแค้นฝังใจไว้ต่อเนื่องมาจนถึงบัดนี้??


17. Apartmentgrand (0)
Mail to Apartmentgrand


    29-06-2008, 21:32:24   [Edit message]   [ ระวังโจรหลอกขายโปร/สิ่งของ แลกกับเลขบัตรทรูมันนี่ ต้องขอเบอร์บ้านทุกครั้ง! ]
รับสมัครพรรคถั่วดำ (อัดตรูดอย่างมันส์)




เดิบต:http://bbs.pramool.com/webboard/view.php3?katoo=C04169

ขอความร่วมมือสมาชิกทุกท่าน งดเว้นการโพสกระทู้ หรือข้อความที่ เกี่ยวข้อง กับการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์
ไม่ว่าจะเป็นการขอเพลง MP3, การ์ตูน หรือผลงานอันมีลิขสิทธิ์อื่นๆ เนื่องจากการกระทำดังกล่าวผิดต่อกฏหมายลิขสิทธิ์ และมีบทลงโทษทางกฏหมายขั้นรุนแรง

[ Post new topic ]
--= รับสอนพิเศษ ป.5-ม.6 ทุกวิชาโดยนิสิตวิศวฯ และเศรษฐศาสตร์จุฬาฯ 087-598-2828 ปรึกษาได้ไม่แพงจ๊ะ (Keaw) =--
รับวาดรูป, รูปเหมือน, รูปล้อเลียน, กรอบรูป, ภาพวาด, ภาพเหมือน, ของขวัญ
กรุณาอย่านำข้อความหมิ่นประมาทผู้อื่นมาโพสต์กระทู้นะครับ เพราะคนโพสต์สามารถถูกฟ้องรองเอาได้นะครับ (ข้อมูลจากทางตำรวจครับ) !

[ ลงทะเบียน ] [ ดูผลการประมูล ] [ เปลี่ยนรหัสผ่าน ] [ ลืมรหัสผ่าน ] [ ดู feedback ] [ ตรวจสอบรายการประมูล ] [ เงื่อนไขในการให้บริการ ]


Jump to: